Company Note
OSP
กำไร 2Q26 โตสวนรายได้อ่อนตัว หนุนจากมาร์จิ้นแข็งแกร่ง
ผลประกอบการ 2Q26 สะท้อนความแข็งแกร่งของกำไร แม้รายได้ยังอ่อนตัว โดยเฉพาะธุรกิจในเมียนมาที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านใบอนุญาตนำเข้า อย่างไรก็ตาม การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการฟื้นตัวของธุรกิจในประเทศ และ Personal Care จะช่วยชดเชยแรงกดดันด้านรายได้ได้ ปัจจุบัน OSP ซื้อขายที่ PER เพียง 14.5x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม Beverage ที่ 22x และมี Dividend Yield ราว 4–5% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”
กำไร 2Q26 เติบโตแข็งแกร่ง จากอัตรามาร์จิ้นที่ดีขึ้น
OSP รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1,100 ลบ. (+9% YoY, -5% QoQ) โดยหลังปรับใช้ TAS 21 กำไรหลักเติบโตแข็งแกร่ง +45% YoY สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่ดีขึ้น ขณะที่รายได้ทรงตัว YoY จากเครื่องดื่มในประเทศเติบโต 6% YoY และธุรกิจของใช้ส่วนบุคคลโต 8% YoY ช่วยชดเชยรายได้ต่างประเทศที่ลดลงจากปัจจัยชั่วคราว ด้าน GPM เพิ่มขึ้นเป็น 42.8% (+0.9ppt YoY, +0.3ppt QoQ) จากประสิทธิภาพการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น
คงประมาณการปี 2026–27F ยังคงการเติบโตจากธุรกิจหลัก
คาดกำไรหลักปี 2026F เติบโต 4% YoY มาอยู่ที่ 3.6 พันล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังที่คาดว่าจะเติบโตจากการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของ M-150 ผ่านการออกสินค้าใหม่และการขยายช่วงราคา (10, 12 และ 15 บาท) ส่งผลให้รายได้กลุ่มเครื่องดื่มคาดเติบโต 2% ในปี 2026F และ 4% ในปี 2027F ขณะที่กลุ่ม Personal Care ขยับ positioning ไปสู่สินค้า Premium Mass และการเริ่มรุกตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้
ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และ Dividend Yield ที่อยู่ในระดับสูง
เราคงคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท อิง PER ปี 2026F ที่ 15.7X (-0.5SD) ซึ่งสะท้อนการรวมความเสี่ยงจากต้นทุนและสถานการณ์สงครามไว้แล้ว ปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายที่ PER 14.5X ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ขณะที่คาด Dividend Yield ปี 2026F อยู่ที่ 4.5% ซึ่งอยู่ในระดับน่าสนใจ ปัจจัยหนุนมาจากการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ CLMV และอินโดนีเซีย รวมถึงตลาดจีนในอนาคต ความเสี่ยงหลักยังคงอยู่ที่ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่อาจปรับตัวสูงกว่าคาด รวมถึงเศรษฐกิจ
ประกาศกำไร 2Q26 เติบโต และผลจากการปรับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ (TAS 21)
OSP ประกาศกำไรสุทธิ 2Q26 อยู่ที่ 1,100 ล้านบาท +9 % YoY แต่ลดลง-5% QoQ โดยในไตรมาสนี้มีการปรับใช้มาตรฐานบัญชี TAS 21 การบันทึกผลประกอบการธุรกิจต่างประเทศ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนตลาดของธนาคารกลางเมียนมา (Market Trading Rate) เพื่อให้สะท้อนผลการดำเนินงานให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น และการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานบนฐานเดียวกัน ส่งผลให้กำไรหลักเพิ่มขึ้น +45% YoY และ -5% QoQ ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานพื้นฐานที่แท้จริง
รายได้จากการขายทรงตัว YoY และ -4% QoQ หลังจากปรับปรุงปีฐานแล้ว
• รายได้กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ เติบโตแข็งแกร่ง +6% YoY หนุนโดยเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่ขยายตัว จากความสำเร็จของกลยุทธ์ Brand Portfolio การยกระดับผลิตภัณฑ์หลักสู่พรีเมียม เช่น เอ็ม-150 ฝาทอง และลิโพวิตัน-ดี พร้อมการทำตลาดเชิงรุกและการบริหารช่องทางจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ
• รายได้เครื่องดื่มต่างประเทศ ลดลง -42% YoY แต่หากพิจารณาบนฐานปรับปรุงปรับใช้ TAS 21 รายได้ต่างประเทศลดลงเพียง -13% YoY จากปัจจัยชั่วคราว เช่น ปัญหาขาดแคลนเรือขนส่ง ข้อจำกัดด้านใบอนุญาตนำเข้าในเมียนมา และสถานการณ์การค้าในกัมพูชา
• ธุรกิจของใช้ส่วนบุคคล เติบโต +8% YoY โดยมีแรงหนุนจากกลุ่ม Adult Segment สินค้านวัตกรรม และความสำเร็จของพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งใน CLMV และการเริ่มรุกตลาดจีน
• อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นเป็น 42.8% เพิ่มขึ้น 0.9pp. YoY และ 0.3pp. QoQ จากประสิทธิภาพการผลิตหลังการรวมศูนย์โรงงาน การบริหารต้นทุนวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและบริหารลดลง จากการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด และการทำกิจกรรมการตลาดและส่งเสริมการขายแบบเน้นประสิทธิผลซึ่งช่วยหนุนคุณภาพกำไรและสร้างฐานการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว