สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ( 27 กรกฎาคม 2569 ) ----นายอารภัฏ สังขรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดําเนินงานสําหรับงวด สามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยบริษัทฯ มีกําไรสุทธิ 82.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80.78 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 37 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกําไรสุทธิ 2.19 ล้านบาท บริษัทฯ จึงใคร่ขอชี้แจงสาเหตุการ เปลี่ยนแปลงในส่วนที่มีสาระสําคัญดังนี้
1. รายได้ค่านายหน้าเพิ่มขึ้น 98.82 ล้านบาท จาก 204.67 ล้านบาท เป็น 303.49 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 48.28 เนื่องจาก
1.1 รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 109.88 ล้านบาท จาก 172.45 ล้านบาท เป็น 282.33 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 63.71 อันเป็นผลจากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 40,799.84 ล้านบาท/วัน เป็น 66,810.68 ล้านบาท/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 63.75 ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของนักลงทุนบุคคลและสถาบันของบริษัทที่เพิ่มขึ้นจาก 1,781.33 ล้านบาท/วัน เป็น 3,474.09 ล้านบาท/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 95.03
1.2 รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าลดลง 11.05 ล้านบาท จาก 32.21 ล้านบาท เป็น 21.16 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 34.31
2. รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 46.97 ล้านบาท จาก 19.33 ล้านบาท เป็น 66.30 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เนื่องมาจากค่าธรรมเนียมจากการขายและการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น 30.85 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมจาก การจัดจําหน่ายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 12.05 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 1.45 ล้านบาท และค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มขึ้น 2.53 ล้านบาท
3. รายได้ดอกเบี้ยลดลง 77.76 ล้านบาท จาก 225.17 ล้านบาท เหลือ 147.41 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 34.53 เนื่องมาจากรายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ลดลง 58.99 ล้านบาท และรายได้ดอกเบี้ยจากเงินฝากใน สถาบันการเงินและพันธบัตรรัฐบาลลดลง 18.37 ล้านบาท
4. รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 78.71 ล้านบาท จาก 35.90 ล้านบาท เป็น 114.61 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.2 เท่า เนื่องมาจาก กําไรและผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้น 60.21 ล้านบาท รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 18.50 ล้านบาท
5. ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 46.11 ล้านบาท จาก 480.35 ล้านบาท เป็น 526.46 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.60 เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานเพิ่มขึ้น 53.63 บาท และค่าธรรมเนียมและบริการจ่ายเพิ่มขึ้น 12.45 ล้าน บาท ในขณะทีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง 10.89 ล้านบาท ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 4.85 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นลดลง 4.23 ล้านบาท
6. ภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น 19.86 ล้านบาท จาก 2.52 ล้านบาท เป็น 22.38 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.9 เท่า เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของกําไรก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้
ดังนั้น จึงมีผลทําให้ผลการดําเนินงานสําหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่30 มิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้นจากดําเนินงานในงวดเดียวกันของปีก่อน 37 เท่า