Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

33


อัปเดตแนวโน้มตลาดหุ้นจีน
หุ้นเทคโนโลยีจีนเริ่มเห็น Policy Put
หุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor ของจีนเผชิญแรงขายอย่างหนักในสัปดาห์ที่ผ่านมา สอดคล้องกับการปรับฐานของหุ้นชิปทั่วโลก ขณะเดียวกัน สภาพคล่องบางส่วนถูกดึงออกจากตลาดเพื่อเตรียมรองรับการเข้าจดทะเบียนของ CXMT ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของจีน ปัจจัยทั้งสองส่งผลให้แรงขายในหุ้นกลุ่ม Hardware Tech รุนแรงกว่าตลาดโดยรวม


ดัชนี STAR 50 ซึ่งมีน้ำหนักสูงในหุ้นเทคโนโลยีและ Semiconductor ร่วงลงถึง 17% ภายในสัปดาห์เดียว และปรับฐานลงมากกว่า 22% จากจุดสูงสุดในช่วงปลายเดือนมิถุนายน สะท้อนให้เห็นว่า Positioning ที่ค่อนข้างหนาแน่น ประกอบกับความกังวลต่อวัฏจักรหุ้นชิปโลก สามารถเร่งให้เกิดแรงขายได้อย่างรุนแรงเมื่อ Sentiment เปลี่ยนทิศ


อย่างไรก็ตาม สัญญาณล่าสุดบ่งชี้ว่ารัฐบาลจีนเริ่มแสดงความไม่สบายใจต่อความ ผันผวนของตลาด และพร้อมนำ Policy Put กลับมาใช้อีกครั้ง การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นพร้อมกันจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานกำกับดูแล บริษัทประกัน บริษัทจัดการสินทรัพย์ โบรกเกอร์ และกองทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือ National Team


สัญญาณที่ชัดเจนคือ เงินไหลเข้าสู่ ChinaAMC STAR 50 ETF สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13.8 พันล้านหยวน หรือประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเม็ดเงินจาก National Team ที่เข้าซื้อหุ้นเทคโนโลยีโดยตรง นอกจากนี้ บริษัทประกันรายใหญ่หลายแห่งยังประกาศเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้น ขณะที่บริษัทจัดการสินทรัพย์และโบรกเกอร์เพิ่มสภาพคล่องผ่านการลงทุนด้วยเงินของบริษัทและการขยายวงเงิน Margin Financing


มาตรการดังกล่าวช่วยให้ดัชนี STAR 50 รีบาวด์ขึ้นถึง 11% ภายในวันเดียว ขณะที่ดัชนีเทคโนโลยีจีนอื่น ๆ ฟื้นตัวตาม การตอบสนองที่รวดเร็วของตลาดสะท้อนว่าแรงซื้อจากภาครัฐยังสามารถหยุดวงจรการลดความเสี่ยงและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ อย่างน้อยในเชิง Tactical


ในมุมมองของเรา พัฒนาการนี้เป็นบวกต่อ Sentiment ของหุ้น Hardware Tech จีนในระยะสั้น ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก การแทรกแซงของภาครัฐช่วยสร้างแนวรับให้กับตลาดและลดความเสี่ยงที่แรงขายจะขยายตัวต่อไป ประการที่สอง การเข้าซื้อหุ้นเทคโนโลยีโดยตรงยืนยันว่า AI และ Semiconductor ยังคงเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญสูง ดังนั้น มาตรการล่าสุดน่าจะช่วยลดทอนแรงกดดันจากการปรับฐานของหุ้นชิป และเปิดโอกาสให้หุ้น Hardware Tech จีนฟื้นตัว ในระยะสั้น


สำหรับหุ้นกลุ่ม Software และ Internet แม้ตลาดยังไม่เห็นการปรับเพิ่มประมาณการกำไรอย่างมีนัยสำคัญ แต่การปรับฐานของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้ทำให้ Forward PER ปี 2027 ลดลงต่ำกว่าระดับ -1SD แล้ว Valuation ที่กลับมาน่าสนใจ ประกอบกับ Positioning ที่เบาบางลง จึงเปิดโอกาสให้หุ้นกลุ่มนี้ฟื้นตัวในระยะสั้นเช่นกัน แม้การ รีบาวด์มีแนวโน้มขับเคลื่อนด้วย sentiment มากกว่าการปรับเพิ่มประมาณการกำไร


ในช่วงที่เหลือของปี 2026 เรายังคงให้น้ำหนักหุ้น Hardware Tech มากกว่า Software และ Internet เนื่องจากมีแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนกว่าจากนโยบายของรัฐบาลจีน ทั้งการยกระดับขีดความสามารถด้าน AI การเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทาน Semiconductor ภายในประเทศ และการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ


กล่าวอีกนัยหนึ่ง Software และ Internet อาจมีความน่าสนใจในฐานะ Tactical Valuation Trade แต่ Hardware Tech ยังคงเป็น Strategic Policy Trade ที่มีแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งกว่าในระยะสั้น เนื่องจากมีการเติบโตของกำไรที่ชัดเจนกว่า ขณะที่บริษัทในกลุ่ม Software และ Internet จำนวนมากยังอยู่ในช่วงเร่งลงทุน ทำให้การสร้างรายได้และการฟื้นตัวของกำไรอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง


สรุปภาพตลาดวานนี้
ภาพรวมตลาดวานนี้หุ้นยังแกร่ง แม้ธนาคารจะถูกขายทำกำไรตามคาด แต่ตลาดยังบวกสุทธิได้ โดยมีแรงหนุนจาก DELTA และกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี แต่สิ่งที่ยืนยัน Momentum ที่ดีอีกด้าน คือปริมาณการซื้อขายที่สูงเกือบแสนล้านบาท


แนวโน้มตลาดวันนี้
หุ้นปิโตรเคมี ชนะ KO.โรงกลั่น
ตามมุมมอง Sector Rotations ที่กลยุทธ์แนะนำ ขายทำกำไรหุ้นธนาคารที่ราคาขึ้นต่อเนื่องมาจากเดือน มิย.ถึงตอนนี้ กค.บวกดีกว่าดัชนี โดยคาดราคาหุ้นธนาคารจะปรับฐาน-รับไม้ต่อจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่โดนเช็คบิลไปก่อน

กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ รอบนี้หลังจากราคาไหลลงมาเซ็ตตัวได้ที่ เราใช้กลยุทธ์ ศึกตัดสิน (Battle Royale) เพื่อหาหุ้นยืนหยัดเป็นตัวสุดท้าย ของกลุ่มระหว่าง พลังงานต้นน้ำ PTTEP PTT โรงกลั่น TOP BCP SPRC และ ปิโตรเคมี PTTGC SCC IVL IRPC

จากเกณฑ์ตัดสิน Round 1.) ราคาหุ้น TOP และโรงกลั่น ปรับตัวขึ้นถึง 30% ระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาหุ้น IVL และ PTTGC เพิ่มขึ้นเพียง 7% และ 8% ตามลำดับในช่วงเวลาเดียวกัน (ให้หุ้น PTTGC IRPC ชนะรอบแรก)


Round 2.) ราคาหุ้น TOP ในปัจจุบันสะท้อนค่าการกลั่นที่ประมาณ 16 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับคาดการณ์ค่าการกลั่นเฉลี่ยปี 2569 ของเราที่ 14 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล PTTGC สะท้อนส่วนต่างราคา HDPE ที่ 360 เหรียญสหรัฐต่อตัน (ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 390 เหรียญสหรัฐต่อตัน) (ให้ PTTGC IRPC ชนะในรอบ 2)

Round 3.) เมื่อราคาหุ้นโรงกลั่นพุ่งขึ้นตามค่าการกลั่น จะเร่งให้ผู้ประกอบการเร่งผลิตสินค้าออกขายเพื่อโกยกำไร และการเดินกำลังการผลิตแบบเต็มร้อย มีแนวโน้มจะทำให้ผลพลอยได้จากการกลั่น เช่น นาฟทา เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว กดดันให้ต้นทุน PTTGC SCC IRPC ปรับลงตามกลไลราคา (PTTGC IRPC ชนะน็อค)
กลยุทธ์คาดว่าผู้ที่เล่นหุ้นโรงกลั่น แบงก์ อิเล็กทรอนิกส์ บวกนำขึ้นไปก่อนหน้า จะมองเห็นโอกาสในการขายทำกำไรแล้ว นำกำไรมาหมุนเข้าหุ้น ปิโตรเคมี รวมถึงหุ้นพลังงานต้นน้ำและ Soft commodity ที่ดัก Flows Rotation


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค โครงสร้างราคา: SET Index เดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 3 ปีกว่า โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ หุ้นพลังงานและปิโตรเคมีขนาดใหญ่
โมเมนตัมหลัก: ยังรักษาทิศทาง Bullish Continuation….ดัชนียืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10 & 25 วัน ได้อย่างเหนียวแน่น
MACD: ยืนเหนือแกนศูนย์ (Zero Line) ในกราฟรายวันและรายสัปดาห์ บ่งชี้ฝั่งซื้อยังคงเป็นผู้ควบคุมตลาดในรอบนี้
Impulse Wave 5: ปัจจุบันอยู่ใน Sub-wave v (คลื่นย่อย) ที่กำลังวิ่งเข้าหาจุดสูงสุดของรอบ หากคลื่น 5 นี้วิ่งเต็มขยาย (Extension) หรือวิ่งตามสัดส่วน Fibonacci channel คาดหวังมีโอกาสลุ้นตามสัดส่วน 50% แนวต้าน จะอยู่บริเวณ 1,700 จุด (เพิ่งทะลุ 1,650 จุด)
แนวรับ: 1,630 จุด ยกระดับขึ้น….ห้ามหลุด เพื่อรักษาทรงขาขึ้นที่สมบูรณ์
Action plan: เน้นถือหุ้นแกนหลัก GULF, AOT, PTT, ADVANC, TRUE, IVL และตั้ง Trailing Stop ยกตามระดับ Low ของแต่ละวัน
ส่วนกลุ่มฟื้นตามผู้นำ เช่น MTC, BBIK, OSP หากขึ้นแรง ถึงแนวต้านอาจเลือกแบ่งขายล๊อคกำไรไว้บ้าง
Correction Scenario: หากดัชนีเกิดการย่อตัวระหว่างทาง แนวรับแรกอยู่ที่ 1,640 จุด และแนวรับสำคัญไม่ควรหลุด 1,630 จุด เพื่อคงโครงสร้าง Wave 5 ให้แข็งแกร่ง
Note: หากหลุด 1,610 จุด ควรลดพอร์ตการลงทุนลงครึ่งหนึ่ง เพื่อป้องกันการเข้าสู่ภาวะพักตัวใหญ่ (Major Correction ABC)



What to watch

ราคาหุ้น TOP และโรงกลั่น ปรับตัวขึ้นถึง 30% ระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาหุ้น IVL และ PTTGC เพิ่มขึ้นเพียง 7% และ 8% ตามลำดับในช่วงเวลาเดียวกัน

ราคาหุ้น TOP ในปัจจุบันสะท้อนค่าการกลั่นที่ประมาณ 16 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับคาดการณ์ค่าการกลั่นเฉลี่ยปี 2569 ของเราที่ 14 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

PTTGC สะท้อนส่วนต่างราคา HDPE ที่ 360 เหรียญสหรัฐต่อตัน (ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 390 เหรียญสหรัฐต่อตัน) เรามองว่ายังมีโอกาสที่ราคาหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีจะปรับตัวขึ้นไล่ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ขณะที่เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง จะเป็นตัวแปรเร่งราคาหุ้น
ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง หลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ทั้งสองฝ่ายลงนามไว้เมื่อเดือนก่อนล่มลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์อาจบานปลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

ศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติของจีน (National Climate Center) เตือนว่า จีนมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะน้ำท่วมและคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นในเดือนสิงหาคม โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนจะสูงกว่าระดับปกติในภูมิภาคทางตอนเหนือ ตะวันออก และตอนใต้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทั่วบริเวณลุ่มน้ำสายหลักหลายแห่ง
ศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติฯ ระบุว่า บริเวณลุ่มแม่น้ำไห่ ซึ่งเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงพื้นที่ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญทางตอนเหนือ และลุ่มน้ำไข่มุกตอนล่าง ทางตอนใต้ของจีนนั้น คาดว่าจะมีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากถึง 50% และมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดน้ำท่วมรุนแรง

นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังคาดการณ์ว่า คลื่นความร้อนจะแผ่ปกคลุมพื้นที่หลายแห่งของประเทศ รวมถึงพื้นที่ที่มีประชากรหน่าแน่นตามแนวชายฝั่งตะวันออกและบางส่วนของภูมิภาคตอนกลาง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ความต้องการใช้พลังงานพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากประชาชนเปิดเครื่องปรับอากาศกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความชื้นสูงอันเนื่องมาจากฝนที่ตกหนักก็อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความร้อนสูงขึ้นด้วย

สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีลงโทษบราซิล 25% เริ่ม 22 ก.ค. นี้ ชี้ทำการค้าไม่เป็นธรรม กระทบน้ำตาล เครื่องจักร สินค้าเกษตร

 

หุ้นแนะนำวันนี้
IRPC ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ HDPE ที่ขยับขึ้นถึงระดับ 390 USD/ตัน ตามต้นทุนในการผลิตที่ขึ้นสอดคล้องกับ กำลังการผลิตของผลพลอยได้จากปิโตรเลียมที่ออกจากโรงกลั่น แต่ราคาหุ้นปิโตรเคมียังขึ้นไม่ได้ครึ่งทางของราคาขายผลิตภัณฑ์ (Laggard)
แนวรับ 2.18 ต้าน 2.30 Stop loss 2.08

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

Bank Sector

สรุปกำไร 2Q26: NIM ทำจุดต่ำสุดแล้ว ค่าธรรมเนียมยังเด่น
ภาพรวมกำไรกลุ่มธนาคารใน 2Q26 อยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท สูงกว่าที่เราคาด 7% (และตลาดคาด 3%) จากรายได้ non-NII, NIM และการคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าคาด โดยกำไร 2Q26 ลดลง 2% YoY และ 3% QoQ กดดันจาก NIM ที่อ่อนตัวลง YoY และcost/income ratio ที่สูงขึ้น ธนาคารที่รายงานกำไรเติบโต YoY นำโดย KKP, TTB, KTB TISCO และ KBANK ในทางกลับกัน กำไรสุทธิของ BBL และ SCB กลับปรับลดลง YoY

ทั้งนี้ เราเห็นปัจจัยบวกของกลุ่มธนาคาร 2 เรื่อง ได้แก่ 1) รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตได้ดี นำโดยรายได้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth) และตลาดทุน และ 2) คุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคารยังดีต่อเนื่อง QoQ ส่วนปัจจัยลบเราเห็นคือ cost/income ratio ปรับเพิ่มขึ้นบ้างใน 2Q26
โดยเมื่อมองไปข้างหน้าใน 3Q26 เราคาดว่ากำไรจะอ่อนตัวลง 13% YoY และ 3% QoQ กดดันจากกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลง ทั้งนี้ เราคาดว่าแนวโน้มรายได้ค่าธรรมเนียมจะยังเติบโตต่อเนื่องใน 2H26 และเราคาดแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคารน่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ดีในปีนี้ เพราะแบงก์ก็เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมา 2 ปีแล้ว ทำให้สินเชื่อใหม่ๆ มีคุณภาพที่ดีขึ้น ขณะที่ NIM น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วใน Q2 และจะทรงตัวได้ใน 2H26

Fundamental view: เรามีการปรับ KBANK เข้ามาเป็น top picks ของกลุ่มร่วมกับ KKP และ KTB จากแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตได้ดีและให้ dividend yield สูง

PTTGC
พีทีที โกลบอล เคมิคอล

คาดกำไร 2Q26 เด่น และเห็นภาพรอบฟื้นตัวของปิโตรเคมี
เราคาดกำไรหลัก 2Q26 ของ PTTGC จะสูงถึง 1.21 หมื่นล้านบาท พลิกจากขาดทุนปีก่อน และเพิ่มขึ้น 91% QoQ ขณะที่กำไรสุทธิคาดอยู่ที่ 8.29 พันล้านบาท (+157% QoQ) โดยแรงหนุนหลักมาจากธุรกิจปิโตรเคมีที่ฟื้นตัวโดดเด่น หลังสงครามในตะวันออกกลางทำให้อุปทานตึงตัว ส่งผลให้ Aromatics และ Olefins Spread ปรับตัวสูงขึ้น


จุดสำคัญของรอบนี้ การฟื้นตัวของกำไรไม่ได้มาจากธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายส่วน ทั้งธุรกิจโรงกลั่น ที่ได้อานิสงส์จาก GRM ที่สูงขึ้น, Aromatics และ Olefins ที่มีปริมาณขายและส่วนต่างราคาดีขึ้น, ธุรกิจ Performance Chemicals (Allnex) ที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้น รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่กลับมาเป็นบวก และต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง ช่วยหนุนผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ

เรามองว่าแนวโน้ม Spread ยังมีโอกาสยืนในระดับสูงต่อเนื่อง แม้ช่องแคบ Hormuz จะกลับมาเปิดใช้งานเป็นช่วงๆ แต่โรงงานที่ได้รับความเสียหายจากสงครามยังต้องใช้เวลา 2-3 ปี ในการซ่อมแซม ขณะที่การกลับมาเดินเครื่องผลิตยังต้องใช้เวลาอีก 1.5-2 เดือน หลังได้รับวัตถุดิบ แต่หากความขัดแย้งกลับมารุนแรงอีกครั้ง จะยิ่งทำให้อุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและน้ำมันสำเร็จรูปตึงตัวต่อไป

สำหรับ 3Q26 เราคาดกำไรหลักจะยังเติบโต YoY (แม้อาจอ่อนตัว QoQ ตามฤดูกาล) โดยโรงกลั่นมีแนวโน้มเดินเครื่องเพิ่มขึ้นหลังได้รับอนุญาตให้ส่งออกน้ำมันเครื่องบินไปเวียดนามและฟิลิปปินส์ ขณะที่โรงงาน Olefins เดินเครื่องเต็มกำลัง ไม่มีแผนปิดซ่อม ส่วนธุรกิจ Aromatics จะอ่อนตัวจากการปิดซ่อมโรงงาน Aromatics I ตามแผน แต่ยังได้แรงหนุนจากมาตรการลดต้นทุนและการปรับโครงสร้างธุรกิจ

Fundamental view: เรามองว่า PTTGC กำลังเข้าสู่รอบฟื้นตัวของกำไรจากการฟื้นตัวของ Chemical Cycle มากกว่าการพึ่งพาธุรกิจโรงกลั่นเพียงอย่างเดียว โดยคาดว่า HDPE Spread จะยืนในระดับสูงต่อเนื่องถึงปี 2027 และเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุน Re-rating Valuation ของหุ้น จึงคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 42 บาท

BCH
บางกอก เชน ฮอสปิทอล
คาดเห็นจุดต่ำสุดใน 2Q26
เราคาดกำไรหลัก 2Q26 อยู่ที่ 247 ล้านบาท ลดลง 23% YoY และ 8% QoQ จากรายได้ผู้ป่วยเงินสดที่อ่อนตัว แม้เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ขณะที่กำไรสุทธิคาดอยู่ที่ 303 ล้านบาท ลดลง 22% YoY แต่เพิ่มขึ้น 13% QoQ จากกำไรพิเศษหลังหักภาษี 56 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินชำระล่าช้าจากสำนักงานประกันสังคมสำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังในปี 2025

แนวโน้ม 2H26 มีทิศทางดีขึ้น โดยรายได้ผู้ป่วยประกันสังคมยังเติบโตจากจำนวนผู้ป่วยโรคซับซ้อน มูลค่าค่ารักษาต่อราย และบริการอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ผู้ป่วยเงินสดมีแนวโน้มฟื้นตัวหลังผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย และเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจโรงพยาบาล

อีกหนึ่งปัจจัยบวก คือ แผนเข้าซื้อ โรงพยาบาลราชเวช อุบลราชธานี มูลค่า 490 ล้านบาท คาดโอนกิจการต้นเดือนกันยายน โดยตั้งเป้ารายได้ปีแรก 250 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 2% ของรายได้ปี 2027 แม้ผลบวกต่อกำไรปีแรกจะยังจำกัดจากค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้าง แต่ BCH ยังมีงบลงทุนสำหรับการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมอีก 2.5 พันล้านบาท ซึ่งอาจสร้าง Upside หากมีดีลใหม่เกิดขึ้น

ปัจจัยที่ต้องติดตามคือการประชุมบอร์ดประกันสังคมช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งจะพิจารณาการปรับเพิ่ม ค่าเหมาจ่ายรายหัว (Capitation) หลังคงอัตราเดิมมานาน 4 ปี หากปรับเพิ่มจาก 1,808 บาท เป็น 2,000 บาทต่อคน BCH จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากมีฐานผู้ประกันตนสูงถึง 1.05 ล้านราย โดยเราประเมินว่าจะเพิ่มกำไรปี 2026 ได้ราว 3% และปี 2027 (เต็มปี) ได้ถึง 13% พร้อมเพิ่มราคาเป้าหมายในกรณีดีที่สุด (Best-case) จะเป็น 11.30 บาท
Fundamental view: เราเลื่อนไปใช้ราคาเป้าหมายไปสิ้นปี 2027 ที่ 10 บาท โดยคาดกำไรหลักปี 2026 ลดลง 7% YoY ก่อนกลับมาเติบโต 2% YoY ในปี 2027 จากการฟื้นตัวของผู้ป่วยไทยและรายได้ประกันสังคม อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังไม่โดดเด่นเพียงพอเมื่อเทียบกับระดับ Valuation ดังนั้น เราจึงยังไม่ปรับเพิ่มคำแนะนำ (ยังคงแนะให้ wait-and-see)

 



รายงานผลประกอบการวันนี้

KBANK
ธนาคารกสิกรไทย


(+) KBANK รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% YoY (สินเชื่อเติบโตและ non-NII เพิ่มขึ้น) แต่ลดลง 10% QoQ (ค่าใช้จ่ายดำเนินงานปรับสูงขึ้น) กำไรสูงกว่าที่เราคาด 10% (และตลาดคาด 5%) จากกำไรจากการขายเงินลงทุนสูงกว่าคาด แนวโน้มกำไรสุทธิ 3Q26 คาดลดลง 5% YoY และ 6% QoQ กดดันจากกำไรจากการขายเงินลงทุนลดลง เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026 ขึ้น 6% จากการปรับเพิ่มสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียมขึ้น ยังแนะนำ ซื้อ (ราคาเป้าหมาย 270 บาท)

 

 

KTB
ธนาคารกรุงไทย


(+) KTB รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าที่เราคาด 17% (และตลาดคาด 8%) จาก cost/income ratio และ credit cost ต่ำกว่าคาด กำไรไตรมาสนี้ปรับเพิ่มขึ้น 9% YoY (ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและสำรองหนี้ฯลดลง) แต่ลดลง 3% QoQ (กำไรจากเงินลงทุนลดลง) ด้านคุณภาพสินทัรพย์ยังดีต่อเนื่อง แนวโน้มกำไรสุทธิ 3Q26 จะปรับลดลง 25% YoY และ 10% QoQ กดดันจาก cost/income ratio ปรับสูงขึ้นและกำไรจากเงินลงทุนลดลง เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026 ขึ้น 9% จากการปรับเพิ่มสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อ รายได้ค่าธรรมเนียมและกำไรจากเงินลงทุนขึ้น มองคาดหวังปันผลได้ราว 5-6% ต่อปี จึงแนะนำซื้อ (ราคาเป้าหมาย 47 บาท)

 


SCB
เอสซีบี เอกซ์

(+) SCB รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท สูงกว่าที่เราและตลาดคาด 6% จากกำไรจากการเงินลงทุนดีกว่าคาด โดยกำไรปรับลดลง 13% YoY (NIM ลดลง) แต่เพิ่มขึ้น 9% QoQ (กำไรจากการขายเงินลงทุนและ NIM สูงขึ้น) สำหรับคุณภาพสินทรัพย์อ่อนแอลงบ้าง QoQ แนวโน้มกำไรสุทธิ 3Q26 คาดลดลง 9%YoY (และทรงตัว QoQ) กดดันจากแนวโน้ม NIM ปรับลดลง เราประเมินว่า SCB น่าจะยังสามารถจ่ายปันผลในระดับสูงที่ราว 6-7% จึงยังแนะนำ ถือ เพื่อรับปันผล


BBL
ธนาคารกรุงเทพ


(-) BBL รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 9.5 หมื่นล้านบาท (-20% YoY, -14% QoQ) ต่ำกว่าที่เราคาด 6% (และตลาดคาด 11%) จากค่าใช้จ่ายดำเนินงานและสำรองหนี้ฯ ที่สูงกว่าคาด ส่วนแรงกดดันไตรมาสนี้จาก NIM และกำไรจากเงินลงทุนลดลง รวมไปถึง cost/income ratio ปรับสูงขึ้น โดยคุณภาพสินทรัพย์ของ BBL อ่อนแอลงบ้าง QoQ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แนวโน้มกำไร 3Q26 จะอ่อนตัวลง 25% YoY (NIM และกำไรจากเงินลงทุนลดลง) แต่ปรับเพิ่มขึ้น 8% QoQ (ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง) ทั้งนี้ ในแง่ valuation ที่ถูก จึงยังแนะนำซื้อ (ราคาเป้าหมาย 210 บาท)

 


SCGP
เอสซีจี แพคเกจจิ้ง


(+) SCGP รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 2,304 ล้านบาท หักรายการพิเศษจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรหลักจะอยู่ที่ 2,341 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118% YoY และ 57% QoQ สูงกว่าที่เราและตลาดคาด 45% และ 20% ตามลำดับ เกิดจากกำไรธุรกิจแพ็คเกจจิ้งและรีไซเคิลมากกว่าคาด พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท คิดเป็น Div. yield 1.3% ขึ้น XD 4 ส.ค. แนวโน้ม 3Q26 คาดเติบโต YoY ต่อจากทั้งธุรกิจในไทยและอาเซียนที่แกร่ง แต่ลดลง QoQ ตามฤดูกาล โดยจุดสำคัญ คือ คาดว่าการปรับขึ้นราคาจะกลบผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาได้ เพื่อรักษาระดับ Margin ทั้งนี้ เราปรับกำไรปี 2026 ขึ้น 34% (เป็นเติบโต 80% YoY) จากการสะท้อนผลการดำเนินงาน Fajar ที่ดีเข้าไป และขยับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2027 ที่ 38 บาท ปรับเพิ่มคำแนะนำขายขาย เป็น ซื้อ

 

 

 

สรุปประเด็นจาก Quick take
KKP
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
KKP ยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยเน้นบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารเป็นหลัก ทำให้เราประเมินว่าแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์จะยังดีใน 2H26
View from fundamental: เราประเมินว่ากำไรสุทธิ 2H26 ของ KKP จะเติบโตสูง YoY (สูงสุดในกลุ่มธนาคาร) ขณะที่ราคาหุ้นมี valuation metrics ไม่แพง และคาด dividend yield ได้กว่า 6% ต่อปี แนะนำ ซื้อ

ERW
เอราวัณ กรุ๊ป
โมเมนตัม 2Q26 และ 2H26 ยังเป็นบวก
เราคาดกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 72 ลบ. +14% YoY จากเดิมคาด 66 ลบ. แม้รายได้โตเพียงราว 5% YoY แต่สะท้อนการคุมต้นทุนที่ดี และดอกเบี้ยจ่ายลดลงราว 10 ลบ.YoY จากแผน refinance
View from fundamental: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 3.40 บาท มองกำไร 2H26 เร่งตัวจาก รายได้ การคุมต้นทุน และดอกเบี้ยจ่ายลด

 

BTG
เบทาโกร
กำไร 2Q26 ดูอ่อนกว่าคาด แต่ฟื้นใน 2H26
เราคาด 2Q26 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี โดยเราคาดกำไรปกติ (บวกกลับรายการพิเศษ) ที่ 840 ลบ. (ลด 11% QoQ และ ลด 68% YoY) ซึ่งน้อยกว่าที่เราเคยคาดไว้ที่ 1.5 พันลบ. เนื่องจากราคาหมูและไก่ที่อ่อนตัว ปริมาณส่งออกน้อยกว่าคาด และต้นทุนทยอยขึ้น
View from fundamental: เราคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 26 บาท จากผลการดำเนินที่มีแนวโน้มดีขึ้นใน 2H26 อย่างไรก็ดี ตัวเลขประมาณการของเราทั้งปีมี downside ประมาณ 5%

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เขาเด้ง เราเด้ง ตาม By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เมื่อหลายตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้น หุ้นไทย ก็เด้ง แบบเล็ก เล็ก หลังจาก.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้