SCGP : Fajar หนุนกำไรทำสถิติสูงสุดรายไตรมาส ; ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 36.00 บาท
กำไร 2Q26 ทำสถิติสูงสุด และดีกว่าคาดในทุกด้าน
SCGP รายงานผลประกอบการ 2Q26 แข็งแกร่งกว่าที่คาดอย่างมีนัยสำคัญ และเราคาดว่าตลาดมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อไป บริษัทมีกำไรสุทธิ 2.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% QoQ และ 128% YoY ทำสถิติ กำไรรายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยกำไรสูงกว่าประมาณการของเรา 17% และสูงกว่า Bloomberg Consensus 21% ปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวที่ดีกว่าคาดของทั้งธุรกิจสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPC) และธุรกิจเยื่อและกระดาษ
Fajar กลับมามีกำไร จากการฟื้นตัวของราคาขายที่ดีกว่าคาด
แม้ว่าการฟื้นตัวจะเกิดขึ้นในหลายธุรกิจ แต่ Fajar ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของไตรมาสนี้ Fajar กลับมามีกำไรเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 โดยมีกำไรประมาณ 199 ล้านบาท (107 พันล้านรูเปียห์) เทียบกับ ขาดทุนประมาณ 37 ล้านบาท ใน 1Q26 การพลิกฟื้นดังกล่าวมีสาเหตุหลักจาก ราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 9% QoQ สูงกว่าที่เราคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงระดับ mid-single digit เนื่องจากราคาปรับตัวเข้าใกล้ระดับของผู้ประกอบการรายอื่นในภูมิภาคมากขึ้น การปรับขึ้นของราคาขายสามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ส่งผลให้ EBITDA ต่อตัน ของ Fajar เพิ่มขึ้น 56% QoQ นอกเหนือจากอินโดนีเซีย เวียดนาม ได้รับแรงหนุนจากการกลับมาสต็อกสินค้า หลังวันหยุด และประเทศไทย ความต้องการยังแข็งแกร่ง แม้มีวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ส่งผลให้ธุรกิจ IPC มี EBITDA เพิ่มขึ้น 19% QoQ และ 36% YoY ขณะที่ EBITDA ต่อตัน เพิ่มขึ้น 14% QoQ และ 31% YoY ด้านธุรกิจเยื่อและกระดาษ ก็มีผลการดำเนินงานแข็งแกร่งเช่นกัน โดย EBITDA เพิ่มขึ้น 112% QoQ และ 38% YoY ปัจจัยสนับสนุนมาจาก ราคาเยื่อกระดาษเส้นใยสั้นที่สูงขึ้น, ราคา Dissolving Pulp ที่ปรับตัวดีขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ซึ่งช่วยหนุนผลประกอบการเพิ่มเติม
คาดกำไร 3Q26F ชะลอลง แต่การอ่อนตัวมีจำกัด
แม้เราคาดว่าโมเมนตัมกำไรจะชะลอลงใน 3Q26F แต่การลดลงน่าจะอยู่ในวงจำกัด ผลกระทบจาก ต้นทุนกระดาษรีไซเคิล (RCP) ที่เพิ่มขึ้นจะเริ่มสะท้อนเข้ามามากขึ้นตั้งแต่ 3Q26 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม SCGP น่าจะสามารถผลักภาระต้นทุนบางส่วนไปยังลูกค้า ผ่านการปรับขึ้นราคาขาย ทั้งนี้ ราคาบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อ โดยในเดือนกรกฎาคม (MTD) เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2% QoQ ซึ่งช่วยชดเชยต้นทุน RCP ที่สูงขึ้น และทำให้มาร์จิ้นของอุตสาหกรรมยังทรงตัว นอกจากนี้ ราคากระดาษรีไซเคิลภายในประเทศไทยได้เริ่มปรับตัวลดลงแล้วในเดือนกรกฎาคม
ปรับเพิ่มประมาณการกำไร พร้อมปรับมูลค่าที่เหมาะสมเป็น 36.00 บาท
SCGP ยังซื้อขายที่ระดับมูลค่าที่น่าสนใจ โดยมี EV/EBITDA ปี 2027F อยู่ที่ 8.4 เท่า ซึ่งใกล้ระดับ -1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (-1SD) ของค่าเฉลี่ยในอดีตจากการคาดการณ์ราคากระดาษบรรจุภัณฑ์และอัตรากำไรที่สูงขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของ Fajar ที่แข็งแกร่งกว่าคาด เราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026F, 2027F และ 2028F ขึ้น 15%, 11% และ 10% ตามลำดับ พร้อมทั้งเลื่อนฐานการประเมินมูลค่าไปสิ้นปี 2027F และปรับเพิ่มมูลค่าที่เหมาะสมเป็น 36.00 บาท (จากเดิม 32.00 บาท) อิง EV/EBITDA ที่ 10.5 เท่า ซึ่งอยู่บริเวณกรอบบนของบริษัทบรรจุภัณฑ์ชั้นนำทั่วโลก ทั้งนี้ เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ SCGP โดยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 36.00 บาท ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าคาด ซึ่งอาจกดดันอุปสงค์ และความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์และราคาวัตถุดิบ ซึ่งอาจกระทบต่อมาร์จิ้นของบริษัท