แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตแนวโน้มตลาดหุ้นโลก
แรงขายในตลาดหุ้นโลกช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง de-risking หลังจาก positioning ของนักลงทุนตึงตัวมากขึ้นในช่วงก่อนหน้า ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดจากการปรับตัวลงของ MSCI EM ที่ลดลง 4.5% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ MSCI DM ปรับตัวลง 1.7% ซึ่งชี้ว่าแรงขายได้กระจายตัว ไปสู่ตลาดหุ้นโลกโดยรวม
การปรับฐานรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนักลงทุนเริ่มมองว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนกำลังถูกปรับลงอย่างรุนแรง แต่เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดปรับขึ้นเร็วเกินไปจน reward- to-risk ระยะสั้นเริ่มไม่สมดุล เมื่อ positioning อยู่ในภาวะตึงตัว ตลาดจึงอ่อนไหวต่อข่าวลบมากขึ้น
สัญญาณจาก BLS Position Tracker ของดัชนี MSCI EM และ DM สนับสนุนมุมมองนี้ โดยตัวชี้วัดสะท้อนว่าตลาดอยู่ในภาวะ crowded ก่อนเกิดแรงขายรอบล่าสุด ภาวะเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าตลาดต้องเปลี่ยนเป็นขาลงในระยะกลางถึงยาว แต่หมายความว่าตลาดมีโอกาสเผชิญการปรับฐานและความผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น เพราะนักลงทุนจำนวนมากถือสถานะในทิศทางเดียวกัน เมื่อมีแรงกระตุ้นเชิงลบเกิดขึ้น การลดความเสี่ยงจึงเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันและทำให้แรงขายมีความรุนแรงกว่าปกติ
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ถือเป็นกรณีศึกษาของความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสถานะการลงทุนในธีมที่ได้รับความเชื่อมั่นสูง โดยก่อนที่จะเกิดแรงเทขายนั้น หุ้นกลุ่มชิปของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SK Hynix และ Samsung Electronics ได้กลายเป็นหุ้นสำคัญของธีมโครงสร้างพื้นฐาน AI ในกลุ่มตลาด EM เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่าความต้องการชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงหรือ HBM จากผู้ผลิต AI จะช่วยส่งผลให้วัฏจักรธุรกิจรอบนี้มีความแตกต่างจากรอบก่อน ๆ ทั้งในด้านอำนาจการต่อรองราคา อัตรากำไร และความชัดเจนของแนวโน้มผลประกอบการ ซึ่งความคาดหวังในเชิงบวกดังกล่าวได้ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งดึงดูดแรงเก็งกำไรผ่านผลิตภัณฑ์ leveraged ETFs
อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของธีมการลงทุนนี้กลับกลายเป็นจุดเปราะบางของตลาดในเวลาต่อมา เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลของเกาหลีใต้ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ทางการเงินดังกล่าว จนทำให้นักลงทุนเริ่มประเมินว่าทางการอาจเข้ามาจำกัดความร้อนแรงของกองทุนประเภทนี้ ซึ่งในสภาวะตลาดที่มีการเก็งกำไรอย่างตึงตัวอยู่ก่อนแล้ว สัญญาณเตือนในลักษณะนี้จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดแรงขายเพื่อปิดสถานะการลงทุน
กลไกของแรงเทขายในรอบนี้จึงไม่ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากความผิดหวังในปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจ หากแต่เกิดจากโครงสร้างของตลาดที่มีการซ้อนทับของ leverage อยู่หลายชั้น ซึ่งส่งผลให้เมื่อราคาหุ้นกลุ่มชิปเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวลดลง นักลงทุนที่ใช้บัญชีมาร์จินหรือถือครองผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภท leverage จึงต้องรีบลดสถานะการลงทุนลง
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เข้ามาซ้ำเติมให้แรงขายในหุ้นชิปเกาหลีใต้มีความรุนแรงยิ่งขึ้น คือกระแสข่าวเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนแผนการผลิตชิป HBM4 ของ SK Hynix ซึ่งส่งผลให้ตลาดตีความไปในเชิงลบว่า ความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI อาจไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เคยประเมินไว้ โดยความกังวลดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนเป็นพิเศษเนื่องจากวงจรการลงทุนใน AI ถือเป็นปัจจัยที่ช่วย
ขับเคลื่อนตลาดหุ้นโลกในช่วงที่ผ่านมา และเมื่อนักลงทุนเริ่มเกิดความกังวลว่า อุปสงค์ในห่วงโซ่คุณค่า AI กำลังลดลง หุ้นกลุ่มที่เคยได้รับ premium จากธีมการลงทุนนี้ย่อมกลายเป็นเป้าหมายของการถูกขายทำกำไรเป็นอันดับแรก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เองก็เริ่มส่งสัญญาณความเปราะบางในลักษณะเดียวกัน โดยแม้ปัจจัยพื้นฐานจะยังไม่ได้สะท้อนว่าภาพระยะกลางของตลาดได้เข้าสู่ภาวะวิกฤต แต่ปัจจัยภายในของตลาด (market internals) เริ่มอ่อนแอลง โดยเฉพาะ Stock Price Breadth ที่ยังคงปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ดัชนีโดยรวมจึงมีความเสี่ยงต่อการปรับฐานสูงขึ้นหากหุ้นกลุ่มนำตลาดเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง
ในขณะเดียวกัน ดัชนีความกลัวและความโลภอย่าง CNN Fear & Greed Index ก็เพิ่งปรับตัวลดลงเข้าสู่โซน extreme fear ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความกังวลของนักลงทุนได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระดับความกลัวอย่างสุดขีดนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีโอกาสเกิดภาวะ panic sell หรืออย่างน้อยก็เป็นช่วงที่เริ่มมีแรงเทขายที่ขับเคลื่อนด้วยความตื่นตระหนกมากกว่าการประเมินตามปัจจัยพื้นฐาน ด้วยเหตุนี้ ในสัปดาห์นี้แรงขายจึงมีโอกาสที่จะรุนแรงมากกว่าสัปดาห์ก่อนหน้า
นอกจากนี้ ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกครั้งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นโลกในจังหวะที่ sentiment อ่อนแออยู่ก่อนแล้ว โดยสถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่าความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้ปรับตัวสูงขึ้นหลังเกิดเหตุโจมตีเรือพาณิชย์และการตอบโต้กันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งความเสี่ยงในลักษณะนี้อาจจะไม่ได้ส่งผลให้แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปในทันที แต่สามารถเพิ่ม geopolitical risk premium และผลักดันให้นักลงทุนเลือกที่จะลด exposure ในสินทรัพย์เสี่ยงลงในระยะสั้น
กล่าวโดยสรุป เมื่อนำปัจจัยทั้งหมดมาประกอบกัน ภาพรวมของตลาดหุ้นโลกในสัปดาห์นี้จึงมีลักษณะเป็นช่วงที่ downside risk มีน้ำหนักสูงกว่า upside risk โดยจุดสำคัญคือการที่ตลาดต้องเผชิญกับสามแรงกดดันพร้อมกัน ได้แก่ positioning ที่ตึงตัวในช่วงก่อนหน้า การอ่อนตัวของ market breadth และ geopolitical risk ที่กลับมาเกิดขึ้นในช่วงที่ sentiment อ่อนแอ
ดังนั้น BLS Wealth จึงแนะนำให้ปรับลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในระยะสั้น แทนที่จะรีบใช้จังหวะการปรับฐานรอบนี้เข้าซื้อในทันที โดยเฉพาะพอร์ตที่มี exposure สูงในกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงตลาด EM ที่พึ่งพาหุ้นกลุ่มชิปขนาดใหญ่ ควรพิจารณาลดค่า beta และเพิ่มสัดส่วนการถือครองสภาพคล่องให้มากขึ้น อย่างไรก็ดี การถือเงินสดเพิ่มในช่วงนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนมุมมองเชิงบวกต่อภาพระยะกลางของตลาดหุ้น แต่เป็นการรักษาความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุนเพื่อรอคอยจังหวะที่อัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (reward-to-risk) กลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจอีกครั้ง
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ย่อปลายสัปดาห์ จากแรงขายอิเล็กทรอนิกส์ (หักออก SET จะบวก) โดยหุ้นกลุ่มใหญ่ที่ไปรับไม้ต่อมาก่อนเมื่อวันศุกร์ เช่น ธนาคาร พลังงาน โรงพยาบาล ขนส่ง คอมเมิร์ช (กระจายไปในหลายกลุ่ม ตาม Mkt.cap)
แนวโน้มตลาดวันนี้ ส่งไม้ต่อ
จากภาพการ Rotations หุ้นรายกลุ่ม ไล่มาหุ้นรายตัว ตลอดจน HFT ซื้อหุ้น-ทำการบ้าน ล็อกเป้าหุ้นนอกกระดาน Most active มากขึ้น สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่เราแนะนำเลือกหุ้นกลุ่มที่ราคาอยู่ล่าง, ไม่ได้คาดหวังกำไร(งบ) สูงจะได้ไม่ผิดหวัง ตลอดจนการล็อกเป้าหาหุ้น เล่นดัก HFT
เราจึงยังคงกลยุทธ์ไม่ไล่ราคาหุ้นที่เริ่มเห็นเงินไหลออก (Outflow) จากการ Rotations (รอบนี้เงินกำลังหมุนออกจากหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ) และเราพบสัญญาณ HFT ส่งไม้ต่อ (พบแรงซื้อลดลง-หายไปครึ่งหนึ่ง ในหุ้นที่เคยติดโผ เช่น DELTA)
เราจึงแนะนำเก็บหุ้นตามแนวคิดเดิมที่เรามองไปข้างหน้าแล้ว เห็นว่า
(1) งบที่จะประกาศรอบนี้และมองไปถึงครึ่งหลังปีนี้มีแนวโน้มจะกลับมาดีขึ้น ตามหลักการต้นทุนที่ทยอยปรับลดลง สวนทางกับรายได้ที่มีโอกาสจะเห็นยอดขายที่เพิ่มขึ้น (ได้อานิสงส์ คนละค่อน)
(2) ราคาหุ้นไม่ได้ใส่ความคาดหวังเอาไว้สูงพิจารณาจาก Valuation, รูปแบบราคาที่อยู่ล่าง พร้อมสัญญาณซื้อทางเทคนิค
(3) การอ่านทาง Sectors rotation ที่กำลังออกจากกลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะหมุนลงไปหาหุ้นในกลุ่ม อุปโภคบริโภคในประเทศ แทน
(4) ธีมการลงทุนคอยสนับสนุนโมเมนตั้มราคาหุ้น ในแต่ละช่วงเวลาที่เราเล่นหุ้น เช่น ความชัดเจนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานในงบ พรก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่รอวันที่ 9 กค.จะมีคำวินิฉัย เป็นต้น
โดยรายชื่อหุ้นที่เราแนะนำเพิ่มรอบล่าสุดตามพอร์ตลงทุน SET100 Smart tactical เช่น OSP CBG หรือหุ้นที่แนะนำก่อนหน้านี้ คาดว่าจะยังคงอยู่ในกระแสลงทุนของตลาด และตราบใดที่ยังไม่เกิดสัญญาณขายทางเทคนิค เรายังคงเน้นเล่นหุ้นตาม ชุดหุ้นในพอร์ตนี้ต่อไป ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นโดยรวมที่อาจจะมีความผันผวนสูงขึ้นตามหุ้นที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกช่วงนี้
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วง "เปลี่ยนโหมดจากขาขึ้นรอบใหญ่ (Uptrend Channel) เข้าสู่โหมดพักตัว เพื่อสะสมพลังรอบใหม่”
โครงสร้างหลัก: ดัชนียังพยายามรักษาทรงขาขึ้น แต่ในภาพระยะสั้น โมเมนตัมดูหย่อนลงหลังปิดหลุดเส้น EMA 25 วัน 1,560 จุด
Completed Wave 5: จบคลื่น 5 และกำลังเริ่มต้นการปรับฐานคลื่น Corrective Wave (A-B-C)
RSI: ย่อลงต่ำกว่าโซนปรกติที่ 50 สะท้อนภาวะชะลอความอ่อนแรง (bearish signal)
แนวรับวัดใจ: 1,530 (EMA 50) ถ้าหลุดตรงนี้ ดัชนีจะมีความเสี่ยงลงไปทดสอบฐานถัดไปที่ 1,500 จุด (EMA 75)
แนวต้านสำคัญ: 1,560 ด่านย่อยเพื่อดึงโมเมนตัมกลับ ขณะที่ด่านสำคัญ 1,580 หากปลดล็อกผ่านโซนนี้ได้ จะเป็นการจบรอบพักตัว
สรุป: ตลาดยังไม่พัง แต่เป็นการเขย่าปรับฐานเพื่อเปลี่ยนมือและเลือกกลุ่มเล่นรอบใหม่
Note: DELTA impact! ร่วง -22 บ. ฉุด SET -21.5 จุด
What to watch กกพ.เปิดรับซื้อไฟ"โซลาร์หลังคาบ้าน"หน่วยละ 2.20 บาทยาว 10 ปี มีโควตา 500 MW ยื่นก่อนมีสิทธิก่อน (Solar PV Rooftop) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและสร้างรายได้จากการขายไฟคืนรัฐ
สหรัฐฯ ขยายมาตรการคุมเทคโนโลยีจีน ห้ามนำเข้าอุปกรณ์เพิ่ม เริ่มมีผลต้นก.ค. โดยครอบคลุมอุปกรณ์รุ่นเก่าด้วย ถือเป็นมาตรการล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มความเข้มงวดต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในจีน
มาตรการดังกล่าวต่อยอดจากคำสั่งที่ประกาศใช้ในปี 2565 ซึ่งห้ามนำเข้าอุปกรณ์โทรคมนาคมและอุปกรณ์เฝ้าระวังด้วยวิดีโอรุ่นใหม่ของบริษัทหัวเว่ย (Huawei), แซดทีอี (ZTE), ไฮเทรา (Hytera), ฮิกวิชัน (Hikvision) และต้าหัว (Dahua) โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อคลังเก็บขีปนาวุธ คลังเก็บโดรน และสถานีเรดาร์บริเวณชายฝั่งของอิหร่านในวันศุกร์ (26 มิ.ย.) เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าพาณิชย์ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วยโดรนเมื่อวันพฤหัสบดี (25 มิ.ย.)
การเจรจาระดับเทคนิคระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาจะกลับมาดำเนินการต่อในวันอังคารหน้า (30 มิ.ย.) หลังพักการหารือชั่วคราว
"ทรัมป์" ขู่เก็บภาษี 100% ต่อประเทศที่เรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัลกับบริษัทสหรัฐ (META, Alphabet, Amazon) ประเทศที่จะเรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax) ต่อบริษัทของสหรัฐ จะต้องเผชิญกับการถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 100%
'หลายประเทศในยุโรปกำลังหารือกันเกี่ยวกับการเตรียมบังคับใช้ภาษีบริการดิจิทัลต่อบริษัทของสหรัฐ และบางประเทศก็ใกล้ที่จะดำเนินการดังกล่าวแล้ว'
หุ้นแนะนำวันนี้
CBG แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังมีโอกาสเห็นกำไรที่ดีกว่าคาดจาก มาตรการ ไทยช่วยไทย ด้านกำไรไตรมาส 2/26 ตลาดคาดเติบโตติดลบ y-y แต่เทียบรายไตรมาสจะเห็นการขยายตัว ส่งสัญญาณงบผ่านจุดต่ำสุด
แนวรับ 44 ต้าน 50 Stop loss 40
Tactical port ถอด AMATA เพิ่ม CPF
รายงานพื้นฐานวันนี้
Alpha Pulse
สะสมหุ้น Laggards ราคายังต่ำกว่าก่อนสงคราม-รับต้นทุนและการเดินทางทยอยกลับสู่ปกติ
BLS มองการปรับลดลงของราคาน้ำมันกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน เป็นจุดเริ่มต้นของธีม Normalization Plays โดยต้นทุนพลังงาน การเดินทาง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มทยอยกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้โอกาสการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังจะมาจากการคัดเลือกหุ้นรายตัวมากกว่าการลงทุนทั้งตลาด
ต้นทุนการผลิตหลายประเภทเริ่มผ่านจุดสูงสุด โดยเฉพาะราคาทูน่าที่ลดลงจาก 2,000 เหรียญต่อตันในเดือน มี.ค. เหลือราว 1,730 เหรียญต่อตันในเดือน พ.ค. รวมถึงต้นทุนเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่เริ่มผ่อนคลาย แม้ผลของต้นทุนเดิมอาจยังสะท้อนในผลประกอบการช่วง 3Q26 แต่คาดแรงกดดันจะทยอยลดลงและช่วยหนุนการฟื้นตัวของอัตรากำไรในช่วงครึ่งปีหลัง
ด้านการเดินทาง มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากต้นทุนที่ลดลง ประกอบกับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น "เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2026" รวมถึงโครงการส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังมีแนวโน้มเร่งตัวจากช่วง Summer Holiday, Golden Week และงาน Tomorrowland ช่วงปลายปี
เรายังคาดเศรษฐกิจไทยจะผ่านจุดต่ำสุดใน 3Q26 ก่อนทยอยฟื้นตัวใน 4Q26 จากแรงหนุนของการท่องเที่ยว การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก อย่างไรก็ตาม ยังมองว่า SET มี Upside จำกัดบริเวณ 1,620 จุด เนื่องจากต้นทุนพลังงานยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้กลยุทธ์ยังเน้นการเลือกหุ้นรายตัว
หุ้นเด่นภายใต้ธีมนี้ ได้แก่ ICHI ที่ได้แรงหนุนจากยอดขายเครื่องดื่มและต้นทุนพลาสติกที่เริ่มลดลง, TU ที่คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุดใน 2Q26 จากต้นทุนทูน่าและบรรจุภัณฑ์ที่ผ่อนคลาย, ERW ที่ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงงาน MICE และอีเวนต์ใหญ่ใน 4Q26 และ BH ที่คาดกำไร 2Q26 เป็นจุดต่ำสุด ก่อนผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง จะทยอยฟื้นตัวหลังสถานการณ์สงครามคลี่คลาย
AOT
ท่าอากาศยานไทย
Site Visit ภูเก็ต ย้ำศักยภาพการเติบโต ระยะยาวยังมี Upside
เราเข้าร่วม Site Visit สนามบินภูเก็ต และยังคงคำแนะนำ ซื้อ พร้อมคง Top Pick ของกลุ่มท่องเที่ยว และราคาเป้าหมาย 68 บาท โดยมองว่าประเด็นการลงทุนไม่ได้มีเพียงผลบวกจากการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสาร (PSC) แต่ยังมี Upside เพิ่มเติมจากการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และโครงการขยายสนามบินที่ทยอยมีความชัดเจนมากขึ้น
ผู้บริหารเปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษา การปรับขึ้นค่าบริการด้านการบิน (Landing & Parking Fee) เพื่อเพิ่มรายได้ในอนาคต ควบคู่กับการปรับโครงสร้างองค์กรและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุน ซึ่งเป็น Upside ที่ BLS ยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการปัจจุบัน
สำหรับปัจจัยหนุนในช่วง 2H26 ได้แก่ การเสนอ ครม. อนุมัติผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 3 (AOTGA) รวมถึงสัญญาณความต้องการเดินทางที่ยังแข็งแกร่ง โดยยอดจอง Winter Slot เบื้องต้นยังเติบโต 2% YoY แม้ผู้บริหารยังคงเป้าผู้โดยสารปี FY2027 เติบโตเพียง 2-4% YoY จากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ เรายังคงประมาณการที่ 5% YoY และยังไม่เห็นความจำเป็นต้องปรับลดประมาณการ
ด้านการลงทุน บริษัทเตรียมเสนอ ครม. อนุมัติโครงการ Suvarnabhumi East Expansion, Don Mueang Phase 3 และ Phuket Phase 2 โดยแผนล่าสุดทำให้บางโครงการ โดยเฉพาะ ดอนเมือง Phase 3 เลื่อนเปิดใช้งานเป็นปี 2034 ซึ่งช่วยกระจายรอบการลงทุน (Capex Cycle) ออกไปและลดแรงกดดันต่อกระแสเงินสดในแต่ละปี
ส่วนการลงพื้นที่ยังสะท้อนว่า สนามบินภูเก็ตกำลังติดข้อจำกัดด้าน Capacity มากกว่า Demand โดยปัจจุบันรองรับผู้โดยสารประมาณ 17.3 ล้านคนต่อปี สูงกว่าความจุที่ออกแบบไว้ 12.5 ล้านคน หรือใช้งานถึง 138% ของศักยภาพ บริษัทจึงเดินหน้าโครงการ Phase 2 ทั้งการเพิ่มอาคารผู้โดยสาร หลุมจอด และการปรับปรุงระบบรันเวย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็น 18-28 ล้านคนต่อปี ในอนาคต
COM7
คอมเซเว่น
พื้นฐานยังแข็งแกร่ง ราคาหุ้นอ่อนตัวเปิดจังหวะสะสม
แม้ราคาหุ้นจะอ่อนตัวลงช่วงที่ผ่านมา แต่พบว่าผลประกอบการ 2Q26 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากยอดขายสินค้า IT ที่ยังดี ธุรกิจสินเชื่อ uFund ขยายตัว และธุรกิจ EV ที่เริ่มสร้างรายได้ ขณะที่ผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาสินค้า Apple คาดมีจำกัด
จากการตรวจสอบ (Channel Check) พบว่า ยอดขายสินค้า IT ช่วงเดือน เม.ย.-กลาง มิ.ย. ยังเติบโต 7-9% YoY นำโดยสมาร์ทโฟน Android และสินค้าช่วงเปิดเทอม ขณะที่ uFund ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยปล่อยสินเชื่อใหม่เฉลี่ยเกือบ 1 พันล้านบาทต่อเดือน และพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อขยายเป็น 5.0-5.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% YoY ส่วนธุรกิจ EV คาดส่งมอบรถ 1,000-1,200 คัน ใน 2Q26
เราจึงคาดกำไรสุทธิ 2Q26 อยู่ที่ 1.21 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% YoY และทรงตัว QoQ จากรายได้ที่คาดเติบโต 12% YoY และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากสัดส่วนรายได้บริการที่เพิ่มขึ้น โดยกำไรครึ่งปีแรกมีแนวโน้มคิดเป็น 56% ของประมาณการทั้งปี สะท้อนโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไร หากธุรกิจ uFund เติบโตสูงกว่าคาด
ด้านการปรับขึ้นราคาสินค้า Apple โดยเฉพาะ MacBook และ iPad ที่เพิ่มขึ้น 13-27% เรามองว่ากระทบจำกัด เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้คิดเป็นเพียง 8-12% ของยอดขายรวม อีกทั้งราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่สูงขึ้น รวมถึงแรงหนุนจากการเปลี่ยนอุปกรณ์รองรับ AI และระบบสินเชื่อของบริษัท จะช่วยชดเชยผลกระทบจากยอดขายบางส่วนที่อาจชะลอ
Fundamental view: เรามองการอ่อนตัวของราคาหุ้นเป็นโอกาสสะสม โดย COM7 ซื้อขายที่ PER ปี 2026 เพียง 14.6 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังที่ 16.1 เท่า พร้อม Dividend Yield ระดับ 4-5% และยังมี Upside จากการเติบโตของธุรกิจ uFund
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน