Company Note
BETAGRO
ภาพรวมธุรกิจและคำแนะนำการลงทุน
เบทาโกร (BTG) เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเราได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์ Food Innovation Center (FIC) ซึ่งเป็นศูนย์หลักในการสนับสนุนธุรกิจอาหารทั้งในและต่างประเทศ บริษัทมีเครือข่ายส่งออกครอบคลุมกว่า 35 ประเทศทั่วโลก พร้อมพันธมิตรค้าปลีกและร้านอาหารชื่อดังทั้งในไทยและต่างประเทศ สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจในระดับสากล ทั้งนี้ เรายังคงคำแนะนำ "ถือ" ที่ราคาเป้าหมาย 22.6 บาท เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันยังมี upside จำกัดเมื่อเทียบกับปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่
สรุปการเข้าเยี่ยมชมโรงงาน (Food Innovation Center)
ทีมงานได้เข้าร่วมเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมอาหาร Food Innovation Center (FIC) ที่นวนคร จังหวัดปทุมธานี ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2017 และมีพื้นที่โรงงานและศูนย์วิจัยขนาดใหญ่ถึง 6,076 ตารางเมตร ภายในประกอบด้วยห้องปฏิบัติการด้านอาหาร บรรจุภัณฑ์ กายภาพ และห้องทดสอบรสชาติ (Sensory Lab) ที่ครบครัน นอกจากนี้ศูนย์ยังมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ได้แก่ Product Development Specialist 75 คน, Packaging Specialist 7 คน, Nutritionist 4 คน และ Chef 2 คน โดยมีกระบวนการพัฒนาสินค้าครบวงจรตั้งแต่การคิดค้นเมนู พัฒนาผลิตภัณฑ์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทดลองตลาด ทดสอบสินค้า จนถึงการผลิตจริง
ภาพรวมไตรมาส 2 และผลประกอบการ
แนวโน้มกำไร 2Q26F อ่อนตัว ต่ำกว่าที่คาด จากราคาปศุสัตว์ทั้งไก่และสุกรที่อ่อนตัวลง จากปริมาณความต้องการบริโภคลดลง ทำให้ราคาไก่ลดลงเหลือเฉลี่ย 37.50 บาท/กก. (จาก 40.7 บาทใน 1Q26) ส่วนราคาสุกรทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนที่ 63 บาท/กก. แนวโน้มครึ่งปีหลังราคาเริ่มดีขึ้นจาก supply ที่ลดลง ทั้งปี 2026F เราคาดกำไรสุทธิราว 5.9 พันล้านบาท ลดลงราว 10% YoY ซึ่งเป็นผลจาก Normalization มากกว่าความอ่อนแอของธุรกิจ ขณะที่รายได้คาดเติบโต 2% YoY จากการส่งออกและ Pet Food
มูลค่าเหมาะสม (Valuation)
เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 22.6 บาท อ้างอิง PER เฉลี่ยที่ 7.4x ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER เฉลี่ย 6.6x ทำให้ upside ยังจำกัด โดยมีความเสี่ยงหลักจากความผันผวนของราคาปศุสัตว์และต้นทุนวัตถุดิบ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่กระทบกำลังซื้อผู้บริโภค แม้ยังมี upside หากต้นทุนวัตถุดิบหรือราคาปศุสัตว์ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด
สรุปการเข้าร่วมเยี่ยมชม Food Innovation Center : FIC (26/06/26)
เราได้เข้าร่วมชมศูนย์นวัตกรรมอาหาร Food Innovation Center (FIC) นวนคร จังหวัดปทุมธานี โดยบริษัทศูนย์นวัตกรรม (Innovation Centers) ทั้งหมด 4 แห่ง เพื่อสนับสนุนธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่:
Betagro Innovation Center: เน้นการวิจัยเชิงลึก Safety & Science ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) และวิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Safety & Quality)
Agro Innovation Center : ดูแลด้านการจัดการปศุสัตว์ อาหารสัตว์ และการพัฒนาวัตถุดิบ รวมถึงการจัดการโรคระบาดในสัตว์
Food Innovation Center – FIC : เป็นศูนย์หลักในการสนับสนุนธุรกิจทั้งในไทยและส่งออก โดยศูนย์นี้มีพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยห้องแล็บด้านอาหาร บรรจุภัณฑ์ และการทดสอบทางประสาทสัมผัส (Sensory Lab)
Pet Innovation Center : พัฒนาอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูงโดยใช้เนื้อสัตว์และวัตถุดิบที่สะอาดและสดใหม่
ศูนย์นวัตกรรมอาหาร FIC (Food Innovation Center) ของ BTG
ศูนย์ Food Innovation Center (FIC) เป็นศูนย์ที่เราได้เข้าเยี่ยมชม แสดงถึงศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแบบครบวงจร โดยศูนย์แห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี 2017 ที่จังหวัดปทุมธานี มีพื้นที่โรงงานและศูนย์วิจัยขนาด 6,076 ตารางเมตร พร้อมห้องปฏิบัติการด้านอาหาร บรรจุภัณฑ์ กายภาพ และการทดสอบรสชาติ รวมถึงมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก เช่น Product Development Specialist 75 คน, Packaging Specialist 7 คน, Nutritionist 4 คน และ Chef 2 คน มีกระบวนการพัฒนาสินค้าตั้งแต่การคิดค้นเมนู พัฒนาผลิตภัณฑ์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทดลองตลาด ทดสอบสินค้า จนถึงการผลิตจริง นอกจากนี้ BTG ยังมีเครือข่ายส่งออกครอบคลุมกว่า 35 ประเทศทั่วโลก และมีพันธมิตรค้าปลีกและร้านอาหารชื่อดังทั้งในไทยและต่างประเทศ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและมาตรฐานระดับสากล
ในมุมมองของเราจากการเข้าเยี่ยมชมครั้งนี้ มองว่าศูนย์นวตกรรมแห่งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าองค์กรมีการลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และบุคลากรอย่างจริงจัง ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค เพิ่มโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ และเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
สถานการณ์ตลาดและอุปสรรคในปัจจุบัน
ในช่วงไตรมาส 2 ธุรกิจไก่ในอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในไก่ส่งผลให้ผลผลิตเสียหายและมีไก่ถูกปฏิเสธการส่งออกกลับมาขายในประเทศ ทำให้ราคาในประเทศลดลง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มดีขึ้นในไตรมาส 3 ราคาไก่เนื้อและลูกไก่เริ่มขยับตัวสูงขึ้นเนื่องจากการเร่งฉีดวัคซีนและความต้องการของตลาดที่กลับมา สถานการณ์ธุรกิจสุกร (หมู) ราคาหมูเริ่มปรับตัวดีขึ้นแม้จะยังมีปัจจัยเรื่องกำลังซื้อ จากสถิติคาดว่าปริมาณหมูที่จะออกสู่ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นได้อีก สำหรับโรค ASF บริษัทยังคงบริหารจัดการการป้องกันได้อย่างดีและไม่มีโรคระบาดใหม่ที่น่ากังวลในขณะนี้
การบริหารจัดการต้นทุน เบทาโกรับมือกับภาวะ เอลนีโญ (El Niño) และราคาวัตถุดิบ (ข้าวโพด/กากถั่วเหลือง) ที่ผันผวน โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมเพื่อพยากรณ์ราคาซื้อที่เหมาะสม และมีทีมวิจัยที่สามารถปรับสูตรอาหารสัตว์ (Feed Formulation) เพื่อควบคุมต้นทุน
แผนงานในอนาคต
เบทาโกตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตในโรงงานแปรรูปอาหาร (Central Kitchen) เพื่อรองรับการเติบโตในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเน้นสินค้าที่มีกำไรสูง (High Margin Product) และการขยายตลาดใหม่ เช่น แคนาดา และฟิลิปปินส์ ตลาดส่งออกมีกำไร (Margin) ดีกว่าตลาดในประเทศอย่างชัดเจน บริษัทสามารถบริหารจัดการออเดอร์กับลูกค้าที่มีพันธสัญญา (Commitment) ได้ต่อเนื่อง ปัจจุบันความต้องการในญี่ปุ่นสูงมาก เนื่องจากบราซิลประสบปัญหาไข้หวัดนก และการถูกแบนจาก EU เรื่องการใช้ยา ทำให้ไทยเป็นตัวเลือกสำคัญในตลาดโลก
การบริหารจัดการต้นทุนและปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño)
บริษัทเน้นการใช้ข้อมูลและการพยากรณ์ราคา (Forecast) ที่แม่นยำ โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือ: การใช้ข้อมูลดาวเทียมมาช่วยในการคาดการณ์ราคาข้าวโพดเพื่อหาจังหวะการซื้อที่เหมาะสมที่สุด (Optimal Price) ความรวดเร็วในการปรับสูตรอาหารเพื่อตอบสนองต่อราคาวัตถุดิบที่เปลี่ยนแปลง มีการทำงานร่วมกับสมาคมและภาครัฐเพื่อขยายโควตาการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศ (เช่น สหรัฐฯ 1 ล้านตัน) ในอัตราภาษี 0% เพื่อลดต้นทุน
แนวโน้ม 2Q26F และปี 2026F: Momentum ชัดขึ้นในครึ่งหลังของปี
แนวโน้มผลประกอบการ 2Q26F ต่ำกว่าที่คาดไว้ จากราคาไก่และสุกรที่ลดลง ปริมาณการบริโภคในประเทศลดลง แม้ปริมาณการส่งออกไก่เพิ่มขึ้น สำหรับราคาไก่ 2Q26F เฉลี่ย 37.50 (ต่ำสุด 34.50 บาท)เทียบกับ 1Q26 เฉลี่ย 40.7 บาท/กก สำหรับ ราคาสุกร 2Q26F เฉลี่ย 63 บาท/กก. ใกล้เคียง 1Q26 เฉลี่ย 63 บาท/ก.ก. (ต่ำสุดต้นเดือนมิ.ย. 54.50 บาท), บริษัทเริ่มรับรู้รายได้จากการส่งออกเนื้อหมูไปมาเลเซียที่ชัดเจนขึ้น ในภาพรวมปี 2026F เราคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ราว 5.9 พันล้านบาท ลดลงราว 10% YoY ซึ่งเป็นผลจากการ Normalization หลังปี 2025 มากกว่าความอ่อนแอของธุรกิจ โดยรายได้ทั้งปีคาดเติบโตประมาณ 2% YoY จากธุรกิจส่งออกและ Pet Food ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ EBITDA margin ทรงตัวราว 10.6% และยังมี Upside หากต้นทุนวัตถุดิบหรือราคาปศุสัตว์ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด
เราคงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 22.6 บาท
จากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มกดดันต้นทุนพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และกระทบต่อ demand การบริโภคในภาพรวม นอกจากนี้ ความผันผวนของราคาปศุสัตว์จากโรคระบาดในไก่ และสุกรในภูมิภาค ขณะที่แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอาจสร้าง downside risk ต่อประมาณการกำไรของเราในระยะถัดไป เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” อ้างอิง PER ที่ระดับค่าเฉลี่ย 7.4x โดยราคาหุ้นปัจจุบันมี upside จำกัด ซื้อขายที่ PER เฉลี่ยที่ 6.6X ความเสี่ยง : ราคาปศุสัตว์และต้นทุนที่ผันผวน, เศรษฐกิจชะลอตัวกระทบต่อกำลังซื้อผู้บริโภค