Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.คิงส์ฟอร์ด : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

35

Market Wrap-Up

  • SET วันที่ 13 พ.ค.69 ปิด +33.70 จุด อยู่ที่ 1,517.26 จุด มูลค่าการซื้อขาย 67,660 ลบ.ลบ. สถาบันขาย 1,760 ลบ. พอร์ตโบรกซื้อ 1,712 ลบ. ต่างชาติซื้อ 3,307 ลบ. และรายย่อยขาย 3,259 ลบ. NVDR ซื้อสุทธิ 5,212 ลบ.ซื้อ DELTA,TRUE,ADVANC,KBANK,HANA และขาย MINT,CPALL,GUNKUL,TTB,IRPC มูลค่า Short Sales อยู่ที่ 3,214 ลบ. หุ้นที่มี % ช็อตเซลสูง เช่น CN23,CNSTAR5023,TU โดยนักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Long ใน Index Futures จำนวน 22,946 สัญญา ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติ Long สุทธิรวม 40,186 สัญญา ต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 4,124 ลบ.

Market View

  • DJIA -0.14% และ S&P500 +58%, Nasdaq +1.20% ทำจุดสูงสุดใหม่ ได้แรงหนุนจากกลุ่มบริการสื่อสาร +2.65%, เทคโนโลยี +1% นำโดยกลุ่ม Magnificant 7 เช่น Nvidia +2.3%, Tesla +2.7% แม้ว่า ก.แรงงานสหรัฐจะรายงาน US PPI เม.ย. 6.0% & คาด 4.6% สูงสุดนับตั้งแต่ ธ.ค.65 ซึ่งลดโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง โดยนักลงทุนรอผลการประชุม ปธน.ทรัมป์กับ ปธน.สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 14 – 15 พ.ค. ซึ่ง CEO บริษัทชั้นนำของสหรัฐหลายแห่งได้เดินทางไปด้วยเพื่อหารือข้อตกลงการค้ากับจีน ค่ำวันนี้ติดตามรายงานยอดค้าปลีกสหรัฐ เม.ย.
  • Stoxx600 ยุโรป +0.79% ได้แรงหนุนจากกลุ่มทรัพยากรพื้นฐาน +4.4%, เซมิคอนดักเตอร์ +10% โดยทาง LSEG เผยกำไร Q1/69 ของ บจ.ใน Stoxx600 +10.2% YoY สูงสุดในรอบ 3 ปี ได้แรงหนุนจากกำไรของกลุ่มพลังงาน, การเงิน, เทคโนโลยี และวัสดุพื้นฐานที่เติบโตดี ส่วนข้อมูล CPI ฝรั่งเศส เม.ย.ปรับขึ้นอยู่ที่ 2.2% & มี.ค. 1.7% YoY ส่งผลให้ตลาดคาด ECB มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั่งในปีนี้  
  • ตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ นิเกอิ +0.84% ได้แรงหนุนจากกลุ่มโลหะที่ไม่มีส่วนผสมของเหล็ก, ค้าส่ง และอุปกรณ์ขนส่ง ขณะที่หุ้นกลุ่มเทค ฯ เช่น Advantest , Tokyo Electron ถูกแรงขายทำกำไร แต่ยังได้แรงหนุนจากกลุ่มผู้ผลิตชิป, AI และผู้ผลิตสายเคเบิล ส่วน Kospi เกาหลีใต้ +2.63% ได้แรงหนุนจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์, ยานยนต์ และค้าปลีก ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้ +0.67% ได้แรงหนุนจากกลุ่มเทค ฯ เช่น Cambricon Tech, Zhongji Innolight ปรับขึ้น +3.0% และรอผลการประชุมระหว่าง ปธน.ทรัมป์ กับ ปธน.สี จิ้นผิง ณ กรุงปักกิ่ง ในวันที่ 14 – 15 พ.ค. ซึ่งคาดจะมีการหารือในประเด็นข้อตกลงการค้า, ต่ออายุพักรบการค้า, เทคโนโลยี AI , ความขัดแย้งในอิหร่าน และประเด็นสหรัฐขายอาวุธให้กับไต้หวัน
  • SET วานนี้ +2.27% ปริมาณการซื้อขาย 7 หมื่น ลบ. พอร์ตโบรกซื้อ 1,712 ลบ. ต่างชาติซื้อ 3,307 ลบ. สถาบันขาย 1,760 ลบ. และรายย่อยขาย 3,259 ลบ. โดยดัชนีได้แรงหหนุนจาก DELTA +10.3% ส่งผลบวกต่อดัชนี +30 จุด และ TRUE +3.55% ส่งผลบวกต่อดัชนี +1.3 จุด หลังผล MSCI รีบาลานท์รอบ พ.ค.ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน DELTA & TRUE มูลค่า 1.5 พัน ลบ. และ 230 ลบ. ตามลำดับ แม้ว่าโดยภาพรวม MSCI จะปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในรอบ พ.ค.ลงราว 8.0 พัน ลบ.ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ Free Float ขณะที่กลุ่มพลังงาน & ปิโตรเคมีก็มีแรงซื้อเก็งกำไรตามราคาน้ำมันดิบ & สเปรดปิโตรเคมีที่ปรับขึ้น ส่วนกลุ่มค้าปลีกก็ได้แรงหนุนจาก MRDIYT ที่ถูกนำเข้าคำนวณใน MSCI Small Cap.Index และยังมีโอกาสเข้า SET50 ในงวด 2H/69 กอปรกับ CPALL,CRC รายงานกำไร Q1/69 ออกมาดีกว่าคาด ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจวานนี้ ธปท.เผยอัตราเงินเฟ้อไทยในช่วง Q3 – Q4 นี้โอกาสปรับขึ้นไปที่ 4 – 5% แต่เป็นปัจจัยชั่วคราว และยังไม่มีสัญญาณ Stagflation ในส่วนเม็ดเงินจาก พรก.เงินกู้ 4 แสน ลบ. คาดจะช่วยหนุน GDP ไทยปีนี้ได้ราว +0.6% จากกรณีฐานที่คาด GDP ปีนี้จะเติบโตที่ +1.5%

   Daily Strategy

  • ประเมินแนวรับดัชนี 1,500 แนวต้าน 1,520 – 1,530  โดยกลับมายืนเหนือระดับ 1,500  จุดจากแรงหนุนกลุ่มอิเล็ก & ไอซีที และคาดยังทรงตัวรอรายงานงบ บจ.Q1/69  รวมถึงผลการประชุมผู้นำสหรัฐ – จีน  แนะนำเก็งกำไรระยะสั้นหุ้นที่รายงานกำไร Q1/69 ออกมาดีกว่าคาด เช่น CPALL,CRC,MEGA,KLINIQ / MRDIYT, TFG ที่ถูกนำเข้า MSCI Small Cap Index และมีโอกาสเข้า SET50 ในงวด 2H/69/ กลุ่มปลอดภัย ADVANC,TRUE,GULF,GPSC      
  • PTT (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 00 บาท)คาดกำไรสุทธิ 1Q69 เพิ่มขึ้น QoQ, YoY ที่ราว 2.6-2.7 หมื่นล้านบาท หนุนจากกำไรของกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่นที่มีการรับรู้ stock gain และการปรับตัวขึ้นของค่าการกลั่น  ขณะที่ธุรกิจของ PTT โรงแยกก๊าซได้ผลบวกจากต้นทุนลดลงตาม utility model สำหรับแนวโน้ม 2Q69 คาดกำไรปกติแข็งแกร่งทั้ง QoQ, YoY หนุนจากธุรกิจก๊าซฯ และปิโตรเคมีที่สะท้อนราคาและ spread ปรับเพิ่มขึ้น ธุรกิจ E&P ของ ปตท.สผ.ที่มีปริมาณขายและราคาปรับขึ้น ส่วนภาพรวมปี 69-70 คาดการณ์กำไรสุทธิของ PTT อยู่ที่ 9.3 หมื่นล้านบาท +3%YoY และ 9.4 หมื่นล้านบาท +4%YoY และ Div Yield ในระดับ 6%
  • MEGA* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 61 บาท) กำไรสุทธิ1Q69 อยู่ที่ 605 ลบ.+34%YoY +5%QoQ มีแรงหนุนจาก Fx Gain ราว 40 ลบ. ส่วนกำไรปกติอยู่ที่ 565 ลบ.+16%YoY -7%QoQ การอ่อนตัว QoQ เป็นไปตาม Seasonal Effect ขณะที่ภาพ YoY สามารถโตได้ดีตามรายได้(+14%YoY) รวมถึง มาร์จิ้นดีขึ้นจาก Economies of Scale โดย รายได้ Mega We Care +17%YoY โตได้ดีทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา ด้านรายได้ Maxxcare +8%YoY ฟื้นตัวได้ดีตามสถานการณ์การเมืองในเมียนมาร์ ปัจจุบัน ตลาดคาดกำไรสุทธิของ MEGA* ปี69 และ70 จะอยู่ที่ 2,291 ลบ.(+20%YoY) และ 2,427 ลบ.(+6%YoY) ตามลำดับ

 

Daily Key Factors

Oil Update(-) WTI มิ.ย. -$1.16 อยู่ที่ $101.02 / บาร์เรล, Brent ก.ค. -$2.14 อยู่ที่ $105.63/บาร์เรล หลังรายงาน US PPI เม.ย. +6.0% สูงกว่าคาด +4.6% YoY ซึ่งอาจส่งผลให้เฟดพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และมีผลกระทบอุปสงค์การใช้น้ำมันหากเศรษฐกิจชะลอตัว

 

Gold Update (+)Comex Gold มิ.ย. +$20.00 ปิดที่ 4,706.70 ดอลลาร์/ออนซ์ ฟื้นตัวเล็กน้อยระหว่างรอผลการประชุมผู้นำสหรัฐ – จีน ที่กรุงปักกิ่ง แต่ยังถูกกดดันจากความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง

 

Fund Flow(+) Fund Flow ต่างชาติในตลาด TIP วานนี้ ซื้อสุทธิ +19.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยซื้อหุ้นไทย +102.12 ล.ดอลลาร์สหรัฐ ขายหุ้นอินโดฯ -87.53 ล.ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อหุ้นฟิลิปปินส์ +4.64 ล.ดอลลาร์สหรัฐ

 

(0) ค่าเงินบาทเช้านี้ทรงตัวอยู่ที่ 32.33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

(-) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปรับขึ้นอยู่ที่ 4.456 %

(+) ดัชนี BDI ปิด +126 จุด อยู่ที่ 3,189

(-) BitCoin เช้านี้  -1.75% อยู่ที่ 79,580 ดอลลาร์สหรัฐ

 

 Economic Calendar

 

ในประเทศ

18 พ.ค.     สภาพัฒน์ แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 1/69

สัปดาห์ที่3 ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และ ชิ้นส่วน

ยานยนต์

สัปดาห์ที่4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ

 

ต่างประเทศ

11 พ.ค.     US ยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales)  (เม.ย.)

12 พ.ค.     US ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (เม.ย.)

13 พ.ค.     US ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) (เม.ย.)

US สินค้าคงคลังน้ำมันดิบ

14 พ.ค.     US จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก

                US ดัชนียอดขายปลีก (เม.ย.)

 

Theme Strategy

ทยอยสะสมหุ้น Value Stock / High Dividend Yield ที่มีความทนทานต่อภาวะตลาดที่ผันผวนสูงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

 

(1) High Dividend Yield กลุ่มธนาคารพาณิชย์ KKP, KTB, SCB, TISCO, TTB กลุ่ม REIT / อื่นๆ CPN*, CPNREIT*, ROJNA*

 

(2) Commodity Linked ได้ประโยชน์จาก Energy Shock กลุ่มพลังงาน PTTEP, BANPU กลุ่มปิโตรเคมี PTTGC, IVL, IRPC กลุ่ม Biofuel BBGI*, GGC*, TAE*, UBE*, PCE*, UVAN*, APO*, VPO*, AIE* กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน BCPG*, GUNKUL*

 

(3) ราคาสินค้าเกษตร / อาหาร ปรับตัวเพิ่มขึ้น STA*, STGT*, TRUBB*, NER*, TFG*, BTG*

 

(4) Defensive กลุ่ม ICT / Data Center ADVANC, TRUE, DELTA*, HANA*, STECON, INSET*

 

 

**หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัย

 

Asset Allocation: Equity 45% Fixed Income 40% Alternative Investment etc. Gold 10% Cash 5%

 

Today Fundamental Research: -

 

 

Monthly Portfolio May 2026: GPSC*, ITC*, TRUE, TACC*, GUNKUL*, COM7*

 

Analysts

Apichai Raomanachai  

Fundamental and Technical Investment Analysis ID No.  002939

Tel  02-829-6999  Ext  2200

Email : apichai.ra@kfsec.co.th

Nopporn Chaykaew     

Fundamental Analysis ID No.  043964

Tel  02-829-6999  Ext  2203

Email : noppoen.ch@kfsec.co.th

Nattawat Poosunthornsri  

Fundamental Analysis ID No.  087077

Tel  02-829-6999  Ext  2204

Email : nattawat.po@kfsec.co.th

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้