Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.ทิสโก้ ประเมิน SET Index ยังมีแนวโน้มแกว่ง “ไซด์เวย์-อัพ” แต่ Upside เริ่มจำกัด ควรเน้นขายมากกว่าซื้อ

50

 

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 17 เมษายน 2569 )-------บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ ออกบทวิเคราะห์ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินที่สำคัญในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน เม.ย. นี้ ส่วนใหญ่คาดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิม (FED, ECB, BOT) ยกเว้นธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่เรามองว่ามีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% (หรือ +25 bps) เป็น 1.00% และ BOJ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นมาอยู่ที่ 1.25% ในสิ้นปีนี้

ด้านแนวโน้มผลประกอบการ 1Q26F จากการรวบรวมคาดการณ์กำไรของตลาด (Bloomberg Consensus) ใน 1Q26F เบื้องต้นมีจำนวนทั้งสิ้น 73 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 16 เม.ย. 2026 คิดเป็น 79% ของมูลค่าตลาดรวมของหุ้นสามัญในตลาด SET) คาดจะมีกำไรสุทธิรวม 1.99 แสนล้านบาท ลดลง -4% YoY และทรงตัว QoQ

กลุ่ม BANK คาดจะมีกำไรรวมมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3 หรือ 31% ของกำไรตลาดโดยรวม ตามด้วยกลุ่ม ENERG (20%), ICT (11%), COMM (9%) และ PROP (5%) ตามลำดับ การลดลงของกำไร YoY หลัก ๆ มาจากหุ้นกลุ่ม BANK จากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงตามการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายและสินเชื่อที่หดตัว และกลุ่ม ENERG จาก PTTEP ที่มีกำไรลดลงอย่างมากจากผลขาดทุนราคาน้ำมันจากการป้องกันความเสี่ยงรวม 8.3 พันล้านบาท (253 ล้านดอลลาร์ฯ) รวมทั้งมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ส่วนการฟื้นตัว QoQ ของกลุ่ม CONMAT และ PETRO ช่วยให้ภาพรวมกำไรทรงตัว QoQ โดยเป็นผลจาก SCC และ PTTGC คาดจะพลิกมีกำไร vs ไตรมาสก่อนหน้านี้ที่ขาดทุน 3.6 พันล้านบาท และ 5.5 พันล้านบาทตามลำดับ

ภาพรวมกำไร Q1 ยังไม่เห็นผลกระทบจากสงครามมากนัก อย่างไรก็ดี คาดว่าจะเห็นผลกระทบสงครามมากขึ้นในไตรมาสต่อ ๆ ไป แต่ทั้งนี้ยังต้องขึ้นอยู่กับสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะยืดเยื้อยาวนานต่อเนื่องทั้งไตรมาส 2 หรือไม่ และมาตรการรับมือ “วิกฤติพลังงาน” รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ดังนั้นในช่วงไตรมาส 2 จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

อย่างไรก็ดี ปัจจัยแวดล้อมการลงทุนในระยะสั้นยังอยู่ในโทนบวกทั้งความหวังการเจรจาเพื่อยุติสงคราม และรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเริ่มออกมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง แต่เรายังคงมุมมอง Upside ตลาดจำกัดจากผลกระทบของสงครามต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เสี่ยงถูกปรับลงในระยะข้างหน้า รวมทั้งฐานะการคลังของประเทศที่น่าเป็นห่วงหลังหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดานกฎหมายที่ 70% ทำให้ไม่ช้าหรือเร็วภายในปีนี้มีแนวโน้มจะปรับเพดานหนี้สาธารณะขึ้น ซึ่งจะเสี่ยงถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง กดดันต้นทุนการกู้ยืมของประเทศและบรรยากาศการลงทุนโดยรวมในตลาด ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์ การเทรดดิ้งระยะสั้นยังพอทำได้ แต่ช่วงตลาดปรับขึ้นเราแนะนำเน้นการขายมากกว่าการไล่ซื้อ รออ่อนตัวซื้อคืน ประเมิน SET Index มีกรอบแนวรับและแนวต้านที่สำคัญ 1480-90, 1450 จุด และ 1515-20, 1545-50 จุด ตามลำดับ

สำหรับประเด็นหุ้นน่าสนใจระยะสั้น (1) สงครามเริ่มผ่อนคลาย หุ้นที่ยังมี Gap ฟื้นตัวในระยะสั้น SET50 – BH, CENTEL, GPSC, MTC / SET100 – BGRIM, ERW, PTG, SJWD (2) หุ้นเก็งงบ Q1 ออกมาดี YoY & QoQ – AOT, BAM, CPALL, MAJOR, PTTGC, SCC, TIDLOR, TRUE / YoY – ADVANC, BJC, CK, CPN, CRC, GULF, ICHI, MRDIYT, MTC, ONEE, SCGP, SPALI (3) หุ้นรับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ-การลงทุน-การเบิกจ่ายงบเร่งตัวขึ้น – BJC, CPAXT, CBG, OSP, ICHI, AEONTS, MTC, AMATA, WHA, GULF, GPSC, TRUE, BBIK, BEM, CK, STECON (4) หุ้นมีโอกาสเข้า SET50 / SET100 ครึ่งปีหลัง – MRDIYT, THAI / MBK, THCOM, TVO, WHAUP


จับตานโยบายการเงินการประชุมธนาคารกลางสำคัญในช่วงปลายเดือน เม.ย. นี้
หลายธนาคารกลางสำคัญจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน เม.ย. ส่วนใหญ่คาดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิม ยกเว้นธนาคารกลางญี่ปุ่นที่เรามองว่ามีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% (หรือ +25 bps) เป็น 1.00% เนื่องจากการประชุมล่าสุดในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการของ BOJ ส่วนใหญ่มีความกังวลเงินเฟ้อมากกว่าความเสี่ยงด้านต่ำต่อเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เรามอง BOJ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นมาอยู่ที่ 1.25% ในสิ้นปีนี้

สำหรับ ECB คาดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะพลิกกลับมาปรับขึ้น 2 ครั้งในปีนี้จากเดิมที่คาดจะคงอยู่ที่ 2.00% โดยคาดจะเป็นการปรับขึ้นในการประชุมเดือน มิ.ย. และมีโอกาสปรับขึ้นอีก 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ECB จะขึ้นมาอยู่ที่ 2.50% ณ สิ้นปีนี้


แนวโน้มงบ 1Q26F คาดลดลง YoY, ทรงตัว QoQ สงครามยังไม่เห็นผลกระทบมากนัก
จากการรวบรวมคาดการณ์กำไรของตลาดใน 1Q26F เบื้องต้นจำนวนทั้งสิ้น 73 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 16 เม.ย. 2026 คิดเป็น 79% ของมูลค่าตลาดรวมของหุ้นสามัญในตลาด SET) คาดจะมีกำไรสุทธิรวม 1.99 แสนล้านบาท ลดลง -4% YoY และทรงตัว QoQ

กลุ่ม BANK คาดจะมีกำไรรวมมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3 หรือ 31% ของกำไรตลาดโดยรวม ตามด้วยกลุ่ม ENERG (20%), ICT (11%), COMM (9%) และ PROP (5%) ตามลำดับ การลดลงของกำไร YoY หลัก ๆ มาจากหุ้นกลุ่ม BANK จากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงตามการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายและสินเชื่อที่หดตัว และกลุ่ม ENERG จาก PTTEP ที่มีกำไรลดลงอย่างมากจากผลขาดทุนราคาน้ำมันจากการป้องกันความเสี่ยงรวม 8.3 พันล้านบาท (253 ล้านดอลลาร์ฯ) รวมทั้งมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

ส่วนการฟื้นตัว QoQ ของกลุ่ม CONMAT และ PETRO ช่วยให้ภาพรวมกำไรทรงตัว QoQ โดยเป็นผลจาก SCC และ PTTGC คาดจะพลิกมีกำไร vs ไตรมาสก่อนหน้านี้ที่ขาดทุน 3.6 พันล้านบาท และ 5.5 พันล้านบาทตามลำดับ

ภาพรวมกำไร Q1 ยังไม่เห็นผลกระทบจากสงครามมากนัก อย่างไรก็ดี คาดว่าจะเห็นผลกระทบสงครามมากขึ้นในไตรมาสต่อ ๆ ไป แต่ทั้งนี้ยังต้องขึ้นอยู่กับสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะยืดเยื้อยาวนานต่อเนื่องทั้งไตรมาส 2 หรือไม่ และมาตรการรับมือ “วิกฤติพลังงาน” รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ดังนั้นในช่วงไตรมาส 2 จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

อนึ่ง ตัวเลขคาดการณ์กำไร Q1 ดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เนื่องจากเป็นการประเมินที่ค่อนข้างเร็ว ทำให้มีจำนวนบริษัทจดทะเบียนและนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์น้อยอยู่ อย่างไรก็ดี คาดว่าตัวเลขประมาณการกำไรจะค่อนข้างนิ่งมากขึ้นภายในต้นเดือนหน้า ซึ่งเราจะอัปเดททุกสัปดาห์ผ่าน “ตารางสรุปคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 1/2026F”

สงครามมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงสุดท้าย
การยอมตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และการเปิดการเจรจาถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยให้สถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มมีทางออก เราเชื่อว่าสงครามมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงสุดท้าย โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปการหยุดยิงภายใน 1–2 สัปดาห์ ดังนั้น ความหวังการการเจรจาเพื่อยุติสงครามคาดจะช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศการลงทุนต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังเดือน เม.ย. ซึ่งมาพอดีกับปัจจัยการเมืองในประเทศที่เริ่มกลับมาเป็นบวกหลังได้รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลใหม่เริ่มออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมัน (ยังใช้กองทุนน้ำมันเป็นกลไกหลัก) รวมถึงการนำโครงการ “ไทยช่วยไทย” (เปลี่ยนชื่อจาก “คนละครึ่ง พลัส”) กลับมาใช้เพื่อพยุงการบริโภค ทั้งนี้เราประเมินเงินงบประมาณภายใต้มาตรการต่าง ๆ ราว 7.99 หมื่นล้านบาท

มุมมองเชิงบวกข้างต้นสอดรับกับข้อมูลเชิงสถิติที่หุ้นไทยหลังสงกรานต์มักกลับมาคึกคัก มีโอกาสสูงถึง 75% ที่จะปรับตัวขึ้น และมักให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย +1.6% ในช่วงครึ่งเดือนหลัง เม.ย.


คาดการณ์เบื้องต้นหุ้นเข้า-ออก SET50 / SET100 Index สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง (2H26F)
จากข้อมูลล่าสุดถึงช่วงกลางเดือน เม.ย. เราประเมินรายชื่อหุ้นเบื้องต้นที่คาดว่าจะเข้า-ออก SET50 / SET100 Index สำหรับครึ่งปีหลัง (2H26F) ดังต่อไปนี้
• หุ้นที่คาดว่าจะเข้า SET50 Index มี 4 ตัว คือ THAI, BCP, MRDIYT และ ITC (เรียงลำดับตามมูลค่าตลาดรวมจากมากไปหาน้อย เพื่อสะท้อนความเป็นไปได้ในการเข้า SET50 Index มากถึงน้อย) ซึ่งจะเข้ามาแทนหุ้น BTS, CBG, SAWAD และ OSP ที่คาดว่าจะตกชั้นไปอยู่ใน SET100 Index (เรียงลำดับตามมูลค่าตลาดรวมจากน้อยไปหามาก เพื่อสะท้อนความเป็นไปได้ในการออกจาก SET50 Index มากถึงน้อย)
• หุ้นที่คาดว่าจะเข้า SET100 Index มี 7 ตัว คือ THAI, MRDIYT, ITC, MBK, TVO, WHAUP และ THCOM (เรียงลำดับตามมูลค่าตลาดรวมจากมากไปหาน้อย เพื่อสะท้อนความเป็นไปได้ในการเข้า SET100 Index มากถึงน้อย) ซึ่งจะเข้ามาแทนหุ้น JAS, JMART, SISB, DOHOME, MOSHI, GFPT และ ERW (เรียงลำดับตามมูลค่าตลาดรวมจากน้อยไปหามาก เพื่อสะท้อนความเป็นไปได้ในการออกจาก SET100 Index มากถึงน้อย)

สำหรับหุ้น ITC การทบทวนครั้งก่อนถูกนำออกจากการคำนวณ SET50 / SET100 Index ในช่วงต้นปี ซึ่งคาดว่ามีสาเหตุหลักมาจาก % Free Float ที่แท้จริงอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 20% ดังนั้นหาก ITC ยังมี % Free Float ที่แท้จริงต่ำกว่าระดับกล่าวอีก TFG มีโอกาสเข้า SET50 Index แทน ITC ขณะที่หุ้นเข้า-ออก SET100 Index จะลดลงเหลือ 6 ตัว โดย ERW คาดยังอยู่ใน SET100 Index ต่อไป (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน “เปรียบเทียบคาดการณ์หุ้นเข้า-ออกดัชนี SET50 / SET100 ในกรณีฐาน และกรณี ITC ไม่ผ่านเกณฑ์ Free Float”)


อนึ่ง การประเมินดังกล่าวเป็นการคาดการณ์เบื้องต้นโดยมีระดับความเชื่อมั่นราว 60-70% เราจะมีการออกคาดการณ์ครั้งสุดท้ายอีกครั้งในช่วงสิ้นเดือน พ.ค. นี้ก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประกาศรายชื่อหุ้น SET50 / SET100 Index ชุดใหม่อย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือน มิ.ย. (เพื่อจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. – 31 ธ.ค. 2026) สำหรับหุ้น DELTA ติดมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 (Trading Alert) ตั้งแต่วันที่ 16-30 เม.ย. ทำให้จำนวนเดือนผ่านเกณฑ์สภาพคล่องในการซื้อขายในการคัดเลือกเข้าคำนวณ SET50 Index อยู่ที่ 9 เดือนจาก 12 เดือนซึ่งถือเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำแล้ว หากถูกขยายเวลาติด T1 ออกไป จะเพิ่มความเสี่ยงการหลุดออกจากการคำนวณ SET50 Index สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี

 


หุ้นขึ้นเน้นทยอยขาย-รออ่อนตัวซื้อคืนแบบ “Selective Buy”
ถึงแม้ปัจจัยแวดล้อมการลงทุนในระยะสั้นยังอยู่ในโทนบวกทั้งความหวังการเจรจาเพื่อยุติสงคราม และรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเริ่มออกมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง แต่เรายังคงมุมมอง Upside ตลาดจำกัดจากผลกระทบของสงครามต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เสี่ยงถูกปรับลงในระยะข้างหน้า รวมทั้งฐานะการคลังของประเทศที่น่าเป็นห่วงหลังหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดานกฎหมายที่ 70% ทำให้ไม่ช้าหรือเร็วภายในปีนี้มีแนวโน้มจะปรับเพดานหนี้สาธารณะขึ้น ซึ่งจะเสี่ยงถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง กดดันต้นทุนการกู้ยืมของประเทศและบรรยากาศการลงทุนโดยรวมในตลาด ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์ การเทรดดิ้งระยะสั้นยังพอทำได้ แต่ช่วงตลาดปรับขึ้นเราแนะนำเน้นการขายมากกว่าการไล่ซื้อ รออ่อนตัวซื้อคืน ประเมิน SET Index มีกรอบแนวรับและแนวต้านที่สำคัญ 1480-90, 1450 จุด และ 1515-20, 1545-50 จุด ตามลำดับ


สำหรับประเด็นหุ้นน่าสนใจระยะสั้น (1) สงครามเริ่มผ่อนคลาย หุ้นที่ยังมี Gap ฟื้นตัวในระยะสั้น SET50 – BH, CENTEL, GPSC, MTC / SET100 – BGRIM, ERW, PTG, SJWD (2) หุ้นเก็งงบ Q1 ออกมาดี YoY & QoQ – AOT, BAM, CPALL, MAJOR, PTTGC, SCC, TIDLOR, TRUE / YoY – ADVANC, BJC, CK, CPN, CRC, GULF, ICHI, MRDIYT, MTC, ONEE, SCGP, SPALI (3) หุ้นรับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ-การลงทุน-การเบิกจ่ายงบเร่งตัวขึ้น – BJC, CPAXT, CBG, OSP, ICHI, AEONTS, MTC, AMATA, WHA, GULF, GPSC, TRUE, BBIK, BEM, CK, STECON (4) หุ้นมีโอกาสเข้า SET50 / SET100 ครึ่งปีหลัง – MRDIYT, THAI / MBK, THCOM, TVO, WHAUP

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เกือบชน.... By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นกลุ่มพลังงาน เป็นดาวเด่น ส่งผลให้ระหว่างชั่วโมงซื้อขาย ดัชนีเกือบสัมผัส...

PTG จับมือ ศิริราช สานต่อ "Social Innovation" ปีที่ 2 จัดหน่วยรับบริจาคโลหิต ณ กรมศิลปากร

PTG จับมือ ศิริราช สานต่อ "Social Innovation" ปีที่ 2 จัดหน่วยรับบริจาคโลหิต ณ กรมศิลปากร

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้