Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.ทิสโก้ : Food & Beverage แนะนำ ซื้อ ICHI, OSP และ CBG, หุ้น top pick เราชอบ ICHI และ OSP

120

 


Sector note
Food & Beverage

อุตสาหกรรมเครื่องดื่มในปี 2026 เผชิญทั้งปัจจัยเสี่ยงและโอกาส

โดยปัจจัยเสี่ยงหลักคือสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน, บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งที่สูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวซึ่งกระทบกำลังซื้อผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มล่างที่เป็นฐานหลักของ Energy Drink นอกจากนี้ยังมีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อที่กระทบรายได้ส่งออกของ CBG และ OSP และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด Energy Drink จากการกลับมาของกระทิงแดงที่ลดราคาเหลือ 10 บาท ในขณะที่ปัจจัยหนุนที่สำคัญได้แก่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ, ฤดูร้อนที่ร้อนจัดซึ่งจะหนุนยอดขายเครื่องดื่มรวมทั้งกลุ่ม และการขยายตลาดใหม่ของ ICHI และ OSP รวมถึงการฟื้นตัวของตลาดอินโดนีเซียผ่านตัวแทนจำหน่ายใหม่ของ SAPPE และ ICHI

ผลกระทบจากสงครามต่อบริษัทในกลุ่มเครื่องดื่ม

SAPPE ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสงคราม เนื่องจากมีการส่งออกไปตะวันออกกลางถึง 8.8% ของรายได้ และได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหยุดเดินเรือในภูมิภาคนี้ รวมถึงต้นทุนพลังงานสูงถึง 11-12% ของต้นทุนรวม และต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ประมาณ 35% ซึ่งเสี่ยงจากการผันผวนของ PET resin แม้การขาย FOB ลูกค้าจะรับภาระค่าขนส่ง แต่ SAPPE ยังต้องช่วยสนับสนุนบางส่วน สำหรับ ICHI, CBG และ OSP ได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง โดย ICHI มีต้นทุนบรรจุภัณฑ์ประมาณ 36% และต้นทุนพลังงาน 5% ของต้นทุนรวม ซึ่งอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และยังล็อคราคาวัตถุดิบไว้ถึงกลางปี 2026 ส่วน CBG เสี่ยงจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ 21% และก๊าซธรรมชาติในการผลิตที่ประมาณ 3-4% ขณะที่ OSP มีต้นทุนบรรจุภัณฑ์อยู่ที่ประมาณ 30% แต่มีข้อดีจากการใช้ก๊าซจากอ่าวไทยและมาเลเซีย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเข้า

การคาดการณ์ผลประกอบการ 1Q26F และปี 2026F

โดย CBG คาดกำไรสุทธิลดลง YoY แต่ฟื้นตัวจาก QoQ โดยลดลงหลักจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ถูกกดดันจากการส่งออกกัมพูชา สำหรับ OSP คาดกำไรหลักเติบโต 4% YoY จากการฟื้นตัวของ Personal Care และตลาดต่างประเทศ โดยคาดว่าทั้งปี 2026F กำไรหลักจะเติบโต 4% YoY แต่ต้นทุน packaging และค่าขนส่งอาจกดดันอัตรากำไรใน 2Q26F เป็นต้นไป ICHI คาดกำไรสุทธิ 1Q26F เติบโต 14% YoY จากตลาดในประเทศที่แข็งแกร่ง และคาดกำไรหลักปี 2026F เติบโต 10% YoY จากสินค้าใหม่และการขยายตลาด SAPPE คาดผลประกอบการ 1Q26F ฟื้นตัว QoQ จากยอดส่งออกที่กลับมาในช่วงต้นปี แต่ยังมีปัญหาจากการไม่สามารถส่งสินค้าไปตะวันออกกลางในเดือน มี.ค. คาดทั้งปี 2026F กำไรลดลง 6% YoY จากรายได้ตะวันออกกลางที่ลดลงและต้นทุน packaging ที่เพิ่มขึ้น

เราแนะนำ ซื้อ ICHI, OSP และ CBG, โดยหุ้น top pick เราชอบ ICHI และ OSP

เนื่องจาก ICHI มี valuation ที่ถูก และมี Dividend Yield สูงถึง 9.4% พร้อม ROE 24.2% โดยมีปัจจัยหนุนจากสินค้าใหม่และการขยายตลาดมาเลเซีย ส่วน OSP ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีโอกาสขยายตลาดใน CLMV และอินโดนีเซีย คาดราคาหุ้นมี upside ที่น่าสนใจ ขณะที่ CBG จาก PER 14.9x ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว พร้อม Dividend Yield 3.8% ในทางกลับกัน SAPPE แนะนำ "ถือ" เนื่องจากความเสี่ยงจากการส่งออกสูง

ผลกระทบของสงครามต่อแต่ละบริษัท

สถานการณ์ความขัดแย้งสงคราม ส่งผลกระทบต่อบริษัทในกลุ่มเครื่องดื่มในระดับที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและการกระจายตลาดส่งออก

SAPPE ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีการส่งออกไปตะวันออกกลางสูงถึง 8.8% ของรายได้ และถูกกระทบโดยตรงจากการหยุดเดินเรือในภูมิภาคดังกล่าว ประกอบกับต้นทุนพลังงานสูงถึง 11-12% ของต้นทุนรวม และต้นทุน packaging อีก ~35% ที่มีความเสี่ยงจาก PET resin ที่ผันผวน นอกจากนี้ แม้ว่าการขายแบบ FOB ลูกค้าเป็นผู้รับภาระค่าขนส่ง แต่ SAPPE จะช่วย support ต้นทุนกับลูกค้าบางส่วน

ICHI, CBG และ OSP ได้รับผลกระทบระดับปานกลาง โดย ICHI มีต้นทุน packaging (~36%) ต้นทุนพลังงานอยู่ที่ ~5% ของต้นทุนรวม ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ บริษัทยังมีการล็อคราคาวัตถุดิบไว้ถึงกลางปี 2026, CBG มีความเสี่ยงหลักจากต้นทุน packaging (~21%) และก๊าซธรรมชาติในการผลิต (~3-4%) ส่วน OSP มีต้นทุน packaging ในกลุ่มที่ ~30% แต่มีข้อดีคือ 85-90% ของก๊าซมาจากอ่าวไทยและมาเลเซีย ลดความเสี่ยงจากการนำเข้า และมีราคาเศษแก้ว (Cullet) ที่ลดลงต่อเนื่อง เป็น offset ที่สำคัญ

Sensitivity Analysis

• CBG: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±1% กระทบกำไรสุทธิ ±7.2%

• OSP: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±1% กระทบกำไรสุทธิ ±7%

• ICHI: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±1% กระทบกำไรสุทธิ ±5%

• SAPPE: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±1% กระทบกำไรสุทธิ ±10%

 

เปรียบเทียบการคาดการณ์ผลประกอบการ 1Q26F

CBG เราคาดกำไรสุทธิ 1Q26F ของ CBG อยู่ที่ 663 ล้านบาท ลดลง 13% YoY แต่ฟื้นตัวแรงจาก QoQ ที่อ่อนแอจากรายการพิเศษใน 4Q25 การลดลง YoY หลักๆ มาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ถูกกดดัน โดยเฉพาะการส่งออกกัมพูชาที่ยังไม่ฟื้นตัว สำหรับทั้งปี 2026F คาดกำไรหลักลดลง ~9% YoY จากรายได้ส่งออกที่ลดลง 28% จากผลกระทบกัมพูชาเต็มปี แม้รายได้ในประเทศจาก Energy Drink และธุรกิจรับจ้างส่งสินค้าเหล้า/เบียร์จะยังเติบโต อัตรากำไรขั้นต้นคาดลดลงมาอยู่ที่ ~24.5% จาก 26.5% ในปี 2025

OSP คาดกำไรหลัก 1Q26F เติบโต 4% YoY จากฐานต่ำปีก่อน (ปัญหาสินค้าขาดตลาด) และการฟื้นตัวของ Personal Care ในขณะที่ตลาดต่างประเทศมีแรงหนุนจากเมียนมาร์ ลาว และอินโดนีเซีย สำหรับทั้งปี 2026F คาดกำไรหลักเติบโต 4% YoY มาอยู่ที่ 3.6 พันล้านบาท โดย M-150 ขยายช่วงราคา (10/12/15 บาท) เพื่อขยายฐานลูกค้า อย่างไรก็ตาม ต้นทุน packaging (~30% of COGS) และค่าขนส่ง (~5% of COGS) อาจกดดันอัตรากำไรตั้งแต่ 2Q26F เป็นต้นไป

ICHI คาดกำไรสุทธิ 1Q26F ที่ 279 ล้านบาท เติบโต 14% YoY จากตลาดในประเทศที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ CVS และสินค้ากลุ่มขวดใหญ่และน้ำด่างที่เติบโตกว่า 60% ใน ก.พ.-มี.ค. 26 สำหรับทั้งปี 2026F คาดกำไรหลักเติบโต 10% YoY จากสินค้าใหม่ (Brand Collaboration), น้ำด่าง และการขยายตลาด ICHI เป็นบริษัทที่มีความสามารถในการรับมือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ดีที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากได้ล็อคราคาวัตถุดิบไว้ถึงกลางปี 2026

SAPPE คาดว่าผลประกอบการ 1Q26F จะอยู่ในช่วงฟื้นตัว QoQ จากยอดส่งออกที่กลับมาในเดือน ม.ค.-ก.พ. 26 และช่วงรอมฏอนในอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม เดือน มี.ค. ไม่สามารถส่งสินค้าไปตะวันออกกลางได้ ทำให้ภาพรวม 1Q26F ยังไม่สดใส สำหรับทั้งปี 2026F เราปรับลดประมาณการลง 22% จากคาดเดิม คาดกำไรลดลง 6% YoY ที่ 726 ล้านบาท จากรายได้ตะวันออกกลางลดลง 30% และต้นทุน packaging ที่เพิ่มขึ้น 10%

 

 

Source:

สรุปผลประกอบการปี 2025 และแนวโน้มปี 2026F

ICHI ยังคงสร้างผลกำไรที่มั่นคง โดยกำไรสุทธิปี 2025 อยู่ที่ 1,328 ล้านบาท เติบโตเพียง 1.6% YoY จากรายได้รวมที่ลดลงมาอยู่ที่ 8,086 ล้านบาท (-6% YoY) บริษัทเผชิญความท้าทายจากตลาดกัมพูชาที่หยุดซื้อตั้งแต่เดือน ก.ค. 2025 แต่ชดเชยได้จากตลาดในประเทศที่เติบโตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะช่องทาง CVS และผลิตภัณฑ์น้ำด่าง (Alkaline Water) ที่เริ่มได้รับการตอบรับดีเยี่ยม

เราคาดกำไรสุทธิ 2026F เติบโต +2% YoY โดยกำไรหลักไม่รวมรายการพิเศษขายที่ดิน คาดเติบโต 10% YoY ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากโครงการบริจาคระยะ 3 ปี (2025–27) มูลค่ารวม 300 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีคืนจาก BOI ในอัตราเพิ่มเป็น 2 เท่า ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านต้นทุนบางส่วน รายได้ในช่วงปี 2026F จะเติบโต 7% โดยขับเคลื่อนจากยอดขายในประเทศเป็นหลัก จากการออกสินค้าใหม่ (NPD) ตามกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การทำ Brand Collaboration การขยายพอร์ตสินค้าไปสู่น้ำด่าง (Alkaline Water) รวมถึงธุรกิจ OEM ซึ่งยังมีแนวโน้มเติบโต โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าใหม่อีก 2 ราย ส่วนแผนรุกตลาดมาเลเซียด้วยสินค้าน้ำด่าง คาดเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 เป็นต้นไป

OSP ทำผลงานดีที่สุดในกลุ่มปี 2025 โดยกำไรสุทธิกระโดดขึ้น 124% YoY มาอยู่ที่ 3,667 ล้านบาท หากตัดรายการพิเศษ (กำไรจากขายธุรกิจขวดแก้วในเมียนมาร์ MGE Group และค่าใช้จ่ายรวมศูนย์การผลิตอยุธยา) กำไรหลักเติบโต 15% YoY ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการเติบโตของธุรกิจ Personal Care รายได้รวมลดลงเล็กน้อย 6% มาอยู่ที่ 25,561 ล้านบาท ส่วนหนึ่งจากการปรับลดสต็อกของตัวแทนจำหน่าย

เราคาดกำไรหลักปี 2026F เติบโต 4% YoY มาอยู่ที่ 3.6 พันล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังที่คาดว่าจะเติบโตจากการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของ M-150 ผ่านการออกสินค้าใหม่และการขยายช่วงราคา (10, 12 และ 15 บาท) ส่งผลให้รายได้กลุ่มเครื่องดื่มคาดเติบโต 2% ในปี 2026F ขณะที่กลุ่ม Personal Care คาดเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี จากการขยับ positioning ไปสู่สินค้า Premium Mass และการเริ่มรุกตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการส่งออกสินค้าแล้วและอยู่ระหว่างประเมินการตอบรับ

CBG รายงานกำไรสุทธิปี 2025 ที่ 2,320 ล้านบาท หดตัว 18% YoY โดยมีรายการพิเศษการตั้งด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัท คาราบาว โฮลดิ้งส์ (ฮ่องกง) จำนวน 518 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวออก กำไรหลักอยู่ที่ 2,837 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน ด้านรายได้รวมอยู่ที่ 22,042 ล้านบาท โดยรายได้ในประเทศเติบโตจากการขยายส่วนแบ่งตลาด Energy Drink แต่ถูกชดเชยด้วยการส่งออกที่ลดลงจากกัมพูชา กำไร 4Q25 อยู่ที่ 143 ล้านบาท (-82% YoY) จากรายการพิเศษดังกล่าว

เราคาดกำไรสุทธิปี 2026F จะเพิ่มขึ้น 11% YoY แต่หากไม่รวมรายการพิเศษการตั้งด้อยค่าจำนวน 518 ล้านบาท จากบริษัท คาราบาว โฮลดิ้งส์ (ฮ่องกง) เราคาดกำไรหลักจะลดลง 9% YoY เนื่องจากคาดว่ารายได้จาก

การส่งออกจะลดลง 28% YoY จากผลกระทบของกัมพูชาในปีเต็ม ขณะเดียวกันคาดว่ายอดขายจากเมียนมาร์และเวียดนามจะเพิ่มขึ้น 10% คาดว่าตลาดเครื่องดื่มพลังงานในประเทศจะเติบโต 5% YoY จากฐานที่สูงในปีที่ผ่านมา และคาดรายได้จากการส่งสินค้าประเภทเหล้า/เบียร์จะเพิ่มขึ้น 15% คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงมาอยู่ที่ 24.5% จาก 26.5% ในปี 2025 เนื่องจากยอดขายส่งออกที่มีกำไรต่ำลงและธุรกิจรับจ้างส่งสินค้าประเภทเหล้า/เบียร์ที่เพิ่มขึ้นซึ่งมีกำไรต่ำกว่า

SAPPE เป็นบริษัทที่มีผลงานอ่อนแอที่สุดในกลุ่มปี 2025 โดยกำไรสุทธิลดลงถึง 38% YoY มาอยู่ที่ 776 ล้านบาท จากรายได้รวม 5,253 ล้านบาท (-22.5% YoY) สาเหตุหลักมาจากการส่งออกไปทวีปเอเชียลดลง โดยเฉพาะอินโดนีเซียและเกาหลีใต้ที่เผชิญปัญหาตัวแทนจำหน่ายและการแข่งขันที่รุนแรง อีกทั้งยุโรปยังอยู่ในช่วงปรับฐานสต็อก ส่วนราคามะพร้าวที่ปรับลดก็กดดันมูลค่ายอดขายในประเทศ

เราคาดกำไรปี 2026F ลดลง 6%YoY จากการคาดการณ์รายได้ปี 2026F การส่งออกเพิ่มขึ้น 5% โดยคาดการส่งออกไปภูมิภาคอื่นๆ เพิ่มขึ้น 10% จากฐานต่ำ แต่คาดตะวันออกกลางลดลง 30% และคาดยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น 5% จากฐานสูงในปีที่ผ่านมาและภาพรวมเศรษฐกิจที่คาดภาวะเงินเฟ้อจากสงคราม ในขณะที่คาดอัตราทำกำไรปี 2026F จะลดลงมาอยู่ที่ 42.3% จากการคาดการณ์ต้นทุน packaging เพิ่มขึ้น 10%

ปัจจัยเสี่ยงและโอกาส (Risks & Catalysts)

ปัจจัยเสี่ยงหลัก (Key Downside Risks)

• สถานการณ์สงครามยืดเยื้อ กดดันต้นทุนพลังงาน บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งในระดับที่สูงกว่าประมาณการ

• เศรษฐกิจไทยชะลอตัว กระทบกำลังซื้อผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มล่างที่เป็นฐานหลักของ Energy Drink

• ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อ กระทบรายได้ส่งออกของ CBG และ OSP

• การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาด Energy Drink จากทั้งกระทิงแดงที่กลับมาราคา 10 บาท

• ค่าเงินบาทแข็งค่า กระทบรายได้ส่งออกของ SAPPE, CBG และ OSP

ปัจจัยหนุน (Key Upside Catalysts)

• โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ "คนละครึ่ง" ของภาครัฐที่คาดจะกลับมา หนุนกำลังซื้อในประเทศ

• ฤดูร้อนที่ร้อนจัดในปี 2026 หนุนยอดขายเครื่องดื่มโดยรวมทั้งกลุ่ม

• การขยายตลาดใหม่ในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และจีน ของ ICHI และ OSP

• การฟื้นตัวของตลาดอินโดนีเซียผ่านตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ของ SAPPE และ ICHI

• โมเดล OEM ในกัมพูชาและอัฟกานิสถานของ CBG ที่คาดจะรับรู้รายได้ปลายปี 2026

 

 

 

Source:

ICHI — หุ้น top pick ด้วย valuation ดีสุดในกลุ่ม เราแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 14.60 บาท

ICHI มีความน่าสนใจโดดเด่นที่สุดในแง่ Dividend Yield สูงถึง 9.4% และ ROE ที่ 24.2% ในปี 2026E หลังราคาหุ้นปรับตัวลง 18% ในช่วงที่ผ่านมาจากความกังวลเรื่องสงคราม เราเปลี่ยนคำแนะนำเป็น "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 14.60 บาท อิง Forward PER เฉลี่ย 3 ปีที่ 14x โมเมนตัมสินค้าใหม่ (Brand Collab, Alkaline Water), กลยุทธ์ช่องทางที่แข็งแกร่ง และการขยายตลาดมาเลเซีย ถือเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ

OSP — แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท

OSP มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม ด้วย ROE 20.8% และกำไรหลักที่ยังคงเติบโต การปรับคำแนะนำเป็น "ซื้อ" (จาก "ถือ") มาพร้อมกับราคาเป้าหมายใหม่ 19.00 บาท อิง PER 15.7x (-0.5SD) ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงจากสงครามแล้ว ราคาหุ้นปัจจุบัน PER 12.2x เปิด upside ที่น่าสนใจ ขณะที่ Dividend Yield 5.4% ช่วยจำกัด downside ได้ดี ปัจจัยหนุนในระยะถัดไปมาจากการขยายตลาด CLMV+อินโดนีเซีย และโอกาสในตลาดจีน

CBG — แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 49.00 บาท

หลังการปรับประมาณการสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์สงคราม เราปรับคำแนะนำเป็น "ซื้อ" พร้อมราคาเป้าหมาย 49.00 บาท อิง PER ปี 2026F ที่ 19x (-1SD) ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER เพียง 14.9x ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ และยังมี Dividend Yield ปี 2026F ที่ 3.8% ปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ การฟื้นตัวของตลาดกัมพูชา การเติบโตของ Energy Drink ในประเทศ และผลของโครงการ "คนละครึ่ง" ที่อาจเพิ่มกำลังซื้อ ความเสี่ยงหลัก: ต้นทุนเพิ่มขึ้นเกินคาด และผลกระทบจากกัมพูชายืดเยื้อ

SAPPE — แนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 30.50 บาท

SAPPE เป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงสุดในกลุ่มจากสงครามและตลาดตะวันออกกลาง เราปรับลดประมาณการลง 22% และเปลี่ยนคำแนะนำเป็น "ถือ" ราคาเป้าหมาย 30.50 บาท อิง PER -1SD ที่ 12.8x แม้ฐานะการเงินแข็งแกร่ง (D/E 0.3x) แต่การฟื้นตัวขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาตัวแทนจำหน่ายในอินโดนีเซีย (เริ่ม Q2/26) และการกลับมาของตะวันออกกลาง Upside จะเกิดขึ้นหากสถานการณ์คลี่คลาย และปี 2027F คาดกำไรฟื้นตัวขึ้น 21% YoY

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ทรงตัว By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ SET เช้าที่ผ่านมา ทรงตัวในแดนบวก หลังรับรู้ผลประชุมเฟดขึ้นดอกเบี้ยตามคาด......

PTG – ศิริราช สานต่อ "Social Innovation" ปีที่ 2 ขยายพลังแห่งการให้ ณ "นันยางการทอ อุตสาหกรรม"

PTG – ศิริราช สานต่อ "Social Innovation" ปีที่ 2 ขยายพลังแห่งการให้ ณ "นันยางการทอ อุตสาหกรรม"

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้