Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

30

 

Wealth Insight ทำไมสงครามอิหร่านอาจกำลังเข้าสู่ระยะ Winding Down
-Highlight:

BLS Wealth ประเมินว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเริ่มเปลี่ยนผ่านจากช่วงที่มีความเข้มข้นสูง (High-intensity phase) ไปสู่ทิศทางของการลดระดับความรุนแรง (De-escalation) แม้ภาพรวมจะยังมีความเปราะบางอยู่ก็ตาม

สัญญาณสนับสนุนมุมมองนี้คือ ความสามารถในการตอบโต้ของอิหร่านลดลงมากราว 90% แม้ยังมีการยิงขีปนาวุธ โดรน และสร้างแรงกดดันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ภาพรวมสะท้อนว่าอิหร่านเริ่มสูญเสียแรงส่งเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ความเสี่ยงหลักของตลาดขยับจากความกังวลต่อการลุกลามของสงคราม (Escalation Risk) ไปสู่ความเสี่ยงบางส่วนที่ตกค้าง (Residual Disruption Risk) แทน

ปัจจัยสำคัญอีกด้านคือท่าทีของทรัมป์ ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณว่าปฏิบัติการใกล้บรรลุเป้าหมายแล้ว จึงมีแนวโน้มเลือกเส้นทางออกจากสงครามแบบไม่เสียหน้า โดยค่อย ๆ ลดบทบาทเชิงรุก คง narrative ว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายชนะ และหันไปบริหารผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากราคาน้ำมันสูง

การส่งนาวิกโยธินเพิ่มเติมไม่ได้แปลว่าสหรัฐฯ จะเปิดสงครามเฟสใหม่ แต่สะท้อนการเสริมกำลังเพื่อคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ จัดการจุดคอขวดในฮอร์มุซ และสร้างอำนาจต่อรองมากกว่า ดังนั้น สิ่งที่ตลาดควรติดตามต่อจากนี้คือ 1) ระดับความรุนแรงของการตอบโต้จากอิหร่านที่เหลืออยู่ 2) ความต่อเนื่องของการเปิดเส้นทางเดินเรือ และ 3) ภาษาทางการเมืองของทรัมป์ว่ากำลังขยับจากการประกาศชัยชนะไปสู่การลดบทบาททางทหารมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากตัวแปรเหล่านี้สอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน ย่อมเป็นสัญญาณว่า จุดตึงเครียดสูงสุด (Peak Tension) ของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว



สรุปภาพตลาดวานนี้ ศุกร์ที่แล้ว SET รีบาวด์ดีกว่าคาด และดีกว่าภาพรวมในภูมิภาค โดยแรงซื้อเข้ามาในหุ้นใหญ่อีกครั้งทั้ง GULF DELTA ADVANC TRUE AOT CPALL BDMS THAI KBANK SCB สังเกตุว่าเข้า Cap. ใหญ่ กระจายกลุ่ม และไม่ได้มีใครมีอิทธิพลเป็นพิเศษ หุ้นบวกแรง เช่น IRPC GUNKUL SOLAR UBE SIS เป็นต้น ส่วนแรงขายในกลุ่ม PTT PTTEP PTTGC IVL ไม่ได้ออกมาแรง

 

 

 

แนวโน้มตลาดวันนี้ เส้นตาย 48 ชม.
สัปดาห์ที่แล้วตลาดหุ้นไทย ขึ้นปิด Gap 1450/1460 จุด แล้วพักฐาน ส่วนกลุ่มหุ้นบวกดีกว่าตลาด ยังคงเป็นหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ อย่าง PTTEP PTT PTTGC IVL ท่ามกลางการเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพลังงานสำคัญตอบโต้กันไปมา ระหว่างอิหร่าน และกลุ่มประเทศอาหรับ
เปิดทำการมาเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ของภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ที่พัฒนามาจาก การโจมตีด้วยอาวุธสงคราม  การเปิด/ปิด ช่องแคบฮอร์มุซ  การโจมตีโครงสร้างพลังงาน ระหว่างชาติอาหรับ ณ.ตอนนี้กลายเป็นประเด็นหลักที่ต้องติดตามพัฒนาการต่อจากนี้ 1. งดโจมตีโครงสร้างพลังงานระหว่างกัน 2. ขู่โจมตีหรือแอบโจมตีแบบเซอร์ไพร์สตลาดเหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้วและการหยุดผลิตชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสียหายลุกลาม ย่อมทำให้อุปทานในตลาดโลกขาดแคลนแล้วยังไม่กลับคืนมาในเร็ววันแน่ (ยังต้องมีหุ้น PTTGC IVL TOP PTTEP ไว้ดักทางอุปทานขาดแคลน)
ด้านพัฒนาการสงครามขั้นต่อไป ที่ต้องตามคือ อิสราเอล หรือ อิหร่าน จะเปิดฉากด้วยอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ หรือระเบิดลูกหลงไปตกที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่าน!! น่าจะเป็นประเด็น “UNKNOWN” ที่ทำให้ตลาดหุ้นกังวลในทุกช่วงสุดสัปดาห์ จนกว่าจะมีสัญญาณคลี่คลายปัญหา...
เราแนะนำกลยุทธ์ ตามพอร์ตจำลอง คือมีทั้งหุ้นที่ได้ประโยชน์จากอุปทานพลังงานขาดแคลน และ สมดุลพอร์ตด้วยหุ้นเล่นตรงข้ามกับทิศทางพลังงาน เล่นตรงข้ามกับสถานการณ์สงคราม เช่น GUNKUL WHA RCL TFG BH (ทั้ง 2 กลุ่มหุ้นนี้ ต้องติดตามและคอยเฝ้าจุดตัดขาดทุนกรณีผิดทางด้วย!) และการเก็งกำไรหุ้นที่จะเล่นรับ มาตรการรัฐบาลใหม่ ที่จะเร่งออกนโยบายเร่งด่วนเพื่อป้องกันภาวะ Stagflation ในประเทศ (คนละครึ่งพลัส) มาตรการส่งเสริมการลดใช้พลังงาน เช่น WFH (ADVANC TRUE)


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค หลังจากผ่านพ้นค่ำคืน Quadruple Witching (ตลาดหุ้น US) และความชัดเจนด้านการเมืองของบ้านเรา แนวโน้ม SET Index มีโอกาสเป็นดังนี้ครับ:
Elliot wave: SET Index ฟอร์มตัวอยู่ใน Impulse Wave 5 ของรอบการฟื้นตัวในคลื่นหลัก หลังจากที่ทำจุดต่ำสุดไปในช่วงก่อนหน้าที่ 1,331 จุด จับตาคลื่นย่อย อาจเป็นได้ที่จะอยู่ในคลื่น Corrective wave “B” หรือ จบ Wave “C” ไปแล้ว (ถ้าดัชนีทะลุ > 1,450 จุด)
Key Support: 1,400 จุด (EMA 50 วัน) หากดัชนีสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ โครงสร้างขาขึ้นยังไม่เสีย!
Indicator Signals: RSI เริ่มฟื้นตัวขึ้นจากกรอบล่าง บริเวณ level 50 สะท้อนโมเมนตัมเชิงบวกที่ยังไม่เข้าเขต Overbought (ยังมีช่องว่างให้ไปต่อ)
Trade Plan: Bull signal (เบรก 1,450): เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่ 1,500 และ 1,520 จุด / Sideways หากยังไม่ผ่านโซนต้าน ให้เน้นกลยุทธ์ "Selective Buy" หุ้นที่แนะนำ เช่น GULF, TRUE, WHA, KTC และ PTTGC (รอย่อซื้อ)
Note: Quadruple Witching ปรากฏการณ์ในตลาดการเงินที่เกิดขึ้นเมื่อสัญญาอนุพันธ์ 4 ประเภทหลัก หมดอายุพร้อมกันในวันเดียวครับ

 

 

What to watch ทรัมป์ขู่ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่านให้พินาศ หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซใน 48 ชม. ทรัมป์โพสต์ลงโซเชียลมีเดียเมื่อคืนนี้ (21 มี.ค.) ว่า "หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเต็มรูปแบบ ... ภายใน 48 ชั่วโมงนับจากเวลานี้ สหรัฐอเมริกาจะโจมตีและทำลายล้างโรงไฟฟ้าแห่งต่าง ๆ ของอิหร่าน โดยจะเริ่มจากแห่งที่ใหญ่ที่สุดก่อน!"
อิหร่านตอบโต้ทรัมป์ ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน-น้ำจืดทั่วภูมิภาค หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้า
อิหร่านจะพุ่งเป้าโจมตี "โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบผลิตน้ำจืดทั้งหมดของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค" หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านถูกโจมตี
ระบบผลิตน้ำจืดเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในกาตาร์และบาห์เรน ที่จัดสรรน้ำจืดกว่า 50% ให้กับภาคอุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมีและศูนย์ข้อมูล ดังนั้น หากระบบเหล่านี้หยุดชะงัก ย่อมส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และภาคครัวเรือนในวงกว้าง


หุ้นแนะนำวันนี้ ADVANC คาดเล่นรับมาตรการส่งเสริมให้เพิ่มการทำงานจากบ้าน เพื่อลดการเดินทาง จากเหตุต่อเนื่องราคาน้ำมันแพงเพราะสงครามตะวันออกกลาง
แนวรับ 372 ต้าน 385 Stop loss 370

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

Alpha Pulse
ประเมินผลกระทบสงครามผ่านการปรับประมาณการณ์กำไร (War Impact on Earnings Revisions) หากลุ่มที่รอด และกลุ่มโดนกระทบ
สงครามยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อกำไรตลาดหุ้นไทย โดยเราได้วิเคราะห์แบบ Top-down เพิ่มเติม โดยใช้ข้อมูลแบบ Data-driven ประกอบกับปัจจัยพื้นฐาน แม้ภาพรวมการปรับประมาณการณ์กำไร SET (earnings revision) เดือน มี.ค. ยังทรงตัวถึงบวกเล็กน้อย (+0.1%) สะท้อนว่าผลกระทบไม่ได้กดกำไรทั้งระบบ แต่ “กระจายตัว” ตามโครงสร้างธุรกิจอย่างชัดเจน ดังนั้น การปรับประมาณการณ์กำไรระหว่างช่วงสงคราม จะช่วยแยกให้เห็นกลุ่มที่รอด และกลุ่มที่เสี่ยงชัดเจน
กลุ่มที่รอด (ยังเห็นการปรับประมาณการณ์กำไรขึ้น) คือ 1) ธุรกิจรายได้เชื่อมโยงราคาพลังงาน มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน ได้แก่ กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น นำโดย PTTEP TOP SPRC PTT กลุ่มเกษตร ได้แรงหนุนจากการปรับราคาขาย STA-STGT TFG BTG, 2) กลุ่มยืดหยุ่นด้านต้นทุน นำโดย ปิโตรเคมี PTTGC, 3) กลุ่มกำไรมีเสถียรภาพสูง / มีปัจจัยหนุนการเติบโตเฉพาะตัว นำโดยกลุ่มสื่อสาร TRUE และกลุ่มห้างสรรพสินค้ารายได้อิงค่าเช่า CPN, กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม WHA AMATA, กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่เชื่อมโยง National Infrastructure, Digitalization & Data Center นำโดย DELTA GULF COM7
กลุ่มที่โดนกระทบ (ถูกหั่นประมาณการณ์กำไรลง) กระจุกตัวในกลุ่ม 1) ต้นทุนพลังงานสูง (energy cost-exposed) กลุ่มเครื่องดื่ม (จากต้นทุนบรรจุภัณฑ์) CBG กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM (ถูกกดจากต้นทุนก๊าซ), กลุ่มวัสดุก่อสร้าง SCCC, ธุรกิจปั๊มน้ำมัน (ถูกจำกัด margin ราคาปรับขึ้นไม่ทันต้นทุน) PTG, 2) กลุ่มอ่อนไหวต่อกำลังซื้อในประเทศ (domestic demand-sensitive) ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก DOHOME, CPAXT, CRC, กลุ่มอสังหาฯ PSH LPN (อิงกำลังซื้อโดยเฉพาะระดับ กลาง-ล่าง)
Strategist view: เราให้เน้นสะสม 5 ธีมในช่วงสงคราม ได้แก่
1) กำไรเชื่อมโยงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (และส่งผ่านต้นทุนไปราคาได้) หุ้นเด่น BTG ราคาเนื้อสัตว์ปรับขึ้นตามต้นทุนพลังงาน (pricing pass-through) ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์บางส่วนล็อกไว้ล่วงหน้า หนุน margin expansion ระยะสั้น
2) อุปทานตึงตัว–ฟื้นตัวอุตสาหกรรมโลก (supply disruption / global manufacturing upcycle) หุ้นเด่น PTTGC ได้อานิสงส์จาก supply disruption คาดหนุน spread ระยะสั้น พร้อม upside ระยะกลาง-ยาวจากอุปสงค์ฟื้นตัวตาม global manufacturing cycle ขยายตัว
3) โครงสร้างพื้นฐาน–ดิจิทัล–ดาต้าเซ็นเตอร์ (national infrastructure, digitalization & data Center) หุ้นเด่น GULF, GUNKUL, ADVANC, TRUE, WHA, AMATA เม็ดเงิน FDI เร่งตัว ภายใต้นโยบาย BOI fast-track หนุน demand โครงสร้างพื้นฐาน สร้างการเติบโตจากเชิงโครงสร้าง
4) กำไรในประเทศทนทานต่อสงคราม (war-resilient domestic earnings) หุ้นเด่น CPN รายได้ในประเทศ / recurring income สูง สะท้อน earnings stability ท่ามกลางความผันผวน
5) ราคาหุ้นถูกกดเกินพื้นฐาน–earnings revision ทรงตัว (over-penalized valuation, stable earnings revision) หุ้นเด่นที่แนะซื้อกลับ BH, MINT ราคาหุ้นปรับลงแรงกว่าพื้นฐานจาก sentiment สงคราม แต่ไม่ได้มีการปรับกำไรอย่างมีนัยสำคัญต่อ สะท้อนว่าราคาให้ส่วนลดจากมูลค่ามากเกินไป

 

 

BANPU (Idea)
บ้านปู
อยู่ในจุดส้มหล่นจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง
BANPU ได้อานิสงส์โดยตรงจากสงครามอิหร่าน–สหรัฐฯ/อิสราเอล ซึ่งทำให้ราคาพลังงานปรับตัวขึ้นทั้งระบบ โดยเฉพาะถ่านหินและก๊าซซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท ส่งผลให้แนวโน้มกำไรฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่ valuation ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายเป็น 7.10 บาท (จาก 5.80 บาท) โดยมองปัจจัยบวก ดังนี้
1) ความต้องการถ่านหินกลับมาเพิ่ม เพื่อทดแทนพลังงานที่หายไปจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG ราว 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและ LNG ปรับขึ้น และทำให้มีโอกาสหันกลับมาใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในช่วงนี้
2) ทิศทางราคาถ่านหินไปทางเดียวกับน้ำมัน และ LNG โดยหากอิงเหตุการณ์ปี 2022 ราคาน้ำมันดูไบเพิ่มขึ้น 42% YoY หนุนราคาถ่านหิน NEWC พุ่งถึง 167% YoY สะท้อนความสัมพันธ์เชิงบวกสูง (ราว 75%) และล่าสุด NEWC ปรับตัวขึ้นแล้ว 20% ช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาและมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อจากปัญหา supply พลังงานที่ยืดเยื้อ
3) ราคาก๊าซ Henry Hub มีแนวโน้มปรับขึ้นตาม LNG เพราะมีความสัมพันธ์กันสูง (ราว 76%) โดยเหตุการณ์ล่าสุดที่โครงสร้างพื้นฐาน LNG ของกาตาร์เสียหายถึง 17% ของกำลังส่งออก และต้องใช้เวลา 3–5 ปีในการซ่อมแซม จะทำให้ราคาก๊าซอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
4) โครงสร้าง EBITDA ของ BANPU อยู่ในจุดที่ได้ประโยชน์เกิน 70% โดย EBITDA ปี 2025 ของ BANPU มาจากถ่านหินราว 50% และก๊าซ (ซึ่งอยู่ในสหรัฐ) ราว 24% ทำให้บริษัทได้ประโยชน์เต็มที่จากราคาพลังงานที่ปรับขึ้น โดยเราปรับสมมติฐานราคาถ่านหินเพิ่มขึ้น 11% เป็น 125 ดอลลาร์/ตัน (เฉลี่ยปี 2026) และปรับคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026 ขึ้นเป็น 6,987 ล้านบาท (Turnaround YoY)
5) Valuation ไปต่อได้ และมี Dividend yields ค้ำ โดย PBV ยังอยู่เพียง 0.5 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 1.1 เท่า) และให้อัตราผลตอบแทนจากปันผลราว 5.7%

Bank Sector

สินเชื่อเดือน ก.พ. โต แต่แนวโน้มยังอ่อนแอ
ภาพรวมสินเชื่อกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นเดือนก.พ. 2026 อยู่ที่ 10.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% MoM หลักๆ มาจากสินเชื่อองค์กรและสินเชื่อรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น โดยธนาคารที่รายงานสินเชื่อเติบโต MoM นำโดย KKP, KTB, TISCO, SCB และ BBL
ทั้งนี้ เราคาดว่าสินเชื่อในเดือนมี.ค. จะทรงตัว MoM เนื่องจากเราประเมินว่าธนาคารจะเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเราคาดว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารจะเติบโตได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากการเข้าช่วงเทศกาลวันหยุดยาว หนุนความต้องการใช้สินเชื่อสำหรับเงินทุนหมุนเวียนและสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ จากการคำนวณของเรา เราคาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารสำหรับเดือนม.ค.และก.พ. จะอยู่ที่ราว 3.8 หมื่นล้านบาท ลดลง 1% YoY (แต่เพิ่มขึ้น 25% QoQ) โดยธนาคารที่จะรายงานกำไรเติบโต YoY นำโดย KKP, TTB และ TISCO ส่วน BBL, SCB, KTB และ KBANK น่าจะรายงานกำไรลดลง YoY ในเดือนม.ค. และก.พ.ปีนี้
ทั้งนี้ มีหลายธนาคารที่จะจ่ายปันผลสูงกว่า 5% สำหรับงวด 2H25 ซึ่งขึ้นเครื่องหมาย XD ในเดือนเม.ย. นำโดย KTB, SCB, KBANK, KKP และ TISCO

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เนิน1630 By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม เนิน ดัชนีตลาด 1,630 จุด เป็นเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง และยืนให้ได้ เพื่อเป้าหมายใหม่ของรอบนี้ เชื่อว่า ....

HotNews: ทีทีบี จับมือ Schroders เสริมแกร่ง Wealth Ecosystem

ทีทีบี เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Wealth Ecosystem ด้วยแนวคิด Holistic Wealth Solutions พร้อมผนึกกำลังกับ Schroders..

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้