หาหุ้น LAGGARD SET น่าทยอยสะสมต่อ
HORIZON MARKET VIEW
• นับตั้งแต่ต้นปี 2026 “สินค้าโภคภัณฑ์” เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ปรับตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ BRENT +17.8%YTD และทองคำ +15.8%YTD ซึ่งน้ำมัน-ทองคำเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเช่นนี้ มักสะท้อนความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น
• วานนี้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ดีดตัวขึ้นเกือบ 2% ทะลุ 71 เหรียญฯ/บาร์เรล ส่วนราคาทองคำวิ่งขึ้นใกล้แตะ 5,000 เหรียญฯ อีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน แม้การเจรจานิวเคลียร์จะมีความคืบหน้า แต่ยังไม่ชัดเจน และล่าสุดปธน.ทรัมป์ มีการสั่งกองกำลังสหรัฐฯ เตรียมความพร้อมกลางเดือน มี.ค.69 หากเจรจาอิหร่านคว้าน้ำเหลว พร้อมกับขีดเส้นตายให้อิหร่านบรรลุข้อตกลงสหรัฐภายใน10 วัน ก่อนถูกโจมตีครั้งใหญ่
• คาดเป็น SENTIMENT บวกต่อหุ้นพลังงานและโรงกลั่น อาทิ PTT, PTTEP, BCP, IVL
REGION RADAR
• WALMART (WMT US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีบัญชี2026โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ $1.90แสนล้าน +6% YOY ขณะที่ EPSอยู่ที่ $0.74 +12% YOY (สูงกว่าคาด 1.7%) หนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในธุรกิจ E-COMMERCE เพิ่มขึ้น 27% YOY
• OPENDOOR TECHNOLOGIES (OPEN US) +13% ในช่วงAFTER-HOURS หลังบริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/25ออกมาแข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ $736 ล้าน (สูงกว่าคาด 24%)ขณะที่ EPS อยู่ที่ -0.07 (ดีกว่าที่ตลาดคาด 24%
THAI FOCUS
• ถ้าดอลลาร์แข็ง เงินบาทควรจะอ่อนค่า แต่ปัจจุบันเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นจาก 2 ปัจจัย คือ 1. FUND FLOW ไหลเข้าหุ้นไทยแล้วกว่า 6 หมื่นล้านบาท (YTD) 2. ส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ไทยแคบลง หนุนคนไทยเริ่มลดการถือครองเงินตราต่างประเทศ (FCD)
• หุ้นเด่นที่ได้รับอานิสงส์ (บาทแข็งค่า)1. กลุ่มที่มีหนี้/ต้นทุนเป็นสกุลเงินต่างประเทศ : GULF, BGRIM, EGCO, PTT, PTTEP, PTTGC 2.กลุ่มเน้นนำเข้าวัตถุดิบ :TFG, TVO
SYNAPSE STRATEGY
• หลังการเลือกตั้งเพียงแค่ 10 วันทำการ ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยสูงถึง 5.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งประเมินต้นทุนเฉลี่ยอยู่บริเวณ 1,430 จุดซึ่งถือเป็นฐานที่แข็งแกร่งหากดัชนีมีการย่อตัวช่วงสั้น
• กลยุทธ์ดักรอหุ้น LAGGARD พื้นฐานแกร่ง ผ่าน 3 เกณฑ์คัดเลือกคือ 1.ราคายังไม่ฟื้นเมื่อเทียบตั้งแต่ ต.ค. 68 2.ค่า P/E ปรับลดลงมากกว่าราคาหุ้นตั้งแต่ ต.ค. 683.ต่างชาติเริ่มเก็บสะสมในช่วง 9 -18 ก.พ. 69 อย่าง BDMS AWC CPN CBG OSP KTC MTCRATCH CKP GUNKUL AMATA SJWD
HORIZON MARKET VIEW
ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์กำลังขับเคลื่อน COMMODITIESนับตั้งแต่ต้นปี 2026 “สินค้าโภคภัณฑ์ (COMMODITY)” เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ปรับตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ BRENT +17.8%YTD และราคาทองคำ +15.8%YTD ซึ่งการที่น้ำมัน-ทองคำเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเช่นนี้มักสะท้อนความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น
ขณะที่วานนี้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ดีดตัวขึ้นเกือบ 2% ทะลุ71 เหรียญฯ/บาเรล ส่วนราคาทองคำวิ่งขึ้นใกล้แตะ5,000 เหรียญฯ อีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน แม้การเจรจานิวเคลียร์จะมีความคืบหน้า แต่ยังไม่ชัดเจน และล่าสุด ปธน.ทรัมป์ มีการสั่งกองกำลังสหรัฐฯ เตรียมความพร้อมกลางเดือน มี.ค. หากเจรจาอิหร่านคว้าน้ำเหลว พร้อมกับขีดเส้นตายให้อิหร่านบรรลุข้อตกลงสหรัฐภายใน 10 วัน ก่อนถูกโจมตีครั้งใหญ่ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู เผยว่าอิสราเอลเตรียมพร้อมเต็พิกัด รับมือสงครามสหรัฐ-อิหร่านประเด็นราคาน้ำมันดีดตัวคาดสร้าง SENTIMENT เชิงบวกต่อกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น อาทิ PTT, PTTEP,BCP, IVL เป็นต้น
REGION RADAR
WALMART เผยงบไตรมาส 4 แข็งแกร่ง แต่ให้ GUIDANCE น่าผิดหวัง
WALMART (WMT US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีบัญชี 2026 โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ $1.90 แสนล้าน+6% YOY ขณะที่ EPS อยู่ที่ $0.74 +12% YOY (สูกว่าคาด 1.7%) หนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในธุรกิจ ECOMMERCE เพิ่มขึ้น 27% YOY และสินค้าในหมวดแฟชั่นโตระดับ MID-SINGLE DIGIT ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า $100,000 ต่อปีสะท้อนว่า WALMART กำลังดึงดูดฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น
OPENDOOR TECHNOLOGIES ตั้งเป้า TURNAROUND ในปีนี้
OPENDOOR TECHNOLOGIES (OPEN US) +13% ในช่วง AFTER-HOURS หลังบริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/25 ออกมาแข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ $736 ล้าน (สูงกว่าคาด 24%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ -0.07 (ดีกว่าที่ตลาดคาด 24%) หนุนจากยอดซื้อบ้านผ่านทางแพลตฟอร์มของบริษัทมีปริมาณเพิ่มขึ้น 46%QOQ และบริษัทได้มีการลดระยะเวลาถือครองสินค้าคงคลังลง 23% YOY สำหรับเป้าหมายปี 2026 บริษัทคาดกำไรสุทธิจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ภายในสิ้นปีน
THAI FOCUS
เงินบาทแข็งค่าสวนทางดอลลาร์ และเห็นยอดเงินฝาก FCD เริ่มกลับไทย
จากข้อมูลในกราฟ (ภาพซ้ายและขวา) แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่สวนทางกัน ตามปกติแล้ว ดัชนีดอลลาร์ (DOLLARINDEX) ที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วควรจะกดดันให้ค่าเงินสกุลตลาดเกิดใหม่รวมถึง เงินบาทอ่อนค่าลง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ภาพค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแกว่งตัวในทิศทางพักตัวถึงแข็งค่า ซึ่งการที่ค่าเงินบาทสามารถต้านทานแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ในตลาดโลกได้ แสดงว่าต้องมีปัจจัยภายในที่คอยพยุงหรือมีความต้องการ (DEMAND) เงินบาทซ่อนอยู่ นั้นคือ FLOW ต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยกว่า 6 หมื่นล้านบาท(YTD)
และอีกหนึ่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งแกร่ง คือ ยอดคงค้างบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศของคนไทย(FCD) เริ่มกลับทิศเป็นขาลง ตามการคาดหวังการลดดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ราว 2-3 ครั้ง ส่วนไทยอาจเห็นการคงดอกเบี้ยหรือลดดอกเบีย้เพียง 1 ครั้ง เท่านั้น ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ระหว่างสหรัฐฯ และไทยแคบลงจากในอดีต
ดังนั้น หุ้นในช่วงนี้คงเน้นไปที่หุ้นได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งค่า อาทิ กลุ่มที่มีต้นทุน หรือหนี้สินสกุลเงินต่างประเทศ GULF, BGRIM, EGCO, PTT, PTTEP, PTTGC และกลุ่มที่เน้นการนำเข้า TFG, TVO เป็นต้น
SYNAPSE STRATEGY
ต่างชาติหวนกลับลุยซื้อหุ้นไทย ดันดัชนีจ่อทะลุ 1,500 จุด เปิดโผ 16 หุ้น LAGGARD น่าสะสมหากย้อนกลับไปดูสถิติในช่วง 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา (นับตั้งแต่กลางเดือนต.ค.68) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยมาโดยตลอด รวมมูลค่าเม็ดเงินที่ไหลออกสูงถึง 1.1 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังเกิดการเลือกตั้งในไทยวัยที่ 8 ก.พ.69 ซึ่งหลังจากนั้นเพียงระยะเวลาแค่ 10 วันทำการ (9 - 19ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติกลับมาลุยซื้อสุทธิสูงถึง5.6 หมื่นล้านบาท (คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของที่เคยขายไปตลอดปีกว่า) ซึ่งจากการคำนวณของฝ่ายวิจัยฯ พบว่า ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนต่างชาติในรอบการเข้าซื้อล่าสุด อยู่ที่บริเวณดัชนี 1,430 จุด ซึ่งตัวเลขนี้สามารถใช้เป็นแนวรับเชิงจิตวิทยาที่แข็งแกร่ง หากดัชนีมีการย่อตัวลงมาในช่วงนี้
เมื่อดัชนีSET ปรับตัวขึ้นมาพอสมควร การไล่ซื้อหุ้นที่ราคาปรับขึ้นไปมากแล้ว อาจมีความเสี่ยงที่ผันผวนในเชิงราคาหุ้น ดังนั้น กลยุทธ์ที่น่าสนใจในตอนนี้คือ การมองหาหุ้น LAGGARD หรือหุ้นที่ราคายังตามไม่ทันตลาด แต่มีพื้นฐานดี และที่สำคัญ คือ มีเม็ดเงินต่างชาติเริ่มไหลเข้าจากข้อมูลเชิงสถิติ มีการคัดกรองหุ้นที่เข้าเกณฑ์ 16 บริษัท โดยใช้เงื่อนไข 3 ประการ ดังนี้
1. ราคายังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ : ราคาหุ้นปัจจุบันยังต่ำกว่าช่วงวันที่ 18 ต.ค.68 (ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของ SET ในรอบก่อน)
2. VALUATION ถูกลง : ราคาหุ้นปรับตัวลงมาลึกกว่าการลดลงของค่า P/E ของช่วงวันที่ 18 ต.ค.68(TRAILING P/E) หมายความว่าหุ้นมีความถูกลงในเชิงมูลค่า (UNDERVALUED) มากกว่าแค่ราคาที่ร่วงลงมา
3. SMART MONEY เข้า : เป็นหุ้นที่ต่างชาติเริ่มเข้ามาทยอยซื้อสุทธิแล้วตั้งแต่ช่วง 9 -18 ก.พ.69
กลุ่มการแพทย์ & ท่องเที่ยว: BDMS, AWC, SHR
กลุ่มค้าปลีก & พาณิชย์: CPN, CBG, OSP, SINGER, MC
กลุ่มการเงิน : KTC, MTC
กลุ่มพลังงาน & สาธารณูปโภค : RATCH, CKP, GUNKUL, EPG
กลุ่มนิคมฯ & โลจิสติกส์: AMATA, SJWD
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์