Today’s NEWS FEED

News Feed

ฟิทช์ คงอันดับเครดิตของ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ที่ ‘A(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ

48

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(17 กุมภาพันธ์ 2569)--------บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) และอันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ไม่มีประกันของโครงการหุ้นกู้ระยะกลาง (Medium-Term Note Program) มูลค่ารวมสี่หมื่นล้านบาท ของบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ที่ ‘A(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ SCGP สะท้อนถึงสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ของ SCGP ที่ ‘a(tha)’ สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGP แสดงถึงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิทช์คาดว่ากำไรที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่ลดลงจะสนับสนุนให้ SCGP สร้างกระแสเงินสดสุทธิ (Free Cash Flow, FCF) ที่เป็นบวก และช่วยให้อัตราส่วนหนี้สินลดลงในระยะ2-3 ปีข้างหน้า
ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

กำไรฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมอยู่ในระดับต่ำ – ฟิทช์คาดว่าความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมโดยไม่กระทบต่ออันดับเครดิต (Rating Headroom) ของ SCGP จะยังอยู่ในระดับต่ำท่ามกลางการฟื้นตัวของกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยฟิทช์คาดว่า หนี้สินสุทธิ ต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA net leverage) ของ SCGP จะลดลงสู่ระดับ 3.4 เท่าในปี 2569 และ 3.1 เท่าในปี 2570 จาก 3.7 เท่าในปี 2568 และอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ 3.5 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ฟิทช์อาจใช้ในการพิจารณาปรับลดอันดับเครดิต


ฟิทช์คาดว่า EBITDA ของ SCGP จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท–1.6 หมื่นล้านบาทต่อปีในปี 2569–2570 (ปี 2568: 1.4 หมื่นล้านบาท) และปรับตัวเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาทในปี 2571 ฟิทช์เชื่อว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ราคาขายที่ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และต้นทุนวัตถุดิบรวมถึงพลังงานที่ลดลง จะช่วยให้อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้ (EBITDA Margin) ของ SCGP ปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 12-13 ในปี 2569-2571 (ปี 2568: ร้อยละ 11.2)
ค่าใช้จ่ายลงทุนที่ลดลงช่วยลดอัตราส่วนหนี้สิน – กระแสเงินสดสุทธิ (FCF) ที่เป็นบวกของ SCGP ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกำไรที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่ลดลง จะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินในช่วง 2-3ปีข้างหน้า ฟิทช์คาดว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและการลงทุนของ SCGP จะลดลงอยู่ที่ระดับประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2569–2571 จากระดับสูงสุดประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาทในปี 2567 (ปี 2568: 9.7 พันล้านบาท) ฟิทช์เชื่อว่า SCGP มีความยืดหยุ่นในการบริหารค่าใช้จ่ายลงทุนในระดับหนึ่ง รวมถึงการชะลอค่าใช้จ่ายลงทุนเพื่อการขยายธุรกิจ หากการฟื้นตัวของอุปสงค์ช้ากว่าที่บริษัทฯคาด


ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูก – ฟิทช์ประเมินว่า SCGP มีสถานะทางเครดิตที่แข็งแกร่งกว่าบริษัทแม่ ซึ่งได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC อันดับเครดิตของ SCGP สามารถอยู่สูงกว่าสถานะทางเครดิตของบริษัทแม่ได้ จากการประเมินถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงและควบคุม (Access and Control) บริษัทลูกทางด้านการบริหารและการเงินโดยบริษัทแม่ในระดับปานกลาง (Open) และกลไกการป้องกันทางกฎหมาย (Legal Ring-fencing) ในระดับต่ำ (Open) ตามหลักเกณฑ์การจัดอันดับของฟิทช์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูก ข้อจำกัดในการเข้าถึงและควบคุมในระดับปานกลางสะท้อนถึงการที่ SCC และ SCGP มีสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีคณะกรรมการบริษัทที่แยกจากกัน และ SCGP มีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายจัดหาเงินทุนและบริหารเงินสดจาก SCC กลไกการป้องกันทางกฎหมาย (Legal Ring-fencing) ในระดับต่ำ (Open) สะท้อนถึง การที่ไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายในเอกสารสัญญาทางการเงิน เช่น สัญญาเงินกู้ของ SCGP ที่จำกัดการส่งกระแสเงินสดขึ้นไปยัง SCC


ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – อันดับเครดิตของ SCGP สะท้อนถึงสถานะความเป็นผู้นำตลาด ในฐานะผู้ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ SCGP มีกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเส้นใย (fibre-based) รวมทั้งกระดาษบรรจุภัณฑ์ขั้นต้นและบรรจุภัณฑ์ขั้นปลายรวมประมาณ 6.0 ล้านตันต่อปี การเข้าซื้อกิจการช่วยเพิ่มกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและบรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างมีนัยสำคัญจากฐานที่ต่ำ
ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายช่วยสนับสนุนความต้องการซื้อ – ฟิทช์คาดว่า SCGP จะเพิ่มกำลังการผลิตและความหลากหลายของสินค้าในระยะปานกลาง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการซื้อของลูกค้า ประมาณร้อยละ 75 ของรายได้จากบรรจุภัณฑ์ของ SCGP มาจากกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการซื้อที่ค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดช่วงวัฏจักรเศรษฐกิจหรืออยู่ในช่วงเติบโตสูง นอกจากนี้ธุรกิจของ SCGP ยังได้รับการสนับสนุนจากการบูรณาการระหว่างผลิตภัณฑ์ขั้นต้นและขั้นปลาย ซึ่งช่วยป้องกันผลกระทบต่ออัตราส่วนกำไรจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

 

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

 

สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGP ใกล้เคียงกับอันดับเครดิตของบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘A(tha)’/ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) โดยอันดับเครดิตของบริษัททั้งสองได้รับการสนับสนุนจากสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจของตนเอง SCCC เป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่อันดับสองของประเทศไทย แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทมีความอ่อนไหวในช่วงเศรษฐกิจขาลงมากกว่า SCGP เนื่องจาก SCCC มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ SCGP มีการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์และกลุ่มธุรกิจของลูกค้าที่หลากหลายกว่า รวมถึงมีความต้องการซื้อจากลูกค้าที่มีความสม่ำเสมอมากกว่า ส่งผลให้ SCGP สามารถรองรับอัตราส่วนหนี้สินที่สูงกว่า SCCC ที่อันดับเครดิตเดียวกัน


SCGP มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘A-(tha)’/ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตฉนวนยางกันความร้อน/เย็น ที่ผลิตจากยางสังเคราะห์ประเภท EPDM, ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ในเชิงรายได้ และ EBITDA EPG มีธุรกิจปลายทางที่กระจายตัวมากกว่า แต่ถูกลดทอนโดยสถานะผู้นำตลาดในธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ SCGP SCGP มีอัตราส่วนหนี้สินที่สูงกว่า EPG อย่างมีนัยสำคัญ แต่ด้วยสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่า ทำให้ SCGP มีอันดับเครดิตที่สูงกว่า EPG อยู่หนึ่งอันดับ


สมมติฐานที่สำคัญ สมมติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ
• รายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4-5 ต่อปีในปี 2569-2571 จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและราคาขายเฉลี่ยที่ปรับดีขึ้นเล็กน้อย
• EBITDA Margin ปรับเพิ่มเป็นประมาณร้อยละ 12 ในปี 2569-2571 (ปี 2568: ร้อยละ 11.2) จากการฟื้นตัวของราคาขายและการดำเนินโครงการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง
• ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและการลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปีในปี 2569-2571
• อัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ (Dividend Payout) ที่ระดับประมาณร้อยละ 45-50
ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต
ปัจจัยลบ:
• การปรับลดสถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGP
• สถานะทางเครดิตรวมของ SCC อ่อนแอลง
• การประเมินข้อจำกัดในการเข้าถึงและควบคุมบริษัทลูกโดยบริษัทแม่ ทางด้านการบริหารและการเงิน (Access and Control) เป็นระดับต่ำ (Open)
ปัจจัยบวก:
• การปรับเพิ่มของสถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGP พร้อมกับการปรับเพิ่มของสถานะทางเครดิตรวมของ SCC
สำหรับสถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGP
ปัจจัยลบ:
• EBITDA net leverage ของ SCGP อยู่ในระดับสูงกว่า 3.5 เท่าเป็นระยะเวลานาน
ปัจจัยบวก:
• สถานะทางธุรกิจที่ดีขึ้น และขนาดของธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของ SCGP โดยสะท้อนผ่าน EBITDA ที่สูงขึ้น รวมถึงการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์และประเภทสินค้าที่หลากหลายขึ้น

สภาพคล่อง


SCGP มีหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2569 จำนวน 3.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งรวมถึงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่มีลักษณะเป็นวงเงินหมุนเวียนจากธนาคารประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งฟิทช์คาดว่า SCGP จะสามารถเบิกเงินกู้ใหม่หมุนเวียนทดแทนเงินกู้เดิมได้ในการดำเนินธุรกิจตามปกติ เงินกู้ยืมระยะยาวส่วนที่เหลือซึ่งจะครบกำหนดชำระประมาณ 1 พันล้านบาท คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากเงินสดในมือประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 นอกจากนี้ สภาพคล่องของ SCGP ยังได้รับการสนับสนุนจากความสามารถในการรีไฟแนนซ์ที่แข็งแกร่ง ผ่านตลาดตราสารหนี้ในประเทศและเงินทุนจากสถาบันการเงิน


เกี่ยวกับบริษัท
SCGP เป็นบริษัทย่อยหลักของ SCC ในการดำเนินธุรกิจแพคเกจจิ้ง ซึ่ง SCC เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย SCGP เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
อันดับเครดิตที่เกี่ยวโยงกับอันดับเครดิตอื่น
อันดับเครดิตของ SCGP เกี่ยวโยงกับการประเมินสถานะทางเครดิตของ SCC โดยฟิทช์

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

ฝ่า1,600จุด By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง มองหุ้นไทย คงใช้หุ้นใหญ่ ไม่กี่ตัว ตีฝ่า วงล้อม ให้ ฝ่าดัชนีตลาดไปที่ 1,600 จุด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้