Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

26

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow

นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อหุ้นภูมิภาคแรงสุดนับตั้งแต่ปี 2000
สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียมีความผันผวน โดยกระแสเงินต่างชาติพลิกกลับมาไหลเข้าด้วยแรงซื้อรายสัปดาห์ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2000 ด้วยยอดซื้อสุทธิ 9,398 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่สัปดาห์ก่อนหน้ากระแสเงินต่างชาติไหลออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2000 โดยมียอดขายสุทธิรวมกว่า 10,521 ล้านดอลลาร์
แรงซื้อส่วนใหญ่ คิดเป็นปริมาณกว่า 90% กระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ นำโดยไต้หวัน (6,467 ล้านดอลลาร์) และเกาหลีใต้ (2,221 ล้านดอลลาร์) นอกจากนั้นตลาดหุ้นกลุ่ม TIP ก็มีแรงซื้อเข้ามาโดดเด่นเช่นกัน หนุนจากแรงซื้อในตลาดหุ้นไทย ที่ต่างชาติซื้อที่ระดับ 1,013 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นแรงซื้อรายสัปดาห์ที่สูงสุดเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2000 ส่วนฟิลิปปินส์มีแรงซื้อ 23 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินโดนีเซียยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 อีก 326 ล้านดอลลาร์


ภาพรวมรายกลุ่มอุตสาหกรรมและมุมมองการลงทุน
จากการวิเคราะห์การซื้อขายด้วยดัชนี Volume Index รายอุตสาหกรรมในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบสัญญาณแรงซื้อที่น่าสนใจใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มพลังงาน (ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์), กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (ไทย เกาหลีใต้และไต้หวัน), กลุ่มขนส่ง (ไทย เกาหลีใต้และไต้หวัน) และกลุ่มธนาคาร (ไทย เกาหลีใต้และไต้หวัน)
ในภาพรวมระดับภูมิภาค พฤติกรรมการไหลเข้า-ออกของเงินทุนที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในเวลาเพียงสองสัปดาห์ สะท้อนลักษณะของภาวะ capitulation (การยอมจำนน) ที่ตามมาด้วยการกลับทิศของกระแสเงินทุนอย่างรวดเร็ว จากการปรับ positioning ระยะสั้นของนักลงทุน ซึ่งมักเป็นแรงขับเคลื่อนที่ขาดความยั่งยืน และพร้อมจะพลิกกลับได้ง่ายหากมีปัจจัยอื่นๆ มากระทบ

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย
เมื่อพิจารณาตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ปรับตัวขึ้น 8.8% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากผลการเลือกตั้งหนุนบรรยากาศเชิงบวกต่อการลงทุน ส่งผลให้ดัชนี Composite Short-term ปรับตัวขึ้นแรง หนุนจากทั้งดัชนี Short-term Bull-to-Bear และดัชนี Short-term Momentum ที่ปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ระดับของ Composite Short-term ที่ปรับขึ้นจนเข้าสู่โซนตึงตัวเริ่มสะท้อนความเสี่ยงของแรงขายทำกำไรที่อาจเกิดขึ้นในระยะถัดไป
ด้วยเหตุนี้ ตลาดหุ้นไทยจึงมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนมากขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ ข้างหน้า โดยกรอบการเคลื่อนไหวมีแนวโน้มจำกัดอัพไซด์ไว้บริเวณ 1,460 จุด ขณะที่ดาวน์ไซด์อยู่ที่ระดับประมาณ 1,390 จุดในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนสภาวะตลาดที่เริ่มเข้าสู่ช่วงพักฐานหลังการปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้านี้

 


สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทย ไม่หวั่น Overhang แม้จะมีข่าวลบการเมืองบ้าง แต่เห็นการไล่ซื้อกลับหุ้นใหญ่ต่อ (Momentum ดีกว่าที่เราเคยคิดว่าจะถูกล็อคกำไร) โดยอิเล็กทรอนิกส์ และธนาคาร เล่นได้ดีกว่าที่คาดมาก รองลงมา โรงพยาบาล และการเงิน (KTC) บวกมาดี หลังเห็นสัญญาณ GDP ฟื้นแรง สำหรับ 4Q25


แนวโน้มตลาดวันนี้ ช่วงเก้าอี้ดนตรี
ตลาด Momentum ดีกว่าที่คิด และยังไม่สร้างฐานใหม่ ตรงข้ามม้วนกลับบริเวณใกล้ๆ 1440 หรือเทียบเป็นระดับ PER 16 เท่า (ต่ำกว่า PER เฉลี่ย SET อยู่ -0.25SD) ซึ่งเป็นการ Re-rate ขึ้นมามากกว่า 1SD แล้ว และเห็นหุ้นกลุ่มนำมาอย่างธนาคาร ไอซีที เริ่มมี Upside จำกัด การไล่ซื้อต่อจะมีแรงน้อยลง ขณะเดียวกันก็อาจจะเห็นการทยอยล็อคกำไรออกไปหุ้นกลุ่มอื่นๆ ทำให้เรายังแนะเลี่ยงหุ้นกลุ่มนี้ต่อ (ถ้าขึ้นได้ Alpha ไม่มาก แต่ถ้าลงจะมีแรงขายตามเยอะ)


นอกจากนี้ หุ้นเก็งกระแสการเมืองขึ้นมา เช่น STECON STPI FORTH FSMART PTG DOD ATLAS แม้ยังไม่ค่อยมีแรงขาย แต่ก็ไม่ได้น่าไล่ราคาให้ต่อในระยะสั้น เพราะประเด็นบวกทางการเมือง เฉลยมาแล้วพอสมควร (เหลือ รอฟอร์ม ครม. จบ) ขณะที่ประเด็นลบอย่างคดีบัตรเลือกตั้ง และการต่อรองทางการเมือง ยังอยู่ในโซนไม่แน่นอน
ในส่วนหุ้นใหญ่กลุ่มหุ้นบูลชิพใหญ่ที่รายได้ อิงปัจจัยต่างประเทศ เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ โรงไฟฟ้าต่างประเทศ เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก คาดรักษาฐานได้ หากลงมาเป็นโอกาสในการช้อนซื้อ EGCO TOP PTTEP ฯลฯ ส่วนหุ้นขนาดกลางๆ เช่น WHA CRC SCGP IVL และหุ้นแถวสอง แถวสาม อาจกลายเป็นตัวเสริมใหม่ช่วงปรับฐาน


นอกจากนี้ วานนี้เราได้มีรายงาน Alpha Pulse ออกมา โดยชี้ให้เห็นว่ามี Valuation Gap ระหว่างหุ้น Value vs. Growth ในระดับโลก PER ถูกเกินไป (ต่ำกว่าหุ้นเติบโต 43% เทียบค่าเฉลี่ยระยะยาวราว 31%) และหุ้นไทย PER ต่ำกว่าหุ้นโลก (MSCI All-Country World) ถึง 33% และต่ำสุดในรอบ 16 ปี ซึ่งทำให้มีโอกาสที่ Fund flow จะยังมองหาหุ้น Value เพื่อปิด Valuation Gap ที่ห่างมากเกินไปนี้ โดยเรามองไปอีก Step ได้แนะหุ้นกลางเล็ก ชุดนี้ ไว้ให้สะสมเป็นแถวสอง ได้แก่ PR9, PLANB, BBIK, SYNEX, HMPRO, BDMS, CPALL, CRC, BGRIM, GPSC

ส่วนหุ้นใหญ่ ในลำดับถัดไป เราคาดว่าจะเห็นธีมการ Re-rate valuation ของหุ้นหลายกลุ่ม โดยคาดจะเริ่มจากกลุ่มที่แนวโน้มกำไรมีเสถียรภาพ แต่ Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และถูกกว่าเกณฑ์มาตรฐานเกินไป เช่น วันนี้ มีรายงาน BEM

สำหรับประเด็นคำร้องศาลฯ รธน.และปกครองฯ เรื่อง บาร์โค้ดและ QR Code ที่ตลาดยังไม่ได้ให้น้ำหนักเมื่อวานนี้ เรายังแนะให้ตามข่าวต่อ โดยมองเป็น หากมีเหตุเกิด มองการปรับฐานจะไม่เกินระยะ 2 สัปดาห์นี้ เพราะหากอิงผลเลือกตั้งปี 2549 และ 57 คำตัดสินโมฆะนั้นใช้เวลาบวกลบ ประมาณ 1 เดือนนับจากวันเลือกตั้ง (20 วันทำการนับจากจุดนี้) โอกาสเป็น 2 กรณี 1) เป็นโมฆะ เลือกตั้งใหม่ กระทบความเชื่อมั่นต่องบประมาณดีเลย์ แต่จะย่อแล้วจบ จากนั้นก็เล่นหุ้นไทยกันใหม่ รับเลือกตั้งใหม่ ส่วน 2) ถ้าผลวินิจฉัยออกมาเร็วกว่า 1 เดือน และ/หรือ อธิบายประเด็นคำร้องได้ชัด หนุนหุ้นไทยบวกแรงทันทีหลังจากคำตัดสินที่เป็นบวก...


กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค
มุมมอง SET Index ผ่าน "3 มิติ" ได้แก่ แนวโน้ม (Trend), แรงส่ง (Momentum) และแนวรับ-แนวต้าน (Support & Resistance) ในภาวะ “Bullish Bias” ปัจจุบันดัชนีแสดงอาการ "Higher High, Higher Low" อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณของ Bullish Trend ที่แข็งแกร่ง สังเกตการเรียงตัวของเส้น EMA 10, 25, และ 200 วัน หากเส้นสั้นอยู่เหนือเส้นยาวและมีความชันเป็นบวก แสดงว่าโมเมนตัมขาขึ้นยังทำงานอยู่ ขณะที่แนวรับสำคัญ (Support) 1,400 จุด ในเชิงจิตวิทยา จุดที่ SET มักจะไม่หลุดคือแนวที่เคยเป็น "แนวต้านเดิม" (Resistance turned Support) หาก RSI > 70 แต่ยังไม่เกิด Divergence ขาลง แสดงว่าการพักตัวที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการ "คลายความร้อนแรง" เพื่อไปต่อ
แนวโน้มตลาด: พักสั้นๆ ขาขึ้นยังไม่จบง่ายๆ ลุ้น SET ทะลุ high 1,450 เพื่อขึ้นสู่เป้าหมายที่ 1,500 จุด
Note: “Bullish Bias” หมายถึง...ในสภาวะแม้มีข่าวร้าย หุ้นย่อตัวลงบ้าง แต่สุดท้าย "แรงซื้อ" ก็จะชนะ และดันราคากลับขึ้นไปได้เสมอ




What to watch
GDP 4Q25 ของไทย ที่ +2.5% YoY (+1.9% QoQ) อิงจากเลขที่มีการปรับฐานค่าสถิติย้อนหลัง ตั้งแต่ 2020 เป็นต้นมา ใกล้เคียงกับทิศทางที่เรามอง (คิดบนฐานที่ปรับเลขใหม่ ซึ่งทำให้ปี 2024 โต 2.9% จากเดิม 2.5%) โดยตัวผลักดันหลักใน 4Q25 มาจาก
1) การลงทุนภาคเอกชน +6.5%,
2) การลงทุนภาครัฐ +13.3% (เร่งเบิกงบ)
3) การส่งออก +5.6% (คิดบน FX เป็นบาทแล้ว) ส่วนปี 2026 คาดโต 1.8% หนุนโดย FDI และภาคการท่องเที่ยว ส่วน Upside อื่นๆ ติดตามการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
การเมืองในประเทศ: การจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลคู่ขนานไปกับการรอ กกต.รับรองผลเลือกตั้ง สส. ส่วนเรื่องคดีร้องเรียนเลือกตั้งปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการซึ่งอาจรบกวนตลาดในระยะสั้นๆ
ตัวเลขเศรษฐกิจสัปดาห์นี้: GDP 4Q ไทย, ญี่ปุ่น, สหรัฐฯ มีแนวโน้มโตต่ำกว่าศักยภาพ แต่ ดัชนีฯภาคการผลิตเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวดีในปีนี้ เช่น EU PMI คาดเกิน 52.1 เป็นต้น
Geopolitic: สหรัฐฯยังคงเดินหน้าเตรียมความพร้อมทางทหาร กับอิหร่าน
UBS ประเมินว่า ภายในสิ้นปีนี้ อาจเกิดการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นรวม 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์-1.2 แสนล้านดอลลาร์ในตลาดสินเชื่อที่ปล่อยให้กับบริษัทที่มีหนี้สูงหรือมีความเสี่ยงด้านเครดิตมากกว่าปกติ (leveraged loans) และสินเชื่อเอกชน (private credit) ซึ่งเป็นการปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจแบบนอกระบบธนาคาร


หุ้นแนะนำวันนี้ BEM Idea Call พื้นฐานวันนี้ มองโอกาสการกลับมา Re-rate valuation จากแนวโน้มกำไรที่ทำสถิติใหม่ได้ แต่ราคาหุ้นยัง Underperform และยังมีโอกาสเห็น Catalysts ใหม่จากทั้ง Organic (นักท่องเที่ยวเพิ่ม) และ Inorganic (จากนโยบายรัฐ)
แนวรับ 5.5 ต้าน 6 Stop loss 5.2

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

Quantitative Strategy

สัญญาณชี้ว่า SET มีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้น
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 8.8% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากผลการเลือกตั้งหนุนบรรยากาศเชิงบวกต่อการลงทุน อย่างไรก็ตามสำหรับแนวโน้มข้างหน้า เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะผันผวนมากขึ้น ทั้งนี้ดัชนี Composite Short-term ปรับตัวขึ้นแรงในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หนุนจากทั้งดัชนี Short-term Bull-to-Bear และดัชนี Short-term Momentum ที่ปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตามดัชนี Composite Short-term ดังกล่าวได้แตะระดับกรอบบนแล้ว เราจึงคาดว่าจะเห็นแรงขายทำกำไร ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนมากขึ้น และจากการที่ดัชนี Composite Short-Term ปรับดีขึ้น ส่งผลให้ดัชนี Composite Medium-Term ดีขึ้นเมื่อเทียบกับสองสัปดาห์ก่อนหน้า อย่างไรก็ตามเราคาดว่าอัพไซด์ในระยะสั้นจะยังคงมีจำกัด เนื่องจากภาวะ Mean-reversion ของดัชนี Medium-term Bull-to-Bear จากโซนตึงตัว จะถูกหักล้างโดยดัชนี Momentum Strength และ Volume Flow ที่แข็งแกร่งขึ้น เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งตัวในช่วง 1390-1460 จุด ในช่วง 17 ก.พ.-2 มี.ค.

Econ

GDP ไทยไตรมาส 4 ปี 2025 ขยายตัวได้ +2.5% YoY (+1.9% QoQ)
GDP ไทย 4Q25 ขยายตัวได้ +2.5% YoY (+1.9% QoQ) ชะลอตัวลงจาก +2.9% YoY ในปี 2024 โดยสภาพัฒน์ฯ มีการปรับค่าสถิติรายปีย้อนหลังตั้งแต่ปี 2020 ทำให้ GDP ปี 2020-2024 ถูกปรับขึ้น โดย GDP ปี 2024 ถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% จาก 2.5% YoY แต่ภาพรวมนับว่าดีขึ้น QoQ

GDP ใน 4Q25 มีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากภาคการลงทุนรวมที่ขยายตัวเร่งขึ้นไปอยู่ที่ +8.1% YoY โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวเร่งขึ้นได้ +6.5% (เพิ่มจาก +4.5% ไตรมาสก่อนหน้า) หนุนจากการนำเข้าสินค้าทุนอย่างเครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึงภาคการก่อสร้างในส่วนของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม สอดคล้องกับยอดการขอรับการส่งเสริมจาก BOI และการขออนุญาตก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนการลงทุนภาครัฐก็ขยายตัวได้ +13.3% YoY (จากที่หดตัว 5.3%) หนุนจากการเร่งรัดในการเบิกจ่ายงบลงทุน ส่งผลให้ภาคการก่อสร้างโดยรวม +11.2% YoY (จากที่หดตัว -4.5% YoY ในไตรมาสก่อนหน้า)

การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวได้ +5.6% YoY (THB term) โดยสินค้าขยายตัวได้ +8.7% YoY (ชะลอลงจาก +10.7% YoY ไตรมาสก่อน) ส่วนภาคบริการยังคงหดตัว ขณะที่การนำเข้ายังคงเร่งตัวสูงขึ้นที่ +9.1% YoY (จาก +5.9%) มาจากการนำเข้าสินค้าทุน
การผลิตเพื่อการส่งออกแม้จะยังขยายตัวไม่มาก (ทั้งปีขยายตัวเล็กน้อยเพียง 0.4% YoY) แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกราว 30%-60% ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น การผลิตยานยนต์ อาหารสัตว์ แบตเตอรี่และหม้อสะสมไฟฟ้า ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 60% ยังคงหดตัวต่อเนื่อง เช่น กลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น

การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้นที่ +3.3% YoY หนุนโดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทน (อาทิ รถยนต์) ที่เร่งขึ้น +2.2% YoY จากการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงปลายปีก่อนมาตรการสนับสนุน EV3.0 จะสิ้นสุดลง ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทนก็เร่งขึ้นเช่นกัน เช่น กลุ่มเสื้อผ้า รองเท้า เป็นต้น ส่วนการบริโภครัฐบาลขยายตัวได้ +1.3% YoY จากมาตรการของภาครัฐ

สำหรับ GDP ไทยปี 2026 ภายใต้การปรับฐาน GDP ใหม่ เรายังคงมุมมองว่า ภาพรวมจะโตชะลอลงมาอยู่ที่ 1.8% YoY โดยมี Key drivers ที่สำคัญคือ การลงทุนภาคเอกชนจากแรงหนุนของ FDI ภาคการท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการส่งออกอาจจะขยายตัวดีขึ้นกว่าที่ประมาณการไว้ก่อนหน้า จากแรงพยุงของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ

 


Thailand’s AI Supercycle
EP.1: ทิศทางโครงสร้างพื้นฐานของ AI ในปี 2026-32
AI Supercycle กำลังกลายเป็นการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างใหม่ของกลุ่มโรงไฟฟ้า จากการเร่งลงทุน data center ของ hyperscaler ซึ่งจะยกระดับความต้องการไฟฟ้า โครงข่ายสายส่ง และโรงไฟฟ้าแบบ IPP อย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2026–2032 โดยคำขอ BOI ปี 2025 สูงถึง 1.36 ล้านล้านบาท และกว่า 6.2 แสนล้านบาทอยู่ในกลุ่มดิจิทัล/ดาต้าเซ็นเตอร์ สะท้อน demand ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานจะเร่งตัวต่อเนื่องในช่วงปี 2026–2032 ดังนั้น คาดว่า IT load ของ data center ไทยจะเพิ่มเป็นราว 2.4GW ในปี 2028 ต้องใช้ไฟฟ้ารวมประมาณ 3.3GW และทำให้ peak demand ประเทศเพิ่มจาก 34.6GW ในปี 2025 สู่ราว 46GW ในปี 2032 (+33%)
ระยะสั้นกำลังผลิตไฟฟ้ายังเพียงพอ แต่ข้อจำกัดหลักอยู่ที่ระบบสายส่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่เป็นศูนย์กลาง data center ทำให้การลงทุน grid และ private PPA กลายเป็นตัวแปรสำคัญของการเติบโต ขณะที่หลังปี 2029 ความเสี่ยงไฟฟ้าตึงตัวจะเพิ่มขึ้น หากแผน PDP และโครงการ IPP ใหม่ออกช้า
ในกลุ่มนิคม เราพบความเสี่ยงบางอย่างจากรายงานตัวเลขของ BOI ว่าไตรมาสล่าสุด (4Q25) data center ใหม่จำนวนมากอยู่นอกพื้นที่นิคม อาจจะเป็นตัวจำกัด Upside ของกลุ่มฯ

Fundamental view: เรามีมุมมองบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า (Overweight) จากโอกาสเติบโตระยะยาวของไฟฟ้าและโครงข่าย โดยชอบ GULF มากสุด จากความได้เปรียบในการทำ IPP ใหม่ รองลงมา WHAUP และ BGRIM ได้อานิสงส์จากดีมานด์ data center และ PPA hyperscaler, ส่วน GUNKUL ได้ประโยชน์จากงาน EPC และระบบสายส่ง ส่วนนิคมอุตสาหกรรม ในเชิงพื้นฐานยังแนะนำเลี่ยง หรือหาจังหวะ Sell-into-Strength ช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา

 

 

Commodities Tracker
ค่าการกลั่นเด่นสุด
ภาพรวม: สัปดาห์ที่ผ่านมา GRM ปรับขึ้นแรงสุด รองลงมาคือราคาน้ำมันดิบ ขณะที่ chemical spreads และ container freight rates อ่อนตัวมากสุด โดย sentiment ยังผูกกับความเสี่ยง geopolitical โดยเฉพาะ สหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งอาจกระทบ demand โภคภัณฑ์หากยืดเยื้อ
น้ำมันดิบ: Dubai crude +US$1.38 WoW อยู่ที่ US$67.79/bbl จากความกังวล supply ตะวันออกกลาง
ค่าการกลั่น (GRM): Singapore GRM +US$0.41 WoW สู่ US$5.74/bbl หนุนจาก gasoline และ fuel oil spreads ที่ดีขึ้น (ดีมานด์อินเดีย, shutdown โรงกลั่นญี่ปุ่น, export จีนลด) แต่ jet fuel และ diesel spreads อ่อนตัวจาก demand ชะลอและ inventory ยุโรปสูง
Petrochemical: spreads ส่วนใหญ่ลดลง แม้ราคาสินค้าปรับขึ้น แต่ต้นทุน naphtha ขึ้นเร็วกว่า (Ethylene −US$17, Propylene −US$12, PP −US$7) มีเพียง HDPE +US$3 WoW
ถ่านหิน: อิง Newcastle +US$0.68 WoW สู่ US$115.92/t จากดีมานด์ภูมิภาคฟื้น
ค่าระวางเรือ: BDI −1% WoW จาก Capesize อ่อน ขณะที่ Panamax +2% และ Supramax +5% ส่วน container −1% WoW จากกิจกรรมชะลอช่วงตรุษจีน
Fundamental view: คงชอบ โรงกลั่น (SPRC, TOP) จาก GRM ยังอยู่ระดับดี และ ปิโตรเคมี (IVL, PTTGC) จากโอกาส spread ฟื้น 2Q26
ขณะที่ shipping ระยะสั้นอ่อนตามฤดูกาล แต่มี โอกาสกลับมาเก็งกำไร หลังดีมานด์ฟื้นหลังตรุษจีน โดยต้องติดตาม geopolitical risk ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทาง commodity demand ในระยะถัดไป

 

 

BEM Idea
ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ
กำไรที่แกร่งสม่ำเสมอ หนุนการ Re-rate valuation กลับ
เราออก Idea Call เพื่อ “ซื้อ” หุ้น BEM วันนี้ (ราคาเป้าหมาย 7.30 บาท) มองประเด็นบวก ดังนี้
#1 มีแนวโน้มทำกำไรทำสถิติใหม่ต่อเนื่องถึงปี 2026: จากทั้ง traffic ทางด่วนและ MRT ที่กลับมาโต แม้เศรษฐกิจชะลอในปีที่ผ่านมา แต่การควบคุมต้นทุนช่วยหนุนกำไรปี 2025 ทำ new high ที่ราว 3.8 พันล้านบาท และคาดปี 2026 ทำสถิติใหม่อีกครั้งที่ 4.2 พันล้านบาท (CAGR 2022–26 ราว 15%)
#2 โครงข่ายขยายการรองรับมากขึ้น: โดยปี 2026 คาด traffic ทางด่วนโต ~1.8% YoY จากนักท่องเที่ยวเพิ่มและงานก่อสร้างรอบทางขึ้น-ลงทยอยเสร็จ ขณะที่ MRT โต ~5% YoY จาก demand เดิม และโครงการเชิงพาณิชย์ใหม่ใกล้สถานี โดยข้อมูลในอดีตชี้ว่าทางด่วนและ MRT มีความสัมพันธ์กับ GDP ไทยค่อนข้างสูง (57% และ 43% ตามลำดับ)
#3 นักท่องเที่ยวฟื้น: ทำให้ Downside จำกัด เพราะ traffic และ ridership มี correlation สูงกับนักท่องเที่ยว (87–88%)
#4 มี upside จากนโยบายรัฐ: นโยบายรัฐ เช่น ค่าโดยสารสูงสุด 40 บาท/วัน อาจเป็น catalyst เพิ่มผู้โดยสาร โดยทุก 5% ของจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มจากสมมติฐาน (4.50 แสนคน-เที่ยว/วัน) จะเพิ่มกำไรปี 2026 ราว 5%
#5 โอกาสในการ Re-rate Valuation: ราคาหุ้นยังปรับตัวช้ากว่า SET ราว 7% เทียบ YTD และซื้อขายบน PER ที่ 20.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีที่ 30.8 เท่า ขณะที่กำไรแนวโน้มดีและมีเสถียรภาพ ทำให้อย่างน้อยๆ ควร Re-rate valuation ไปสู่ PER 22.5 เท่า หรือเทียบเป็นราคา 6.20 บาท ในช่วงต่อจากนี้

 

 

สรุปประเด็นจาก Quick take

DELTA
เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
1Q26 การเติบโตของรายได้ QoQ น่าจะชะลอตัวลงจาก 2 ไตรมาสก่อนหน้าเหลือ HIgh single digit จากปัญหาวัตถุกิบบางตัวที่ตึงตัว และ Supply chain บางสินค้าในจีน ซึ่งได้รับผลกระทบจากประเด็น Nexperia
View from fundamental: ภาพรวมมุมมองจากที่ประชุมไม่ได้แตกต่างจากเรามองก่อนหน้า ยังประเมินกำไร 1Q26 ทรงตัว QoQ แต่โตได้ YoY และน่าจะเริ่มทำ New high ได้ใน 2Q26 ยังแนะนำ wait-and-see

 

KTB
ธนาคารกรุงไทย
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
KTB ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้เติบโต 0-2% YoY และตั้งเป้า credit cost ในกรอบ 0.75-1.15% (เราคาดที่ 1.05%) โดยหากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ทำให้สินเชื่อไม่เติบโตในปีนี้ ธนาคารจะสามารถลดการตั้งสำรองหนี้ได้ ทำให้ credit cost จะลดลงมาในกรอบล่างของเป้าหมาย
View from fundamental: ภาพรวมเป้าหมายทางการเงินของ KTB ค่อนข้างสอดคล้องกับประมาณการของเรา โดยเราประเมินว่าธนาคารมีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี ทำให้สามารถบริหาร credit cost เพื่อลดผลกระทบของ NIM ที่จะอ่อนตัวลงได้ แนะนำซื้อ

 


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ฝ่า1,600จุด By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง มองหุ้นไทย คงใช้หุ้นใหญ่ ไม่กี่ตัว ตีฝ่า วงล้อม ให้ ฝ่าดัชนีตลาดไปที่ 1,600 จุด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้