แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตแนวโน้มตลาดหุ้นโลกและทองคำ
ภาพรวมการลงทุนโลกยังเผชิญความผันผวน แม้จะมีแรงซื้อเข้ามาในช่วงต้นสัปดาห์ แต่กลับถูกกดดันด้วยแรงเทขายในช่วงท้าย ส่งผลให้ดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI) ปิดค่อนข้างทรงตัว โดยตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) ปรับตัวลดลง 0.4% สวนทางกับตลาดเกิดใหม่ (EM) ที่ขยายตัวโดดเด่นถึง 3.2%
สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET) ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการพุ่งขึ้นถึง 5.6% โดยมีแรงหนุนหลักจากกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ที่ทะยานขึ้น 21.4% ตามด้วยกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (+12.2%) กลุ่มการเงิน (+8.2%) กลุ่มพลังงาน (+8.1%) และกลุ่มสื่อสาร (+7.1%) ขณะที่สินทรัพย์อื่นอย่างทองคำปรับตัวขึ้น 1.6% และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 7–10 ปี ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 1.2%
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
กระแสการค้าระหว่างประเทศกำลังเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างเห็นได้ชัด หลังการกลับมาของนโยบาย America First ในรัฐบาลสมัยที่สองของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเริ่มสะท้อนผลกระทบผ่านข้อมูลการส่งออกทางเรือของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) ในขณะที่การส่งออกไปจีนหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ตามรายงานของ Nikkei Asia ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Kpler ผู้ให้บริการข้อมูลการค้าโลก
ข้อมูลชี้ว่าปริมาณการส่งออกทางเรือของสหรัฐฯ ไปยัง 20 ประเทศตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) เพิ่มขึ้น 17% ในปี 2025 โดยขยายจาก 190 ล้านตันในปี 2024 เป็น 223 ล้านตัน สินค้าหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตคือสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวสาลี รวมถึงน้ำมันดิบ ซึ่งการเพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนภาพของการ re-routing ห่วงโซ่อุปทาน
แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดภาพดังกล่าวคือการที่สหรัฐฯ ใช้ข้อตกลงการค้าเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้ประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นชัดคือเวียดนามที่เพิ่มการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ อย่างก้าวกระโดด หลังการตกลงซื้อสินค้าเกษตรมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ แลกกับการลดภาษีนำเข้า ปากีสถานและบังกลาเทศก็มีพฤติกรรมคล้ายกัน โดยเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับเงื่อนไขทางการค้าที่เอื้อต่อภาคสิ่งทอของตนเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือ การขยายตัวของการส่งออกสหรัฐฯ เกิดขึ้นแม้ราคาสินค้าบางรายการจะสูงกว่าคู่แข่ง เช่น ถั่วเหลืองสหรัฐฯ ที่มีราคาสูงกว่าบราซิล แต่ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงเลือกซื้อ สะท้อนว่าเงื่อนไขทางการเมืองเริ่มมีน้ำหนักเหนือกลไกราคาในการกำหนดทิศทางการค้าโลก
ในด้านพลังงาน ภาพเดียวกันกำลังเกิดขึ้นกับน้ำมันดิบ โดยอินเดียเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ลดการพึ่งพารัสเซียลง ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่าการค้าโลกกำลังถูกกำหนดด้วย geopolitical alignment มากขึ้น ไม่ใช่เพียงต้นทุนหรือประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของการส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่ยังไม่สามารถชดเชยการหายไปของจีนได้ทั้งหมด โดยการส่งออกสหรัฐฯ ไปจีนลดลงถึง 65% ในปีเดียว โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่เคยเป็นสินค้าหลักที่แทบหยุดชะงักหลังกลางปี 2025 สะท้อนการแยกตัวของ supply chain ระหว่างสองมหาอำนาจที่เริ่มฝังรากลึกมากขึ้น
ภาพรวมข้างต้นจึงสะท้อนว่า การค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบการค้าแบบ globalization ที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพต้นทุน ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยพันธมิตรทางการเมืองมากขึ้น โดยประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะเอเชีย (ยกเว้นจีน) กำลังเลือกใช้กลยุทธ์เชิงสมดุล รักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ผ่านการเพิ่มการนำเข้า แม้บางครั้งจะต้องยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม
แนวโน้มราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในสัปดาห์นี้
สัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังจากดัชนี S&P 500 เคลื่อนไหวในรูปแบบ Rectangle Pattern และกำลังปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญทางจิตวิทยา ทั้งแนวรับย่อย (Minor Support) ที่ระดับ 6,780 จุด และแนวรับหลัก (Major Support) ที่ 6,720 จุด
ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ หากดัชนีหลุดแนวรับดังกล่าว อาจไปกระตุ้นแรงขายจากกลุ่ม CTAs (Commodity Trading Advisors) หรือกองทุนที่ใช้ระบบ Systematic Trading ซึ่งตัดสินใจตามสัญญาณราคาและแนวโน้มเป็นหลัก (Trend Following) โดยหากราคาหลุดระดับสำคัญ กลุ่ม CTAs มักจะเร่งขายอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันให้ตลาดเข้าสู่วงจรการปรับฐานได้ง่ายขึ้น
ไม่เพียงแต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ BLS Wealth คาดว่าตลาดหุ้นโลกและตลาดเกิดใหม่ (EM) มีโอกาสเผชิญแรงเทขายตามมาในช่วงสัปดาห์หน้าต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมีนาคม โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ดังนี้:
-หลังฤดูกาลประกาศงบ: เมื่อการรายงานกำไรสิ้นสุดลง ตลาดจะขาดปัจจัยหนุนใหม่ๆ และเริ่มอ่อนไหวต่อปัจจัยลบมากขึ้น
-ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ตึงเครียดขึ้น อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรยากาศการค้าโลก
-ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield): หาก Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น จะกดดันมูลค่าหุ้นผ่านการปรับลด Multiples ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสปรับฐานลง
สัญญาณทางเทคนิค: โมเมนตัมเริ่มอ่อนแรง
โดยดัชนี MSCI ACWI และ MSCI EM เริ่มส่งสัญญาณ Bearish Divergence เมื่อเทียบกับเครื่องมือ RSI สะท้อนให้เห็นว่าแรงส่งในระยะสั้นเริ่มหมดกำลังลง
ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเข้าสะสมหุ้นในช่วงนี้ และเตรียมแผนรับมือกับการที่ตลาดอาจเข้าสู่รอบการปรับฐานอย่างเต็มตัวในระยะอันใกล้
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบบริเวณ 4,900–5,110 ดอลลาร์ สะท้อนสภาวะตลาดที่ยังขาดทิศทางที่ชัดเจน แม้แรงซื้อยังคงปรากฏเป็นระยะ แต่การแกว่งตัวที่ผันผวนบ่งชี้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงปรับสมดุลหลังจากการปรับขึ้นในช่วงก่อนหน้า
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้ ภาพระยะสั้นอาจเห็นการฟื้นตัวได้ในช่วงต้นสัปดาห์จากแรงเก็งกำไรเชิงเทคนิค อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมของการปรับขึ้นยังมีแนวโน้มขาดความต่อเนื่อง และความผันผวนมีโอกาสอยู่ในระดับสูง เนื่องจากสัญญาณด้าน Sentiment เริ่มอ่อนแรงลง สะท้อนผ่านข้อมูล Net Long Position จาก CFTC ที่ลดลงเหลือ 93,038 สัญญา ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 119,962 สัญญา ซึ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มเทรดเดอร์กำลังทยอยลดน้ำหนักการถือครอง
นอกจากนี้ เครื่องมือ Momentum Tracker ยังคงส่งสัญญาณภาวะตึงตัวในระดับสูงมาก (Extremely Stretched) ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วมักเป็นช่วงที่ตลาดมีความเปราะบางต่อแรงเหวี่ยงในระยะสั้น เมื่อราคาปรับขึ้นมามากในช่วงก่อนหน้า การที่ Positioning เริ่มคลายตัวพร้อมกับโมเมนตัมที่เริ่มชะลอ จึงเพิ่มโอกาสที่ราคาจะเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวนสลับขึ้นลงมากกว่าการเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่ทันที
ภาพดังกล่าวจึงสะท้อนภาวะตลาดที่กำลังเข้าสู่ช่วงพักฐานเชิงจิตวิทยา มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม BLS Wealth ประเมินว่าแรงขายที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการเปลี่ยนมุมมองเชิงพื้นฐานต่อทองคำต่อภาพระยะกลาง แต่เป็นผลจากการปรับลดความเสี่ยงของผู้เล่นระยะสั้น หลังราคาปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงเล็กน้อยราว 1% อย่างไรก็ตาม โครงสร้างระยะสั้นยังคงมีแรงพยุงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งทำให้ war premium ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะมีสัญญาณเชิงบวกจากการนัดเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กรุงเจนีวาในสัปดาห์นี้ก็ตาม
ในภาพรวม ตลาดกำลังอยู่ในภาวะที่แรงหนุนและแรงกดดันถ่วงดุลกันอยู่ ด้านหนึ่ง ความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงยังทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่กล้าลดสถานะป้องกันความเสี่ยง ส่งผลให้ราคามีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ปัจจัยพื้นฐานเริ่มส่งสัญญาณว่าการปรับขึ้นอาจไม่สามารถยืนระยะได้ โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญมาจากฝั่งอุปทาน ซึ่งประเทศแกนหลักในกลุ่ม OPEC+ เริ่มส่งสัญญาณพร้อมกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตอีกครั้ง หลังจากตรึงโควตาไว้ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2026 โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียที่ต้องการทวงคืนส่วนแบ่งตลาดที่สูญเสียไปในช่วงก่อนหน้า ภาพดังกล่าวทำให้สมดุลภายในกลุ่มมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการผลิตตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป ซึ่งประเด็นนี้จะถูกหารืออีกครั้งในการประชุมรายเดือนวันที่ 1 มีนาคม
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากรายงานประจำเดือนล่าสุดของ OPEC ชี้ว่าอุปสงค์น้ำมันดิบในไตรมาส 2 มีแนวโน้มลดลงราว 400,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2026 ภาพดังกล่าวทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตในจังหวะที่อุปสงค์ชะลอตัว อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในระยะถัดไป
ด้วยเหตุนี้ ตลาดน้ำมันในช่วงสั้นจึงมีลักษณะซับซ้อนและอ่อนไหวต่อข่าวสารเป็นพิเศษ โดยทิศทางราคาจะขึ้นอยู่กับสองตัวแปรหลักที่เคลื่อนไหวสวนทางกัน ได้แก่ ระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งเป็นตัวกำหนด war premium และท่าทีของ OPEC+ ต่อการบริหารอุปทานในช่วงไตรมาส 2
ในเชิงพฤติกรรมของนักลงทุน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การ unwind position ในหุ้นกลุ่มพลังงานยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนสถาบันยังจำเป็นต้องคงสถานะบางส่วนไว้เพื่อ hedging tail risk จากความเป็นไปได้ของการปะทะระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จนกว่าจะมีความชัดเจนจากการเจรจาทางการทูต ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าราคาน้ำมันจะเคลื่อนจากโหมด risk premium ไปสู่โหมดที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทานอย่างแท้จริงอีกครั้ง
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเจาะลึกกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทย พร้อมรายชื่อหุ้นเด่นประจำสัปดาห์ สามารถติดตามรายละเอียดได้ในรายงานฉบับใหม่จาก BLS Wealth: Alpha Pulse | Weekly Strategy โดยคุณพิริยพล คงวาณิช
*พบกันเป็นประจำทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนตลาดเปิดครับ
สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยย่อลงก่อนหยุดสุดสัปดาห์ (แดงรับวาเลนไทน์) ซึ่งเข้าใจได้เพราะขึ้นมาหลายวัน เมื่อเจาะรายละเอียด เป็นแรงขายของ DELTA ไปเกิน 8 จาก 11 จุด ที่ติบลบ ที่เหลือเป็นกลุ่มธนาคาร ไอซีที ที่เราเคยเตือนว่าเป็นหุ้นระวังแรงขาย ขณะที่แรงซื้อที่ยังดีต่อเนื่องมีใน GULF AOT BDMS BGRIM GPSC และเห็นเข้าอย่างมีนัยฯ กลุ่ม BTS-VGI
แนวโน้มตลาดวันนี้ ได้เวลาพัก
หุ้นไทยที่ขึ้นมาร้อนแรงตั้งแต่ปลายปี...เราเห็นว่าได้เวลาพักออมแรง เพื่อรอจังหวะขึ้นต่อ แต่การพักฐานนั้น เราเชื่อว่ากินเวลาไม่นานและ หุ้นขนาดกลาง มีแนวโน้มขึ้นดีกว่าตลาด ส่วนหุ้นบูลชิพใหญ่ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก แนะถือต่อ ย่อมาซื้อเพิ่ม...
กรณีคำร้องศาลฯ รธน.และปกครองฯ เรื่อง บาร์โค้ดและ QR Code อาจทำให้การเลือกตั้ง 8 กพ.เป็นโมฆะ จะมีผลต่อ “หุ้นไทย” อย่างไร?
ข่าวนี้เข้ามาได้จังหวะที่ หุ้นไทย กำลังจะหาโอกาสพักพอดี ราคาหุ้นที่ขึ้นแรงรอบนี้ซึ่ง กลยุทธ์มองว่าน่าขายทำกำไร คือ 1) หุ้นกลุ่มธนาคาร และ สื่อสาร อิงตามมุมมองเดิมที่เราเคยแนะนำให้ขายไปก่อนหน้านี้ 2) หุ้นที่ นลท.เชื่อว่าเป็นหุ้นการเมืองได้อานิสงส์บวกจาก พรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้ง เช่น STECON STPI FORTH FSMART PTG DOD ATLAS 3) หุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลจัดตั้งได้เร็ว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ
กรณีที่หุ้น 3 กลุ่มนี้ปรับฐาน คาดว่ามีแรงกดดัน SET ได้ราว 3-4% (ยังไม่นับรวม DELTA ซึ่งอาจทำให้ดัชนีฯลงมาดูน่ากลัว แต่ไม่น่ากังวล) อาจเห็นดัชนีลงมาแถว 1399/1380 จุด
หุ้นบูลชิพใหญ่ที่รายได้ อิงปัจจัยต่างประเทศ เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ โรงไฟฟ้าต่างประเทศ เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก คาดลงไม่เยอะและการปรับฐานลงมาเป็นโอกาสในการช้อนซื้อ EGCO TOP PTTEP ฯลฯ
ส่วนหุ้นขนาดกลางๆ เช่น WHA CRC SCGP IVL และหุ้นแถวสองแถวสามอาจกลายเป็นตัวเสริมขึ้นมาเล่นสวนตลาดระหว่างรอการปรับฐานเสร็จสิ้น
คาดปรับฐาน ไม่เกิน 2 สัปดาห์...นานสุดไม่เกิน 20 วันทำการ
จากไทม์ไลน์เลือกตั้งคือ กกต.ต้องรับรองผลภายใน 60 วันภายใน 2 เมย. 69 แล้วรับรองผล สส. เดินหน้าเปิดสภาเลือก นายก ตั้ง ครม. แล้วเสร็จช่วง พค.-มิย.69
ความเสี่ยงคือ: หากอิงผลเลือกตั้งปี 2549 และ 57 คำตัดสินโมฆะนั้นใช้เวลาบวกลบ ประมาณ 1 เดือนนับจากวันเลือกตั้ง ซึ่งคราวนี้หากจะมีคำตัดสินเราเชื่อว่ากรอบเวลาน่าจะใกล้กัน และอย่างมากก็เลือกตั้งใหม่ ตั้ง รบ.ล่าช้ากระทบเศรษฐกิจบ้าง “ถ้าคำตัดสินถึงขั้นต้องเลือกตั้งใหม่เรามองว่าไม่น่ากังวลมากนัก การปรับฐานคาดจะกินเวลาไม่นานเกิน 1 เดือน (20 วันทำการนับจากจุดนี้) จากนั้นก็เล่นหุ้นไทยกันใหม่ รับเลือกตั้งใหม่”
แต่ถ้าผลวินิจฉัยออกมาเร็วกว่า 1 เดือน แล้วอธิบายประเด็นคำร้องได้ชัด จะกลายเป็นตัวรับรองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าสุจริตช่วยรับประกันอายุรัฐบาลที่ยาวนานขึ้นและมีเสถียรภาพ หนุนหุ้นไทยบวกแรงทันทีหลังจากคำตัดสินที่เป็นบวก...
กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการ เก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค
โครงสร้างราคา: SET Index (week) ทะลุ EMA 200 สำเร็จ! พร้อมวอลุ่มหนาแน่นสูงกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยสูงสุดของรอบนี้ ขณะที่เครื่องมือชี้วัด (Indicators) RSI > 70 บ่งบอกว่าตลาดอยู่ในภาวะความผันผวนสูง Overbought (อาจมีสลับพักตัวบ้างในระยะสั้น) ปัจจุบันดัชนีขึ้น test ตำแหน่ง Fibo 61.8% ที่ 1,450 จุด ถือเป็นแนวต้านสำคัญในภาพระยะกลาง โดยอยู่ในคลื่นขาขึ้น “Impulse wave 5” ขณะที่แนวรับสำคัญ (Support) จะอยู่บริเวณ 1,410 และ 1,400 จุด (ซึ่งเคยเป็นแนวต้านเดิม ปัจจุบันเปลี่ยนหน้าที่เป็นแนวรับแข็งแกร่ง)
แนวโน้มตลาด: หากดัชนีพักตัวลงมาทดสอบแนวรับ แต่!ไม่หลุดจะเป็นจังหวะ "Buy on Dip" ที่น่าสนใจครับ (อ่านต่อหน้า 14)
What to watch
การเมืองในประเทศ: การจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลคู่ขนานไปกับการรอ กกต.รับรองผลเลือกตั้ง สส. ส่วนเรื่องคดีร้องเรียนเลือกตั้งปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการซึ่งอาจรบกวนตลาดในระยะสั้นๆ
ตัวเลขเศรษฐกิจสัปดาห์นี้: GDP 4Q ไทย, ญี่ปุ่น, สหรัฐฯ มีแนวโน้มโตต่ำกว่าศักยภาพ แต่ ดัชนีฯภาคการผลิตเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวดีในปีนี้ เช่น EU PMI คาดเกิน 52.1 เป็นต้น
Geopolitic: สหรัฐฯยังคงเดินหน้าเตรียมความพร้อมทางทหาร กับอิหร่าน
UBS ประเมินว่า ภายในสิ้นปีนี้ อาจเกิดการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นรวม 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์-1.2 แสนล้านดอลลาร์ในตลาดสินเชื่อที่ปล่อยให้กับบริษัทที่มีหนี้สูงหรือมีความเสี่ยงด้านเครดิตมากกว่าปกติ (leveraged loans) และสินเชื่อเอกชน (private credit) ซึ่งเป็นการปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจแบบนอกระบบธนาคาร
หุ้นแนะนำวันนี้
EGCO พอร์ตโรงไฟฟ้าสหรัฐฯสูงกว่ากลุ่ม พร้อม COD โรงไฟฟ้าในสหรัฐปีนี้อีก 628mw หนุนกำไรโตก้าวกระโดด
แนวรับ 120 ต้าน 130 Stop loss 115
รายงานพื้นฐานวันนี้
Alpha Pulse
Post-Election Laggard Playlist | ลิสต์หุ้น Laggard ราคาต่ำมูลค่า-กำไรฟื้นหลังเลือกตั้ง
Global PULSE: ฟันด์โฟวล์ต่างชาติมีแนวโน้มออกจากหุ้น “เติบโต” ไหลเข้าหุ้น “คุณค่า” ต่อเนื่อง หลังจ้างงานสหรัฐฯ ดีกว่าคาด กังวลเฟดชะลอลดดอกเบี้ย-Valuations gap โดยผลตอบแทนหุ้นคุณค่าโลก (MSCI World Value Index) ให้ปรับตัวขึ้นกว่า 7% จากต้นปี สวนทางหุ้นกลุ่มเติบโตโลก (MSCI World Growth Index) ที่ติดลบกว่า 1% แต่ทิศทางมีแนวโน้มเข้าหุ้นคุณค่าต่อเนื่อง ดัชนี US Economic Surprise Index ทำจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน สร้างความกังวลเฟดชะลอลดดอกเบี้ย เข้าสู่ภาพ “good news is bad news” ขณะที่ Valuations หุ้นคุณค่าโลก ยังซื้อขาย PER ถูกเกินไป (ต่ำกว่าหุ้นเติบโต 43% เทียบค่าเฉลี่ยระยะยาวราว 31%) ทำให้ประเมินเม็ดเงินต่างชาติยังไหลเข้าหุ้นคุณค่าในตลาดเกิดใหม่ (emerging market) ต่อเนื่อง โดยเฉพาะไทย ที่ปัจจุบันยังซื้อขาย PER ต่ำกว่าหุ้นโลก (MSCI All-Country World) ถึง 33% และต่ำสุดในรอบ 16 ปี
ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังเร่งตัว หนุนราคาน้ำมันทรงตัวได้ แม้อุปสงค์อ่อนแอ กระตุ้นแรงซื้อกลุ่มพลังงาน-ป้องกันความเสี่ยง ดัชนี “Geopolitical Risk Index” เร่งตัวทำจุดสูงสุดในรอบ 7 เดือน หนุนราคาน้ำมัน Brent เพิ่มขึ้นกว่า 11% จากต้นปี
Domestic PULSE: หลังผลการเลือกตั้งชัดเจนขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้จำนวนสส. มากกว่าตลาดคาด และมีแนวโน้มจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ที่มีเสถียรภาพ เพิ่มโอกาสผลักดันนโยบายที่ราบรื่นขึ้น จะเป็น sentiment เชิงบวกต่อหุ้นบลูชิพ (Blue chip stock) นอกจากนี้ โมเมนตัมนักท่องเที่ยวจีนเร่งตัวขึ้น หนุนกลุ่มท่องเที่ยว +15% WoW ในช่วง 26 ม.ค.-1 ก.พ. และเร่งตัว +31% WoW แตะระดับ 1.5 แสนคนในช่วง 2-8 ก.พ. พร้อมจำนวนที่นั่งโดยสารสายการบิน (seat capacity) จากจีนที่เข้ามาในไทยเร่งตัวขึ้นจากระดับ 62% ของระดับก่อนโควิดปี 2019 ในช่วงต้นม.ค. ก่อนขึ้นแตะระดับ 75% ในต้นเดือน ก.พ 2026 และคาดเร่งตัวต่อเนื่องในช่วงตรุษจีนกลางก.พ. หนุนกลุ่มโรงแรม ด้านการบริโภคฟื้นบางกลุ่ม ของกิน-ของใช้จำเป็น-สินค้า IT ยังโต แม้โดยรวมยังอ่อนแอ
แรงหนุนดังกล่าวดันตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง และกระจายตัวมากขึ้น (broad-based) ด้วยโครงสร้างตลาด (market breadth) แข็งแกร่งขึ้น สัดส่วนจำนวนหุ้นที่ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน แต่ระยะสั้น ตลาดเริ่มเข้าสู่สภาวะซื้อมากเกินไป (overbought) ทำให้มีโอกาสเริ่มชะลอความร้อนแรงลง อาจเห็นเม็ดเงินเริ่มหมุนมาหุ้น laggard มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นกลางที่ราคายังต่ำมูลค่า-กำไรยังโต หลัง market breadth ของกลุ่มหุ้นขนาดกลาง-เล็ก (SSET) เริ่มปรับตัวดี
ขณะที่ Valuation gap ของ SET50 เทียบ SSET ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี โดย SET50 ซื้อขาย PER สูงกว่า SSET ถึงราว 50% เทียบค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ราว 9%
อย่างไรก็ดี ทิศทางประมาณการกำไร SET (earning revision) ยังถูกหั่นลงต่อ จากกลุ่มธนาคาร ค้าปลีก อสังหาฯ ปิโตรฯ และแพ็คเกจจิ้ง อาจจำกัด upside ระยะสั้นบริเวณ 1440-1450
ในขณะที่ ระยะกลาง-ยาว จากเสถียรภาพรัฐบาลที่ดีกว่าคาด ทำให้การผลักดันนโยบายมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงสุญญากาศทางการเมือง และจำกัดความเสี่ยงงบประมาณปี 2027 ล่าช้า ทำให้ประเมิน SET index target ปลายปี 2026 มีโอกาสขึ้นไปที่ 1500 อิง PER ที่ค่าเฉลี่ย 10 ปี
Alpha of the week: เน้นหุ้น Laggard 10 บริษัท ที่ 1) ราคาต่ำกว่ามูลค่าในทุกมิติ (PER, PBV, EV/EBITDA), 2) มีปันผลลดเสี่ยงราว >2.5%, 3) ความเสี่ยงกำไรต่ำ ไม่ถูกปรับลดประมาณการอย่างมีนัยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งในแง่รายได้ และกำไร
ได้แก่ PR9, PLANB, BBIK, SYNEX, HMPRO, BDMS, CPALL, CRC, BGRIM, GPSC
Construction Sector (Tactical Idea)
SOS: Sell-on-Strength พักยก ค่อยกลับมา
ราคาหุ้น CK-STECON ที่ปรับขึ้นมาจาก Low ช่วง ธ.ค.-ม.ค. กว่า 35% และ 92% แม้เทียบ YTD ก็สูงกว่า 26% และ 59% ตามลำดับ สะท้อนความคาดหวังต่อเสถียรภาพการเมืองและการผลักดันนโยบายไปแล้วระดับหนึ่ง จนล่าสุดศุกร์ที่แล้ว ข่าวศาลปกครองออกเลขรับคดี กรณีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็น Overhang ใหม่ แม้ในระยะกลางแนวโน้มเชิงบวกกลุ่มยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่มองว่าข่าวนี้จะเป็น Execution ในการทำกำไรหุ้นในวันนี้ เราจึงแนะ Sell-into-Strength ล็อคกำไรมาก่อน และรอจังหวะรอบใหม่ ไม่เกิน 1 เดือนนี้ ในช่วงประกาศงบฯ และ/หรือ มีความชัดเจนคดีบัตรเลือกตั้ง มองหากราคายืนได้บน PBV ที่ 0.75-0.8 เท่า ซึ่งเทียบเป็นราคา CK ที่ 13-13.7 บาท และ STECON ที่ 8.8-9.4 บาท ในช่วงเวลาดังกล่าว ค่อยมองโอกาสในการซื้อ เพื่อพลิก Position กลับ
ส่วนภาพระยะกลาง หากรัฐบาลดูมีเสถียรภาพและความต่อเรื่อง (Overhang เลือกตั้งใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลผ่านไปได้) เรายังมีความมั่นใจต่อแนวโน้มอุตสาหกรรที่ดีขึ้น โดยเฉพาะมุมมองต่อโครงการประมูลขนาดใหญ่ แม้จะเกิดขึ้นไม่เร็ว (ช่วง 2H26 เป็นต้นไป) แต่ตลาด “ซื้อไอเดีย” การเร่งการลงทุนทั้งภาคเอกชนผ่าน Fast pass โดยเฉพาะ Data Center เชื่อมต่อมาโรงไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานผ่านรูปแบบ PPP มากขึ้น บวกกับกลุ่มรับเหมาฯ โดยตรง โดยที่แน่นอนมีมอเตอร์เวย์ M9, M5 ส่วนในระยะยาว ที่น่าจับตา เช่น Double Desk, Land bridge, รถไฟฟ้าน้ำตาล-เทา, รถไฟฟ้าภูเก็ต-เชียงใหม่, สะพานสมุย
สำหรับคาดการณ์กำไร 4Q25 นั้น STECON จะเด่นกว่า CK โดยคาดกำไรหลัก 4Q25 ของ STECON ที่ 254 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน YoY และเพิ่ม 56% QoQ จากรายได้รับเหมาฯ เพิ่ม โดยเฉพาะงาน Data Center ส่วน CK คาดในเบื้องต้นที่ 170 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน YoY แต่ลดลง 82% QoQ จากไม่มีปันผล TTW ในไตรมาสนี้ ในส่วน Upside พบว่า STECON มีโอกาสได้ปันผล GULF เพิ่มกว่าคาด และการทยอยรับเงินคืนของโครงการ CFP (TOP) ที่เคยตั้งสำรองไปแล้ว
รายงานผลประกอบการวันนี้
DELTA
เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)
(0) DELTA รายการกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 7.3 พันล้านบาท หักรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 7.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 184% YoY (ฐานต่ำกว่าปกติใน 4Q24) แต่ลดลง 4% QoQ ใกล้เคียงกับที่เราและตลาดคาด แนวโน้ม 1Q26 คาดกำไรหลัก เพิ่มขึ้น YoY แต่ทรงตัว QoQ (ก่อนจะทำสถิติใหม่ใน 2Q26 แทน) ดังนั้น ช่วง 1Q26 ที่ยังไม่ตื่นเต้น คาดเห็นการล็อคกำไรลงมาพักตัวก่อน เราจึงยังไม่ได้แนะนำกลับเข้าไปซื้อเวลานี้ โดยราคาเป้าหมายเชิงพื้นฐานให้ไว้ที่ 198 บาท
MINT
ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
(+) MINT รายการกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 2,953 ล้านบาท หักรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 3,471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% YoY และ 25% QoQ ดีกว่าที่เราและคลาดคาด 15% จากรายได้มากกว่าคาด แนวโน้ม 1Q26 คาดกำไรหลัก เพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ ตามฤดูกาล เราปรับกำไรปี 2026 ขึ้น 4% ราคาเป้าหมายใหม่ 36 บาท (จาก 35 บาท) คงคำแนะนำซื้อ
สรุปประเด็นจาก Quick take
BCP
บางจาก คอร์ปอเรชั่น
การเข้าลงทุนใน Chevron Hong Kong
BCP ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นเพื่อเข้าซื้อหุ้น 100% ใน Chevron Hong Kong Limited จาก Chevron Companies (Greater China) Limited คิดเป็นมูลค่า 270 ล้านเหรียญสหรัฐ ราคาซื้อคิดเป็น PER ที่ประมาณ 8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 9 เท่าราว 10% โดยจะใช้เงินสดและเงินกู้จากสถาบันการเงิน ทั้งนี้คาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2026
View from fundamental: เรามีมุมมองเชิงบวกต่อข่าวดังกล่าวเนื่องจากจะช่วยหนุนการเติบโตของธุรกิจโรงกลั่น, ธุรกิจการค้าน้ำมัน, และธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ BCP
SPRC
สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
ค่าการกลั่นมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องใน 1Q26 หนุนโดยอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและอุปทานที่ตึงตัวในส่วนของธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม คาดอัตรากำไรจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงและส่วนแบ่งการตลาดจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บริษัทมีแผนขยายจำนวนสถานี, เพิ่มยอดขายต่อสถานี, และลด OPEX
View from fundamental: ช่วงไฮซีซั่นของค่าการกลั่น คาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับราว 6-7% น่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นได้ต่อไป เราจึงแนะนำ let profit run
PLANB
แพลน บี มีเดีย
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ +6-7% หนุนโดย OOH (+3-5%) จากการรับรู้รายได้เต็มปีจาก VGI และ Hello รวมถึงคาดเห็น Synergy มากขึ้นทั้งการรวมทีม Sales และ Bundle package ในด้านของ Engagement marketing ตั้งเป้า +10% หนุนจากธุรกิจมวย และ EPL
View from fundamental: เราประเมินกำไร 1Q26 เติบโต YoY แต่ลดลง QoQ ตามฤดูกาล แต่จะเร่งตัวชัดเจนใน 2Q26 โดยมองเป้าของบริษัทเป็น base case ที่มีอัพไซด์หากปัจจัยภายนอกฟื้นตัวดีขึ้น
PTTGC
พีทีที โกลบอล เคมิคอล
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
คาดส่วนต่างราคาปิโตรเคมีจะค่อยๆปรับตัวดีขึ้นในปี 2026 หนุนโดยการปิดโรงงาน/การลดการผลิตของผู้ผลิตต้นทุนสูง/ประสิทธิภาพต่ำ
View from fundamental: คาดการณ์การฟื้นตัวของผลการดำเนินงานหลักในปี 2026 น่าจะหนุนราคาหุ้นให้ปรับตัวขึ้นต่อไป มูลค่าปัจจุบันของ PTTGC ซื้อขายที่ PBV ณ สิ้นปี 2026 เพียง 0.4 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 0.8 เท่าอยู่ 42%) เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมาย 27 บาท)
BBL
ธนาคารกรุงเทพ
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
BBL ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้เติบโต 2-3% YoY จากสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อต่างประเทศ โดยธนาคารประเมินว่าจะได้ผลบวกจากการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นในระยะยาว เพราะจะมาพร้อมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หนุนความต้องการใช้สินเชื่อเพิ่มขึ้น
View from fundamental: ภาพรวมเป้าหมายทางการเงินของ BBL ค่อนข้างสอดคล้องกับประมาณการของเรา โดยเราประเมินว่า BBL จะได้ผลบวกจากการลงทุนในอาเซียนที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว แนะนำซื้อ
กิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน