วันศุกร์ที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวลงตามทิศทางตลาดต่างประเทศ มีแรงขายกดดันนำโดยหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งได้รับ Sentiment เชิงลบจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐปรับตัวลง อีกทั้งมีแรงขายในหุ้นกลุ่มไอซีที และธนาคารเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม ทั้งนี้นักลงทุนจับตาการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,430.41 จุด -11.12 จุด -0.77%มูลค่าการซื้อขาย 66,146.84 ลบ. (ในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี +76.40 จุด +5.64%) Program Trading-1,800.85 ลบ. ต่างชาติ-1,417.26 ลบ. TFEX -23,600 สัญญา ตราสารหนี้-3,569.87 ลบ.
ปัจจัยบวก
+ ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 48.95 จุด หรือ+0.10% โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง แต่ดัชนี Nasdaq ปิดลบเนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริการสื่อสารขนาดใหญ่ปรับตัวลง ท่ามกลางความกังวลอย่างต่อเนื่องว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเข้ามาสร้างแรงกระทบต่อธุรกิจ
+ สัญญาน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้น 5 เซนต์ หรือ 0.08% ปิดที่ 62.89 ดอลลาร์/บาร์เรลหลังการเปิดเผยข้อมูลบ่งชี้ว่า เงินเฟ้อโดยรวมของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงบดบังความกังวลด้านอุปทาน ขณะที่กลุ่มโอเปกพลัสมีแนวโน้มจะกลับมาเพิ่มก าลังการผลิตอีกครั้ง
+ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนม.ค. เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลให้นักลงทุนปรับเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมิ.ย. สู่ระดับ 52.3% จากเดิม 48.9%ตามเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group
+ สหรัฐฯ และไต้หวันบรรลุข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนครั้งสำคัญ โดยสหรัฐฯจะลดภาษีสินค้าน าเข้าจากไต้หวันเหลือ 15% จากเดิม 20% ในขณะที่ไต้หวันให้คำมั่นจัดซื้อพลั งงานและเครื่องบินจากสหรัฐฯ รวม มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์และความร่วมมือระยะยาวของทั้งสองฝ่าย
+ ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ตกลงเร่งกระบวนการคัดเลือกโครงการลงทุนในระยะแรกภายใต้ข้อตกลงที่บรรลุเมื่อปีที่แล้ว หลังการเจรจาภาษีที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน
ปัจจัยลบ
- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศเพิกถอนคำวินิจฉัยสำคัญด้านสภาพภูมิอากาศปี 2552 ซึ่งเป็นรากฐานทางกฎหมายของกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลกลาง ครอบคลุมทั้งมาตรฐานควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานยนต์ และมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
- รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า GDP ขยายตัว 0.2%YoY ซึ่งฟื้นตัวหลังจากที่หดตัวลง 2.3% ในไตรมาส 3 อย่างไรก็ดี GDP ขยายตัวในอัตราต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.6%YoY
- IMF คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลง โดย GDP มีแนวโน้มขยายตัวเพียง1.6% ในปีพ.ศ. 2569 ลดลงจากประมาณการ 2.1% ในปีที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่เพิ่มขึ้น และอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำโดยเฉลี่ยที่ 0.4% ในปีนี้ ก่อนจะขยับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
แนวโน้มตลาดวันนี้
คาดดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวในลักษณะ Sideway ออกข้าง โดยมีแรงหนุนการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐที่ชะลอตัวลงส่งผลให้นักลงทุนปรับเพิ่มโอกาสที่เฟด จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังติดตามการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศต่อเนื่อง มองกรอบดัชนี 1,420-1,440 จุด
กลยุทธ์การลงทุน
-หุ้นเข้าคำนวณ SET50-SET100 รอบ 1H26 : SET50 เข้า CENTEL SAWAD ออก BCP VGI SET100 เข้า GFPT PTGSTECON ออก ITC MBK WHAUP
- หุ้นที่คาดว่าผลประกอบการ 4Q68 จะออกมาดี : TRUE TACC TASCO STECON CK WHA
- หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ : STECON CK CPALL CPAXT CRC BJC
- MSCI Rebalance (ใช้ราคาปิด 27 ก.พ.) : MSCI Thailand เข้า – ออก CPAXT MSCI Global Small Cap เข้าCRC IVL JTS ออก HANA JMT M PLANB
- หุ้นที่ได้ประโยชน์จาการเทศกาลตรุษจีน : GFPT TFG CPF CFARM