Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

64

 

Sentiment Tracker Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯและไทยดีขึ้น
KEY FINDINGS:

สหรัฐฯ: Sentiment Indicator ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งสัญญาณดีขึ้น โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับตัวดีขึ้นจากโซน Extreme Fear กลับเข้าสู่โซน Fear มาตรวัดเพิ่มขึ้นจาก 20 จุดสู่ 35 จุด ส่วนผลสำรวจ AAII สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นในหมู่นักลงทุน จาก Bull-Bear Spread ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า

ไทย: BLS Greed & Fear Barometer ของตลาดหุ้นไทยกลับมาฟื้นตัว มาตรวัดปรับเพิ่มขึ้นจาก 30 จุดเป็น 35 จุด แต่ยังคงอยู่ในโซน Fear ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ห้า

US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามการประกาศผลประกอบการหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการยื่น IPO ของ Anthropic ดัชนี S&P500 ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.7% WoW ขณะที่ Sentiment Indicator ส่งสัญญาณดีขึ้น โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากโซน Extreme Fear กลับเข้าสู่โซน Fear มาตรวัดปรับขึ้นจาก 20 จุดสู่ 35 จุด หนุนจาก Net New 52-Week Highs/Lows และ McClellan Volume Summation Index ที่ยังคงฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึง Put/Call Ratio ที่ปรับลดลงจาก 0.83 สู่ 0.77
สอดคล้องกับผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนมุมมองในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่ดีขึ้น โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 36.9% เป็น 37.8% และสัดส่วนฝั่ง Bearish ปรับลดลงจาก 45.8% สู่ 41.4% ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าจาก -8.9% เป็น -3.6%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี SET ปรับตัวลง 1.1% WoW โดยดัชนีปรับขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ แต่ไม่สามารถทะลุแนวต้านบริเวณเส้น EMA-50 วันที่ 1,585 จุดได้ ก่อนเผชิญแรงขายในช่วงปลายสัปดาห์ สวนทางกับดัชนี BLS Greed & Fear Barometer ที่กลับมาฟื้นตัว มาตรวัดปรับเพิ่มขึ้นจาก 30 จุดสู่ 35 จุด แต่ยังคงอยู่ในโซน Fear ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ห้า หนุนจากดัชนี Bull-to-Bear ที่ฟื้นตัวจากระดับใกล้ Oversold
IMPLICATION:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจาก Put/Call Ratio ที่มีโอกาสกลับมาปรับขึ้นอีกครั้ง รวมถึงความผันผวนของตลาดที่ประคองตัวเหนือระดับค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. ทั้งนี้การประกาศผลประกอบการในช่วงท้ายฤดูกาล และความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะกลับมาโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พ.ย. อาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯในช่วงเวลาดังกล่าว
สำหรับตลาดหุ้นไทย เราประเมินว่า SET Index มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบเพื่อสร้างฐานในระยะสั้น โดยดัชนี Bull-to-Bear ที่ฟื้นตัวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้มีโอกาสปรับขึ้นได้อีก แต่ดัชนี Momentum Strength ที่ยังอ่อนแอและยังไม่เห็นสัญญาณการกลับตัวอย่างชัดเจน และ Volume Index ที่เพิ่งหลุดต่ำกว่าระดับ Mid-point ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนว่าแรงซื้อยังไม่
แข็งแกร่งเพียงพอที่จะสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มอยู่ในช่วง Consolidation มากกว่าการเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ในระยะสั้น


แนวโน้มตลาดหุ้นไทย
ขาย Global play แล้วถือเงินสด
เมื่อวานนี้หุ้นไทยกลุ่ม Global play ลงยับ! เริ่มจากกลุ่ม ปิโตรเคมี โรงกลั่น เจอแรงกดดันมาตรการรัฐฯ ปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นขนานใหญ่ อีกส่วนหนึ่งมาจากผิดหวังงบกลุ่มปิโตรเคมีของ SCGC เครือปูนใหญ่ ส่งผลให้ราคาหุ้น TOP IRPC PTTGC IVL SPRC BCP ปรับฐานแรง และเราได้แนะให้ลดพอร์ตหุ้นกลุ่มนี้ออกไปก่อน โดยให้หมุนเข้าแบงก์แทน ขณะที่การปรับฐานของราคาหุ้นเชื่อมโยงตรงกับเศรษฐกิจโลก ต่างก็ปรับฐานลงตาม เช่น STA KCE DELTA HANA SCGP SCC


กลายเป็นภาวะตลาดหุ้นไทยที่ปรับฐานต่อ และไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดในสัปดาห์นี้ (เดิมเราคาดว่าจะพ้นจากกรอบ Sideways down ได้ในสัปดาห์นี้)


โดยเงินสดที่ได้จากการขายรอบนี้ เราประเมินว่าเม็ดเงินจะยังไม่รีบกลับมาช้อนซื้อหุ้นไทย แต่จะถือเงินสดไว้รอประเมินสถานการณ์หลังจากนี้ เช่น ความเสี่ยงสงครามจากคำขู่ ปธน.ทรัมป์ ที่อาจจะโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่หลังเสร็จการเลือกตั้งกลางเทอม 3 พ.ย. หรือความกังวลอื่นๆจากปัจจัยนอกเหนือความควบคุม เช่น คำเตือนให้ ปชช.เตรียมรับมือภาวะฉุกเฉินหลายพื้นที่ในต่างประเทศ เป็นต้น
ซึ่งเราอาจต้องรอให้ผ่านช่วงความกังวลตรงนี้ไปก่อน แล้วค่อยพิจารณาปรับหุ้นในพอร์ตอีกครั้งว่าจะถือเงินสดเพิ่มขึ้นหรือไม่
ในส่วนของงบการเงิน บจ.ไทยที่จะทยอยประกาศงบ 3Q26 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่พลิกจากบวกกลายเป็นความไม่แน่นอน เมื่อเห็น การเตือนกำไรต่ำคาดจากนักวิเคราะห์ เช่น CPF GFPT AMATA และงบในเครือ SCC และ DELTA ที่ต่ำกว่าคาด กลายเป็นตัวชี้วัดงบในกลุ่มธุรกิจเดียวกันที่จะออกงบถัดจากนี้-นลท.เกิดความลังเลไม่กล้าที่จะซื้อดักงบ เพราะกลัวผิดหวัง หรือแม้แต่ คาดว่ากำไรจะดีแต่ถ้าราคาสะท้อนไประดับหนึ่งพบว่า ราคาห้นหยุดขึ้นต่อ เช่น OSP


มุมมองเทคนิค: To monitor: แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/2026 ภาพรวมเราคาดเติบโต 38% YoY แต่ลดลง 9% QoQ แรงหนุน YoY มาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น-ค่าการกลั่น-ส่วนต่างปิโตรฯ, ดีมานด์ AI/data center ที่ยังแข็งแรง, รายได้จากบริการมือถือ–อินเทอร์เน็ต, กำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่และกำไรจากธุรกิจโรงไฟฟ้าต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของกำไรกลุ่มธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง แต่ยังโดนกดดัน YoY จากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นกดดันกลุ่มสายการบิน และส่วนต่างดอกเบี้ยที่หดตัวกดดันกลุ่มธนาคาร
มุมมองเทคนิค: “Corrective Wave in Bullish Flag”


ดัชนียังคงอยู่ในรอบการปรับฐานย่อย (Corrective Wave) ภายในกรอบพฤติกรรมราคาแบบ Bullish Flag ซึ่งการย่อตัวลงมาบริเวณโซนล่างของกรอบธงถือเป็นการย่อตัวเพื่อดูดซับแรงขายและสะสมพลังเพื่อขอปรับขึ้นรอบใหม่
SET Index อยู่ในช่วง "พักตัวเพื่อสะสมพลัง (Consolidation Phase)" ในโครงสร้าง Corrective wave ปรับฐานย่อย โดยดัชนียังคงรักษารูปแบบขาขึ้นระยะกลางไว้ได้ รอปลดล็อก Upside รอบใหม่


Confluence Support Zone: การลงมาของดัชนีเข้าใกล้จุดทับซ้อนทางเทคนิคที่สำคัญบริเวณ 1,520 จุด ซึ่งเป็นจุดประสานกันระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว EMA 200 วัน (Dynamic Support ที่แข็งแกร่ง) และ Fibonacci Retracement 23.6% (ระดับฐานสำคัญของรอบ)

RSI อยู่โซนล่าง & Bullish Divergence: RSI ย่อตัวลงมาแกว่งในกรอบล่างใกล้โซน Oversold พร้อมกับเกิดสัญญาณ Bullish Divergence (ราคาทำ Low ใหม่หรือทดสอบ
ฐานล่าง แต่ RSI เริ่มยกฐานขึ้น) สะท้อนว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดการดีดตัวกลับ (Technical Rebound) จากโซนนี้
Action: จับตาบริเวณโซน 1,520 จุด ถือเป็น "ฐานแนวรับในรอบนี้ มีโอกาสสูงที่จะเกิดแรงซื้อสู้เพื่อผลักดันราคาฟื้นตัวจากกรอบล่างของ Bullish Flag และกลับเข้าสู่รอบการรีบาวด์ขึ้นทดสอบกรอบบนอีกครั้ง!

 

What to watch
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แจ้งบางประเทศในตะวันออกกลางให้เตรียมพร้อมรับมือ หากสหรัฐฯ กลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในสัปดาห์หน้า รวมถึงเตรียมรับมือการตอบโต้จากอิหร่านด้วย


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้กำลังเจรจากับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจมีปฏิบัติการทางทหารหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามคำสั่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ ที่กระทรวงพลังงาน และเปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันทุกชนิดจะคำนวณตามหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งถอดค่าใช้จ่ายสมมุติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกจากสูตรราคา ค่าใช้จ่ายเหล่านี้แฝงอยู่ในสูตรมาตั้งแต่ปี 2547 ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จัดตั้งสูตรคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมัน รวม 22 ปี การปรับครั้งนี้จะลดภาระประชาชนได้ 10,839 ล้านบาทต่อปี

ตลาดให้น้ำหนักผลเลือกตั้งสหรัฐฯกลางเทอม แบ่งเป็น เดโมแครตครอง สภาสูง+ล่าง ให้โอกาส 61% (เรียกว่า Cohesive Democratic majority) และให้โอกาส 31% เดโมแครตครองสภาล่าง ส่วนรีพับลิกันครองสภาสูง (เรียกว่า Fragile Democratic majority)

ธปท.ขยายเกณฑ์ธุรกรรมเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาท ต้องรายงานตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน เริ่ม 1 พย.นี้ (คาดส่งผลบวกต่อธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ประกันชีวิต จากการย้ายจากแหล่งเงินฝากส่วนหนึ่ง และ การเพิ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเพื่อความคล่องตัวในการรายงานแหล่งที่มาของรายได้)

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

PTTGC x SCC
พีทีที โกลบอล เคมิคอล
ปูนซิเมนต์ไทย

JV ปิโตรเคมีเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เตรียมสร้างฐานระดับ Top 10 โลก
ดีลรวมธุรกิจ Olefins และ Polyolefins ในไทยของ PTTGC และ SCC มีความชัดเจนขึ้น หลังคณะกรรมการทั้งสองบริษัทอนุมัติการเดินหน้าจัดตั้งกิจการร่วมค้า (JV) ซึ่งจะรวมสินทรัพย์หลักด้าน Olefins, PE และ PP รวมถึงเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน โดย JV ใหม่จะมีกำลังผลิตรวม 14.4 ล้านตัน/ปี และหากจัดตั้งได้ตามแผนใน 2H27 จะขึ้นเป็นผู้ผลิต Polyolefins ขนาดใหญ่ อันดับ 10 ของโลก


โครงสร้างถือหุ้นจะเป็น PTTGC 56% และ SCGC 44% โดย PTTGC จะรวมงบของ JV เข้ามา ขณะที่ SCGC รับรู้ผ่านส่วนแบ่งกำไร มูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นที่นำเข้า JV อยู่ที่ 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐสำหรับ PTTGC และ 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐสำหรับ SCGC พร้อมหนี้สุทธิที่นำเข้า 933 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 590 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ


ฐานะการเงินหลังรวมยังค่อนข้างแข็งแรง โดยธุรกิจที่จะนำเข้า JV มีรายได้ช่วง 1H26 ราว 1.42 แสนล้านบาท และ EBITDA รวมส่วนแบ่งจากบริษัทร่วมราว 2.0 หมื่นล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 2.67 แสนล้านบาท และ D/E เพียง 0.26 เท่า แม้ PTTGC ต้องรวมงบ JV แต่คาดอัตราหนี้ที่มีดอกเบี้ยต่อทุนของ PTTGC เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 0.01 เท่า ขณะที่ SCC จะได้ประโยชน์จากหนี้ลดลงราว 3.0–3.5 หมื่นล้านบาท หรือ 10–11% จากปัจจุบัน


ประโยชน์สำคัญของดีลอยู่ที่ การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพร่วมกัน ทั้งการจัดหาวัตถุดิบและบริหารห่วงโซ่อุปทาน การจัดพอร์ตสินค้าและตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง โดยบริษัทคาดประโยชน์ที่เกิดซ้ำได้ราว 150–200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และจะเห็นเต็มที่ภายใน 3 ปีหลังจัดตั้ง พร้อมโอกาสเพิ่มจากโครงการใหม่ในระยะยาว


หากประเมินมูลค่าจากประโยชน์ดังกล่าวที่ EV/EBITDA 4–8 เท่า จะคิดเป็นมูลค่าเพิ่มต่อหุ้น PTTGC ราว 2.51–6.69 บาท/หุ้น และ SCC ราว 7.41–19.76 บาท/หุ้น ขึ้นอยู่กับระดับการลดต้นทุนและตัวคูณที่ตลาดให้


Fundamental view: ดีลนี้เพิ่มความสามารถแข่งขันระยะยาวผ่านขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ฐานะการเงินที่ยังแข็งแรง และโอกาสลดต้นทุนที่ชัดเจน โดย PTTGC ได้ประโยชน์จากการรวมกิจการและ Synergy โดยตรง ส่วน SCC ได้ทั้งส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจใหม่และการลดหนี้ คง ซื้อ ทั้ง PTTGC ราคาเป้าหมาย 60 บาท และ SCC ราคาเป้าหมาย 332 บาท

 

 

 

COM7
คอมเซเว่น
จากค้าปลีกไอที สู่ฐานกำไรใหม่ ที่ไปไกลได้มากขึ้น
เรากลับมาเริ่มวิเคราะห์ (Re-initiation) COM7 ด้วยคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 ที่ 38 บาท จากภาพกำไรที่ไม่ได้พึ่งเพียงยอดขายสินค้าไอทีอีกต่อไป แต่เริ่มมีแรงหนุนเพิ่มจากธุรกิจสินเชื่อ UFUND และ iCare ทำให้ฐานกำไรกว้างขึ้นกว่าการพึ่งพาแค่ขายสินค้า ขณะที่กำไรหลักปี 2026–28 คาดโตเฉลี่ย 15% ต่อปี แต่หุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2027 ราว 13 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตราว 19% และยังไม่สะท้อนภาพการเติบโตที่แท้จริง เราสรุปประเด็นบวกสำคัญให้ ดังนี้

1) แรงส่งระยะสั้นยังแข็งแกร่ง โดยคาดกำไรหลัก 3Q26 ที่ 1.32 พันล้านบาท เพิ่ม 51% YoY และ 1% QoQ สวนทางกับฤดูกาลปกติที่กำไรมักลดลง 10–15% QoQ จากรายได้ที่คาดโต 25% YoY เป็น 2.42 หมื่นล้านบาท หนุนจากยอดขายหน้าร้านที่แข็งแรง ราคาขายเฉลี่ยสินค้าไอทีและสมาร์ตโฟนสูงขึ้น รวมถึงสัดส่วนรายได้บริการที่มีอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น ขณะที่การปิดสาขาที่ผลงานไม่ดีช่วยลด SG&A/ยอดขาย และดัน EBIT margin ขึ้นเป็น 6.8% จาก 5.9% ใน 3Q25

2) แนวโน้ม 4Q26 ยังดีต่อ โดยยอดขายสินค้าไอทีช่วงต้นไตรมาสยังโตระดับเลขสองหลัก YoY และได้แรงหนุนจากการรับรู้ยอดขาย iPhone รุ่นใหม่เต็มไตรมาส รวมถึงโน้ตบุ๊ก Mac และการเปิดสาขาใหม่ เราคาดกำไรหลักปี 2026 ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 5.25 พันล้านบาท เพิ่ม 29% YoY อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าการซื้อสินค้าล่วงหน้าก่อนการขึ้นราคาจะดึงอุปสงค์บางส่วนจาก 4Q26–1Q27 ไปแล้วหรือไม่
3) โครงสร้างรายได้เปลี่ยนไประดับบน แม้จำนวนสมาร์ตโฟนทั่วโลกอาจไม่เร่งตัวมากใน ปี 2027 แต่ COM7 มีโครงสร้างรายได้ที่ได้ประโยชน์จากการขยับไปสินค้าระดับบน โดยสมาร์ตโฟนคิดเป็นราว 60% ของยอดขาย และสินค้า Apple ราว 45% ทำให้การขึ้นของราคาขายเฉลี่ยช่วยชดเชยจำนวนเครื่องที่อ่อนแอลงได้ เราคาดรายได้ปี 2027 เพิ่ม 8% YoY และกำไรหลักเพิ่ม 11%

4) UFUND เป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งกำลังขยายจากเครือข่าย COM7 ไปยังร้านตัวแทนภายนอก จุดขายเพิ่มจาก 780 แห่ง ณ สิ้นมี.ค. เป็นราว 2,600 แห่ง ณ สิ้นก.ย. 2026 ขณะที่สัดส่วนลูกค้าที่เลือกใช้สินเชื่อเพิ่มเป็นราว 18% และยังมีพื้นที่โตอีกมาก เราคาดพอร์ตสินเชื่อเพิ่มจาก 4.3 พันล้านบาทในปี 2025 เป็น 1.44 หมื่นล้านบาทในปี 2028 และกำไรสุทธิของ UFUND เพิ่มจาก 485 ล้านบาทเป็น 1.2 พันล้านบาท หรือโตเฉลี่ย 36% ต่อปี โดยจะสร้างราว 1 ใน 3 ของการเติบโตของกำไร COM7 ช่วงปี 2026–28

5) iCare ยกระดับศักยภาพการเติบโต หลัง PLANB เข้าถือหุ้น แม้สัดส่วนถือหุ้นของ COM7 จะลดลงเหลือราว 46.3% หลัง PLANB เพิ่มทุน 860 ล้านบาท แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่เงินทุน เพราะ iCare มี CAR ที่ 324% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 140% มาก และสามารถรองรับรายได้ประกันปี 2027 ได้ราว 1.4 พันล้านบาท โดยไม่ต้องเพิ่มทุนอยู่แล้ว ขณะที่เงินเพิ่มทุนจาก PLANB จะเพิ่มศักยภาพรองรับรายได้เป็นราว 2.3 พันล้านบาท และโอกาสที่สำคัญกว่าคือเครือข่ายสื่อและพันธมิตรของ PLANB ที่ช่วยเร่งการกระจายผลิตภัณฑ์และการเติบโตของ iCare เปิด Upside ในอนาคตอีกมาก

 

KKP
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร
รายได้ค่าธรรมเนียมยังมีแรงส่ง เติบโตต่อได้!
เราคาดว่าแนวโน้มรายได้ค่าธรรมเนียมปี 2026 ของ KKP จะเติบโตถึง 35% YoY แต่คำถามคือฐานที่สูงในปีนี้ จะทำให้แนวโน้มค่าธรรมเนียมเติบโตได้อีกไหมในปีหน้า โดยเราประเมินว่ารายได้ค่าธรรมเนียมของ KKP ปี 2027 จะยังสามารถเติบโตได้อีก 5% YoY หนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและนายหน้าประกันค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับสินเชื่อ

โดยเราประเมินกลยุทธ์ที่ KKP จะทำเพื่อเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจะมาจากการเพิ่มสินทรัพย์ในการบริหาร สินทรัพย์ภายใต้การแนะนำและการ cross sell ผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ลูกค้าเพิ่มขึ้น เช่น นายหน้าประกันภัย ซึ่งจะเป็นรายได้ค่าธรรมเนียมที่จะเกิดขึ้นซ้ำต่อเนื่องในระยะยาว รวมไปถึงการเพิ่มสินทรัพย์และจำนวนผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่อลูกค้าของธุรกิจ Dime! ด้วย

แนวโน้มกำไรปี 2026 ของ KKP เราคาดจะเติบโตถึง 48% YoY จากรายได้ค่าธรรมเนียมและคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น ส่วนปี 2027 คาดกำไรจะโตต่ออีก 4% YoY หนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโต 5% สินเชื่อขยายตัว 2% และ NIM ที่ดีขึ้นเล็กน้อย
Fundamental view: ในด้าน valuation ของ KKP ก็ถือว่าถูกกว่ากลุ่มธนาคารอยู่พอสมควร และคาด dividend yields อยู่ที่ประมาณ 7% เรายังแนะนำ ซื้อ



รายงานผลประกอบการวันนี้

ITC
ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น
(-) ITC รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 756 ล้านบาท (-7% YoY, +6% QoQ) และกำไรหลัก 804 ล้านบาท (+2% YoY, +11% QoQ) โดยผลประกอบการต่ำกว่าที่เราและตลาดคาดจากรายได้ต่ำกว่าคาดและภาษีสูงกว่าคาด โดยรายได้เพิ่มขึ้น 10% YoY เป็น 5.18 พันล้านบาท จากยอดขายอเมริกาและยุโรปที่เติบโต ขณะที่ GM อยู่ที่ 25.0% ลดจาก 25.4% ใน 3Q25 แต่เพิ่มจาก 24.0% ใน 2Q26 จาก Product mix ที่ดีขึ้น แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากยอดขายที่สูงขึ้น เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2026 ลง 4.5% แต่คงประมาณการปี 2027 โดยดีล Phelps ยังไม่รวมในประมาณการ และคาดว่าจะเพิ่มกำไรปี 2027 ราว 236 ล้านบาท หรือ 6.2% คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 22 บาท และยังเลือก ITC เป็น Top Pick กลุ่มอาหาร

 


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ของจริง By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง วานนี้ SET ท้ายตลาดไหลง ด้วยทิศทางฟันด์โฟลว์ ยังไหลออก ส่วนรายย่อย ยังอุ้มหุ้นไทยกว่า 4 พัน....

HotNews: ASW ส่ง TITLE ร่วมทุน“Tokyo Tatemono Thailand” ต่อยอดอสังหาฯ รุกขยายธุรกิจ Hospitality ในภูเก็ต

“ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้” (TITLE) ในเครือ AssetWise (ASW) จับมือ “Tokyo Tatemono Thailand” ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้