อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow
นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นภูมิภาคสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2000
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเผชิญแรงกดดันมากขึ้น โดยกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากภูมิภาคต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม ด้วยยอดขายสุทธิสูงถึง 27,311 ล้านดอลลาร์ เร่งขึ้นจาก 6,059 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า และถือเป็นแรงขายรายสัปดาห์ที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2000 ทำลายสถิติเดิมที่ 21,744 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2026
แรงขายส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะไต้หวันและเกาหลีใต้ เผชิญแรงขายสุทธิ 18,897 ล้านดอลลาร์ และ 8,329 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ขณะที่ตลาดหุ้น TIP ยังคงเผชิญเงินทุนไหลออกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่หก แต่แรงขายชะลอลงเหลือเพียง 85 ล้านดอลลาร์ โดยตลาดหุ้นไทยพลิกกลับมามีเงินทุนไหลเข้าสุทธิเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ ด้วยยอดซื้อสุทธิ 114 ล้านดอลลาร์ สวนทางกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่ยังคงมียอดขายสุทธิ 176 ล้านดอลลาร์ และ 23 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
ภาพรวมรายอุตสาหกรรม
เมื่อพิจารณา Volume Flow Index พบว่าแรงซื้อสะสมยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม โดยมีเพียงกลุ่ม Transportation ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันที่มีแรงซื้อโดดเด่น สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดยังขาดแรงซื้อสนับสนุนที่กระจายตัวอย่างทั่วถึงในระดับรายอุตสาหกรรม
สำหรับตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ เราประเมินว่ากลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ สื่อสาร ธนาคาร ค้าปลีก รวมถึงพลังงานและสาธารณูปโภค มีแนวโน้มเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวม
เกาหลีใต้และไต้หวันคิดเป็น 98% ของแรงขายสุทธิในภูมิภาคตั้งแต่ต้นปี
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นภูมิภาคตั้งแต่ต้นปีรวม 200,865 ล้านดอลลาร์ โดยแรงขายส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งมียอดขายสุทธิสะสมสูงถึง 139,825 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของยอดขายสุทธิทั้งหมด รองลงมาคือไต้หวัน ซึ่งมียอดขายสุทธิสะสม 55,869 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 28% ส่งผลให้ทั้งสองตลาดมีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 98% ของยอดขายสุทธิในภูมิภาค
ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคที่รักษาสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิตั้งแต่ต้นปีไว้ได้ โดยมียอดซื้อสุทธิสะสม 514 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การกลับมาซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกที่สะท้อนว่าแรงขายเริ่มผ่อนคลายลง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาสะสมหุ้นไทยอีกครั้งในระยะสั้น
MSCI Downgrade เพิ่มความเสี่ยง Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย
นอกเหนือจากแรงขายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นภูมิภาคแล้ว อินโดนีเซียยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัว หลังจาก MSCI ประกาศพิจารณาปรับลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียจาก Emerging Market ลงสู่ Standalone Market โดยข้ามสถานะ Frontier Market ซึ่งจะส่งผลให้หุ้นอินโดนีเซียถูกถอดออกจากทั้งดัชนี MSCI Emerging Markets และ Frontier Markets โดย MSCI ระบุว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียยังคงมีปัญหาด้านความโปร่งใสของโครงสร้างผู้ถือหุ้น การกระจุกตัวของการถือครองหุ้น และข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม แม้หน่วยงานกำกับดูแลจะดำเนินมาตรการแก้ไขแล้วก็ตาม ทั้งนี้ MSCI มีกำหนดประกาศผลการพิจารณาภายในเดือน มิ.ย. 2027
ความเสี่ยงดังกล่าวมีแนวโน้มกดดัน Fund Flow ในตลาดหุ้นอินโดนีเซียต่อเนื่อง โดยสถาบันการเงินต่างชาติประเมินว่า หากอินโดนีเซียถูกถอดออกจากดัชนี MSCI Emerging Markets อาจทำให้เกิดแรงขายจาก Passive Fund ราว 3,000–5,600 ล้านดอลลาร์ และอาจมีแรงขายเพิ่มเติมอีกประมาณ 2,700 ล้านดอลลาร์ หาก FTSE Russell ปรับลดสถานะตามไปด้วย ขณะที่ Active Fund ก็มีแนวโน้มทยอยลดน้ำหนักการลงทุนล่วงหน้า โดยแรงขายในส่วนนี้อาจสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อทั้งราคาหุ้นและค่าเงินรูเปียห์
ในทางกลับกัน การถอดอินโดนีเซียออกจากดัชนี MSCI Emerging Markets จะส่งผลให้น้ำหนักของประเทศสมาชิกที่เหลือปรับเพิ่มขึ้น และกระตุ้นให้ Passive Fund ต้องปรับพอร์ตตามน้ำหนักใหม่ของดัชนี โดยตลาดหุ้นไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากที่สุดในเชิงมูลค่า เนื่องจากมีน้ำหนักสูงในดัชนี ขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการปรับน้ำหนักดังกล่าวเช่นกัน แม้เม็ดเงินที่ไหลเข้าจะมีขนาดเล็กกว่าเมื่อเทียบกับตลาดขนาดใหญ่ก็ตาม
โดยภาพรวม เรามองว่าความเสี่ยง MSCI Downgrade จะยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นอินโดนีเซียในระยะถัดไป เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานะของตลาดอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการกลับเข้าลงทุน ขณะที่ Active Fund บางส่วนอาจเริ่มปรับลดน้ำหนักล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกถอดออกจากดัชนี ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการหมุนเวียนเงินลงทุนไปยังตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค รวมถึงตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสที่ Fund Flow จะกลับมาเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดในระยะสั้น
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ยังไม่พ้นแนวโน้ม Sideways down
แม้ว่าเมื่อวานตลาดหุ้นไทยจะได้แรงซื้อ หุ้นกลุ่มธนาคาร หนุนภาพการรีบาวด์ แต่สุดท้ายเจอแรงขายกดในหุ้น กลุ่มโรงกลั่น ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ “TOP BCP SPRC PTTGC IVL KCE HANA DELTA ส่วนหนึ่งหุ้นกลุ่มนี้เข้าสู่โซน Overbought มาสักพัก จึงเผชิญความเสี่ยงจากแรงขายที่มากกว่า-หุ้น Oversold”
แนวโน้มหุ้นไทยยังไม่สามารถสลัดภาพ Sideways down ออกไปได้ (ตามคาด) โดยการแกว่งลงในระยะสั้นยังมีความเสี่ยงขาลง บริเวณ 1510 จุด ในกรณีที่แย่เกินคาด คือหลุด 1550 จากแรงขายกระจายไปในทุกกลุ่ม...
แต่เราให้น้ำหนักตลาดหุ้นไทยยังไม่น่าจะหลุดลงแรง เพราะยังคงพบเห็น “Sector Rotations” มากกว่าที่จะขายกดราคาลงยกแผง (ตามภาพสรุปของตลาดหุ้นไทย ย่อหน้าบน ขายกลุ่มหนึ่ง โยกเงินไปเข้าอีกกลุ่มแทน)
ขณะที่ปัจจัยแวดล้อม ที่เราคาดว่าจะมีผลกระทบค่อนไปทางบวกต่อตลาดหุ้นไทย คาดว่าจะเริ่มส่งผลต่อพัฒนาการฟื้นตัวของราคาหุ้นรายกลุ่ม และรายตัว เช่น บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ และไทย ที่ทยอยเริ่มพักตัวลงจากจุดสูงสุด (เมื่อวานกลุ่มสินเชื่อบุคคลรีบาวด์ หลังบอนด์ยิลด์เริ่มลด), รายงานงบการเงินกลุ่มธนาคารที่ไม่ได้แย่กว่าคาด, เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในโหมดขยายตัว โดยเฉพาะในฝั่ง เอเชีย (เมื่อวานจีนรายงาน GDP 4.5% จาก 4.3% แกร่งกว่าคาด)
สำหรับหุ้นที่เราแนะนำตาม พอร์ต SET100 Smart tactical: เราปรับเพิ่มหุ้น Oversold -low beta เข้าพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงผันผวน จากหุ้นที่ Overbought ถูกเร่งล็อกกำไร โดยเรา เพิ่ม CPALL ถอด TOP
มุมมองเทคนิค: ดัชนีเคลื่อนตัวอยู่ในโครงสร้างการปรับฐาน (Corrective Wave) ชุดย่อยของ Wave C มักจะเป็นคลื่นที่มีแรงกดดันฝั่งขายสูง
Bearish RSI: ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับกึ่งกลาง Bearish Zone < 50 ทำให้ความเสี่ยงในการปรับฐานทดสอบแนวรับด้านล่าง
แนวรับ Base Case 1550-1,560: เป็นแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาและกรอบราคาเดิม หากดัชนีย่อตัวลงมาแตะบริเวณนี้ จับตา Price Action (เช่น แท่งเทียนกลับตัว Hammer หรือ Volume ซื้อคืน) หากมีแรงรับหนุนแน่นพอ มีโอกาสเกิดการรีบาวด์สั้นๆ
แนวรับ Bear Case 1500-1,510: - หากแรงขายในโครงสร้าง Wave C รุนแรงจนกดดันหลุดแนวรับแรก 1,560 จุด ดัชนีจะเปิดความเสี่ยงไหลลงสู่โซนเป้าหมายถัดไปตามสัดส่วน Fibonacci Retracement 23.6% ที่บริเวณ 1,510 จุด ซึ่งถือเป็นแนวรับสำคัญในภาพใหญ่ที่จะต้องลุ้นแรงซื้อคืนเพื่อยุติรอบการปรับฐาน
Action: ภายใต้แรงกดดันจาก Bearish RSI และโครงสร้าง Wave C ไม่แนะนำให้เปิดสถานะซื้อแบบลุยเต็มที่ แนะรอจนกว่าจะเห็นสัญญาณการสร้างฐานที่ชัดเจน
SET Index
What to watch u
ตลท.ปรับเกณฑ์ซื้อขายตลาดหุ้นไทยใหม่ มีผล 16 พย.นี้ เช่น ลดช่องราคาลง ฯลฯ
u ครม.ญี่ปุ่นเตรียมยกร่าง กม.ขึ้นภาษี “บริษัท” Corporate tax (คาดว่าเหมารวม ภาษีใน บจ.ตลาดหุ้นญี่ปุ่น) เพื่อนำเงินภาษีมาพัฒนา ระบบป้องกันประเทศจากภาวะสงคราม “หากมีการจัดเก็บภาษี บจ.ย่อมต้องกระทบต่อการลงทุนหุ้น ในแง่ของกำไรหลังหักภาษีที่ มีแนวโน้มลดลง” ส่วนผลกระทบหุ้นไทยอาจยังไม่ชัด แต่ค่อนไปทางบวก
u ประมาณ กลางปีหน้า MSCI ถึงจะตัดสินใจว่า ควรนำ ตลาดหุ้นอินโดนีเซียออกจากการคำนวณดัชนีตลาดเกิดใหม่ หรือไม่ (ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ค่อนไปทางบวก)
u ความกังวลด้านอุปทานน้ำมัน เพิ่มขึ้น หลังการโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงในช่วง 10 วันที่ผ่านมา โดยอิหร่านระบุว่ากำลังเพิ่มการโจมตีเพื่อตอบโต้การปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านโดยสหรัฐฯ และมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดขึ้นซึ่งเริ่มใช้เมื่อเดือนที่แล้ว
u ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งของรัสเซียเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ผ่านมา รอยเตอร์รายงานว่า โรงกลั่นน้ำมัน Ryazan ของรัสเซียระงับการดำเนินงานของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบขั้นต้น หลังเกิดการโจมตีด้วยโดรนในภูมิภาคดังกล่าว
u กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลเปิดให้บริษัทต่าง ๆ ยื่นข้อเสนอขอยืมน้ำมันดิบจากคลังสำรองฉุกเฉินได้สูงสุด 17 ล้านบาร์เรล โดยบริษัทต้องนำน้ำมันมาคืนภายหลังตามเงื่อนไขของโครงการ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดและบรรเทาความกังวลด้านอุปทาน ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ตกลงให้ยืมน้ำมันจากคลัง SPR จำนวน 172 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงวงกว้างกับสมาชิก IEA ราว 30 ประเทศ ที่จะระบายน้ำมันจากคลังสำรองทั่วโลกออกสู่ตลาดรวม 400 ล้านบาร์เรล
รายงานพื้นฐานวันนี้
Commodities Tracker
ค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์เริ่มเด่น
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมากดดันอุปทานพลังงานและหนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ประเด็นที่เด่นขึ้นในสัปดาห์นี้คือ ค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ที่กลับมาปรับขึ้น จากการปิดกั้นเส้นทางทะเลแดง ทำให้เรือต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปและใช้เวลาเดินทางนานขึ้น ซึ่งมีโอกาสทำให้อุปทานเรือตึงตัวและเปิดจังหวะเก็งกำไรในหุ้นเดินเรือ ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นโรงกลั่นปรับขึ้นมารับค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูงไปมากแล้ว
ราคาน้ำมันดิบ Dubai เฉลี่ยสัปดาห์ล่าสุดทรงตัว WoW ที่ 108.11 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากความกังวลเรื่องอุปทานในตะวันออกกลางและสต๊อกน้ำมันสหรัฐฯ ที่ลดลง ขณะที่ค่าการกลั่นสิงคโปร์ลดลงต่ออีก 17% WoW เหลือ 5.16 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากส่วนต่างน้ำมันเบนซินและน้ำมันเครื่องบินที่อ่อนลง แม้ส่วนต่างดีเซลและน้ำมันเตากำมะถันสูงจะปรับดีขึ้น
ฝั่งปิโตรเคมี ราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ทรงตัว แต่ส่วนต่างอ่อนลงจากต้นทุนแนฟทาที่สูงขึ้น โดย Ethylene-Naphtha ลดเหลือ 179 เหรียญสหรัฐ/ตัน, Propylene-Naphtha 319 เหรียญสหรัฐ/ตัน, HDPE-Naphtha 364 เหรียญสหรัฐ/ตัน และ PP-Naphtha 444 เหรียญสหรัฐ/ตัน อย่างไรก็ตาม ในเชิงกลยุทธ์ราคาหุ้นปิโตรเคมียังขึ้นตามหลังโรงกลั่น จึงยังมีความน่าสนใจกว่าในระยะสั้น
ถ่านหินยังแข็งแรง โดย Newcastle Export Index เพิ่มอีก 1% WoW เป็น 149.55 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากอุปสงค์ในภูมิภาคและอุปทานที่ตึงตัว ส่วนค่าระวางเรือเทกองอ่อนลง โดย BDI ลด 11% WoW เหลือ 2,675 จุด แต่ดัชนี Supramax ซึ่งเกี่ยวข้องกับ PSL และ TTA เพิ่ม 2% WoW ขณะที่ World Container Index เพิ่ม 3% WoW เป็น 4,485 จุด ซึ่งเป็นจุดเด่นของสัปดาห์นี้สำหรับ RCL
Fundamental view: คงมุมมองกลุ่มพลังงาน เท่ากับตลาด, กลุ่มปิโตรเคมี มากกว่าตลาด และกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ น้อยกว่าตลาด โดยยังเน้นสลับจากโรงกลั่นไป IVL (ซื้อ ราคาเป้าหมาย 30 บาท) และ PTTGC (ซื้อ ราคาเป้าหมาย 43 บาท) ขณะที่ค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์ที่เริ่มฟื้นเปิดโอกาสเก็งกำไรหุ้นเดินเรือหากแนวโน้มดังกล่าวต่อเนื่อง
MTC
เมืองไทย แคปปิตอล
ตลาดรับรู้ความกังวลไปแล้ว ขณะที่กำไรจ่อทำสถิติใหม่
เราประเมินว่าราคาหุ้น MTC ปรับลง 15% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เกิดจากความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ทั้งจากเงินเฟ้อ รวมถึงน้ำท่วมในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเรามองว่าตลาดกังวลมากเกินไป ขณะที่แนวโน้มกำไรยังแข็งแกร่ง โดยเราคาดกำไรจะขึ้นทำ new high ทั้งใน Q3 และ Q4 ปีนี้ ขณะที่ valuation ปี 2027 มี PE เพียง 7.5 เท่า เทียบกับ EPS growth ราว 12% ทำให้เรามองว่าเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน จาก 3 เหตุผล
1) เราประเมินว่าผลกระทบจากน้ำท่วมน่าจะจำกัดกว่ากรณีหาดใหญ่ในช่วงปลายปีที่แล้วมาก โดยแม้เหตุการณ์หาดใหญ่จะรุนแรง แต่ credit cost เฉลี่ยของ MTC ใน 4Q25–1Q26 อยู่ที่เพียง 2.34% ลดลง 14bps จาก 3Q25 ทำให้เราคาดว่า MTC จะบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้
2) เราคาดว่าคุณภาพสินทรัพย์ใน 3Q26 ยังทรงตัวได้ดี เพราะ MTC ยังเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อใหม่ และยังมีมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส อีกด้วย นอกจากนี้ เรายังเห็นคุณภาพสินทรัพย์ในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยของ TISCO ปรับตัวดีขึ้นอีกด้วย ณ สิ้น 3Q26 และ
3) เราคาดกำไรของ MTC จะขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ใน 3Q26 ที่ 2 พันล้านบาท หนุนจากสินเชื่อเติบโตได้ต่อเนื่อง และ NIM ที่ดีขึ้น ขณะที่ credit cost คาดอยู่ที่ 2.45% ลดลง 21bps YoY แต่จะเพิ่มขึ้น 11bps QoQ และเราคาดทิศทางกำไร 4Q26 ก็จะขึ้นทำ new high ต่อเนื่องจาก สินเชื่อและ NIM ขยายตัว
CPF
เจริญโภคภัณฑ์อาหาร
การฟื้นตัว ช้ากว่าที่คิด
เราปรับคำแนะนำ CPF ลงจาก “ซื้อเก็งกำไร” เป็น “ถือ” และลดราคาเป้าหมายเหลือ 23 บาท จาก 27 บาท หลังปรับลดประมาณการกำไรปี 2026 และ 2027 ลง 19% และ 18% ตามลำดับ จากราคาหมูที่อ่อนตัวกว่าคาดในตลาดหลัก อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่ปรับลงแรงในช่วงที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนข่าวลบไปบางส่วนแล้ว ขณะที่ราคาหมูไทยและเวียดนามเริ่มมีสัญญาณฟื้น จึงยังไม่ถึงจุดที่ต้องแนะนำ “ขาย”
ประเด็นลบ เราคาดกำไรหลัก 3Q26 เพียง 2.3 พันล้านบาท ลดลง 55% YoY และ 43% QoQ ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 5.0 พันล้านบาทอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากราคาหมูที่อ่อนตัวพร้อมกันทั้งไทย เวียดนาม และจีน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดเหลือ 14.2% จาก 15.0% ใน 2Q26 และ 16.5% ใน 3Q25
แต่คำถามสำคัญ คือ กำไรแย่ขนาดนี้ ทำไมเรายังไม่แนะนำ “ขาย” เรามี 5 เหตุผลหลัก:
1. ราคาหุ้นสะท้อนข่าวร้ายไปบางส่วนแล้ว โดย CPF ลดลงราว 11% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สอดคล้องกับราคาหมูไทยที่ลดลง 7% MoM และเวียดนาม 8% MoM
2. ราคาหมูไทยและเวียดนามเริ่มเห็นสัญญาณฟื้น โดยการอ่อนตัวช่วง ก.ย.–ต.ค. มาจากฤดูฝนและผลกระทบน้ำท่วมมากกว่าปัญหาอุปทานล้นตลาด ล่าสุดกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรไทยประกาศขึ้นราคาแนะนำหมูหน้าฟาร์ม 4 บาท/กก. มีผล 19 ต.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อ 4Q26 และเราคาดการฟื้นจะชัดขึ้นใน 1Q27
3. ธุรกิจหมูจีนยังอ่อน แต่เริ่มเข้าใกล้จุดต่ำสุด โดยราคาหมูล่วงหน้าอยู่ที่ประมาณ 10 หยวน/กก. ใน พ.ย. 2026 และ มี.ค. 2027 ก่อนขยับเป็น 11.25 หยวน/กก. ใน พ.ค. 2027 สะท้อนว่าภาพไม่ได้แย่ลงจากระดับปัจจุบันมากนัก
4. ต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้น แต่ยังไม่ใช่ความเสี่ยงหลัก กากถั่วเหลืองเฉลี่ย 3Q26 อยู่ที่ 17.2 บาท/กก. เพิ่ม 17% YoY และ 4% QoQ ขณะที่ CPF มีการทยอยล็อกราคาวัตถุดิบไว้บางส่วนช่วยลดผลกระทบระยะสั้น และ USDA เดือน ต.ค. ยังคาดสต๊อกถั่วเหลืองโลกปี 2026/27 ที่ 124.3 ล้านตัน สะท้อนอุปทานโดยรวมยังค่อนข้างทรงตัว
5. กำไรน่าจะเริ่มฟื้นตั้งแต่ 4Q26 ทั้ง YoY และ QoQ ตามราคาหมูไทยและเวียดนามที่กลับเข้าสู่ช่วงฟื้นตามฤดูกาล และมีโอกาสเร่งตัวต่อ QoQ ใน 1Q27
Fundamental view: รอบการฟื้นของ CPF ช้ากว่าที่คาด และปรับลดประมาณการกำไรลง แต่ราคาหุ้นสะท้อนข่าวลบไปพอสมควรแล้ว ขณะที่ราคาหมูไทยและเวียดนามเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น และจีนใกล้จุดต่ำสุด จึงมองว่าความเสี่ยงขาลงเริ่มจำกัดมากขึ้น แต่ด้วยส่วนต่างจากราคาเป้าหมายใหม่ที่ไม่มากพอจะกลับมามองเชิงรุก จึง ลดคำแนะนำเป็น ถือ ราคาเป้าหมาย 23 บาท
AP
เอพี (ไทยแลนด์)
บางทำเลยังพอขายได้ แม้อัตรากำไรถูกกดดัน
ภาพ 3Q26 ของ AP ยังสะท้อนจุดแข็งเรื่อง การปรับสินค้าให้ตรงกับกำลังซื้อที่มีอยู่จริง แม้ตลาดที่อยู่อาศัยยังอ่อนและธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ โดยคาดกำไรหลักที่ 1.16 พันล้านบาท ทรงตัว YoY และเพิ่ม 9% QoQ จากรายได้ 1.07 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 18% YoY แต่ทรงตัว QoQ แรงหนุนหลักมาจากโครงการแนวราบ ขณะที่คอนโดมีการโอนราว 1.0 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่โตแรงไม่ได้ส่งผ่านมาที่กำไรเต็มที่ เพราะผู้ซื้อขยับลงมาหาสินค้าราคาต่ำลงมากขึ้น โดยเฉพาะทาวน์เฮาส์ที่มีอัตรากำไรต่ำกว่า ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นธุรกิจที่อยู่อาศัย 3Q26 คาดลดเหลือ 29.0% จาก 30.5% ใน 3Q25 และ 29.4% ใน 2Q26 ทั้งนี้ผลกระทบน้ำท่วมไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะบริษัทตั้งสำรองไว้แล้ว
จุดที่ยังน่าสนใจคือ AP เตรียมสินค้ามารองรับการเปลี่ยนแปลงของกำลังซื้อได้ค่อนข้างดี โดยยอดรอรับรู้รายได้ของทาวน์เฮาส์และบ้านแฝด ณ สิ้นเดือน ก.ย. อยู่ที่ 1.34 หมื่นล้านบาท สูงกว่าบ้านเดี่ยวที่ 1.07 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยอดขายรอโอนของโครงการแนวราบทั้งหมดอยู่ที่ 2.78 หมื่นล้านบาท และคอนโดอีก 3.7 พันล้านบาท ช่วยรองรับรายได้ช่วงถัดไป โดยยอดขายโครงการที่ AP พัฒนาเองใน 3Q26 อยู่ที่ 1.17 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 17% YoY
สำหรับทั้งปี เรายังคาดกำไรหลักปี 2026 ที่ 4.7 พันล้านบาท เพิ่ม 9% YoY แม้ 4Q26 ต้องทำกำไรราว 1.57 พันล้านบาทจึงจะถึงประมาณการ แต่แม้กำไรไตรมาสสุดท้ายอยู่เพียง 1.34 พันล้านบาท กำไรทั้งปีก็ยังโตได้ราว 3% YoY สะท้อนว่าภาพการเติบโตยังไม่เสีย แม้ตลาดยังยาก
Fundamental view: AP ยังเด่นจากความสามารถในการขายสินค้าในช่วงราคาที่ยังมีความต้องการ แม้ต้องแลกกับอัตรากำไรที่ลดลง คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2026 ที่ 10 บาท อิง PER 7 เท่า
รายงานผลประกอบการวันนี้
KKP
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร
(+) KKP รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 2.4 พันล้านบาท ขึ้นทำ new high สูงกว่าที่เราคาด 10% และตลาดคาด 15% จากรายได้ค่าธรรมเนียมและ NIM ซึ่งก็หนุนให้กำไรเพิ่มขึ้นถึง 43% YoY และ 13% QoQ ปัจจัยบวกในไตรมาสนี้ คือรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย, NIM และคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีกว่าคาด ส่วนปัจจัยลบที่เราเห็นคือ ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงกว่าคาด โดยเราเห็นรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตถึง 47% YoY และ 21% QoQ หนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและตลาดทุน ด้านคุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสนี้
เราคาดกำไรสุทธิ 4Q26 จะอยู่ที่ 2.3 พันล้าน เพิ่มขึ้นถึง 28% YoY (สินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต) แต่ลดลง 5% QoQ (กำไรจากเงินลงทุนลดลง และแนวโน้มค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น) เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026-27 ขึ้น 8% จากการปรับเพิ่มสมมติฐานรายได้ค่าธรรมเนียมและกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้น โดยภายหลังปรับประมาณการ เราคาดกำไรปี 2026 จะเพิ่มขึ้นถึง 48% YoY สูงสุดในกลุ่มธนาคาร และจะเติบโตต่อเนื่องอีก 4% YoY ในปี 2027 นอกจากนี้ ยังคาด dividend yield ได้กว่า 7% แนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 140 บาท
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค