Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

91

 

อัปเดตประเด็นสำคัญในต่างประเทศ

Weekly Recap: หุ้น AI ถูกขายหนัก ขณะที่ตลาดเริ่ม Rotate ไปสู่กลุ่ม Defensive
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย Nasdaq 100 ลดลง 5.5% และ S&P 500 ลดลง 1.9% ขณะที่ Dow Jones กลับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.7% สะท้อนว่าแรงขายกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่ม Technology และ AI เป็นหลัก โดยเฉพาะ Philadelphia Semiconductor Index (SOX) ที่ร่วงลงถึง 11% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนเงินทุนและความยั่งยืนของการลงทุนด้าน AI
แรงขายดังกล่าวกระตุ้นให้เกิด Sector Rotation จากหุ้น Growth ไปสู่กลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นของต้นทุนเงินทุนต่ำกว่า โดยเฉพาะหุ้น Defensive อย่าง Healthcare และ Consumer Staples ขณะที่กลุ่ม Energy ปรับตัว Outperform เช่นกัน
ด้านตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ US 10-Year Treasury Yield ลดลง 16 bps มาอยู่ที่ 5.08% ขณะที่ 2-Year Yield ลดลง 7 bps สู่ระดับ 4.72% แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะออกมาสูงกว่าคาด โดยได้รับแรงหนุนจากการโยกเงินเข้าสู่พันธบัตรรัฐบาลเพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางแรงขายหุ้นกลุ่ม AI ประกอบกับระดับ Bond Yield ที่ปรับขึ้นมาสูงก่อนหน้านี้เริ่มจูงใจให้นักลงทุนกลับมาเพิ่มการถือครองพันธบัตร


เงินเฟ้อ CPI และ PPI สูงกว่าคาด แต่ Kevin Warsh ไม่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเดือนตุลาคม
ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนกันยายนยังสะท้อนแรงกดดันด้านราคา โดย Headline CPI เพิ่มขึ้น 3.7% YoY จาก 3.4% ในเดือนก่อน ขณะที่ Core CPI เพิ่มขึ้น 0.3% MoM สูงกว่าคาดที่ 0.2% ขณะเดียวกัน PPI เพิ่มขึ้นถึง 1.3% MoM สูงกว่าคาดที่ 0.5% และเพิ่มขึ้น 6.3% YoY สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ส่วน Core PPI เพิ่มขึ้น 0.7% MoM และ 5.0% YoY โดยแรงกดดันหลักมาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและเริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนขนส่งและภาคบริการ สะท้อนความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจทรงตัวสูงต่อเนื่อง และเพิ่มแรงกดดันต่อ Profit Margin ของภาคธุรกิจ


อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของ Kevin Warsh ประธาน Fed ระหว่างการประชุม IMF ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 27–28 ตุลาคม โดยย้ำว่าจะไม่ตัดสินใจล่วงหน้าก่อนการประชุม ส่งผลให้ตลาดลดความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยเดือนตุลาคมลงมาต่ำกว่า 15% แม้ยังคาดว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม โดย Warsh ยังมองว่า AI จะช่วยเพิ่ม Productivity ในระยะกลาง แต่ในระยะสั้น การลงทุน AI อาจกระตุ้น Aggregate Demand ก่อนที่ประโยชน์ด้าน Supply จะเกิดขึ้นเต็มที่ ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ และทำให้ Fed ยังต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง


CoreWeave สะท้อนความเสี่ยงด้าน Financing ของ AI Investment Cycle
ความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของ CoreWeave ผู้ให้บริการ AI Cloud Infrastructure หรือ NeoCloud เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นแรงขายหุ้น AI โดยบริษัทมีภาระหนี้ประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์ และต้องพึ่งพาการระดมทุนเพื่อขยาย Data Center อย่างต่อเนื่อง หุ้น CoreWeave ลดลงประมาณ 25% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงผ่าน Credit Default Swap (CDS) เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยราคา CDS สะท้อนความน่าจะเป็นของการผิดนัดชำระหนี้ภายใน 5 ปีมากกว่า 60% อย่างไรก็ตาม Jensen Huang ซีอีโอ Nvidia ยังยืนยันความเชื่อมั่นต่อบริษัท
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดไม่ได้ตั้งคำถามต่อ AI Demand เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มให้น้ำหนักกับ ความสามารถในการเปลี่ยน Backlog และรายได้ให้เป็นกระแสเงินสด เพื่อรองรับต้นทุนเงินทุนและภาระหนี้ มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มี Leverage สูง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าบริษัท Technology ขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง


US–Iran: การโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น แม้มีข้อเสนอเปิดเส้นทางเดินเรือ
สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ หลังการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าในและรอบช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น โดยอิหร่านปรับยุทธวิธีขยายการโจมตีไปยังบริเวณอ่าวโอมานและน่านน้ำใกล้กาตาร์กับ UAE ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ประเมินภัยคุกคามต่อเรือพาณิชย์ในพื้นที่อยู่ในระดับรุนแรง ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยส่งผลให้ต้นทุนขนส่งและประกันภัยทางทะเลอยู่ในระดับสูง และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลก โดยเฉพาะหากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้
ด้านการเจรจา ล่าสุดวันที่ 18 ตุลาคม Abbas Araqchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่าข้อเสนอเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 7 วันยังมีผลอยู่ หากสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขสำคัญ เช่น ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน และยุติการสู้รบในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การเจรจายังติดขัดจากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้อิหร่านลดขีดความสามารถด้านการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขณะที่อิหร่านต้องการให้การเปิดช่องแคบและความปลอดภัยทางทะเลเป็นประเด็นแรกของการเจรจา
แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะช่วยสร้างโอกาสในการลดความตึงเครียด แต่ตราบใดที่ยังไม่มีข้อตกลงเป็นรูปธรรม ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนในระดับสูง และเป็นความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ Bond Yield และตลาดหุ้นโลก


แนวโน้มตลาดและกลยุทธ์: ใช้จังหวะ Rebound ลดความเสี่ยง
สำหรับสัปดาห์นี้ เราประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มผันผวนสูงและเผชิญความเสี่ยงขาลง โดยเฉพาะ Nasdaq และหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ซึ่งยังเป็นจุดเปราะบางหลักจากแรงขายและความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนเงินทุนและการระดมทุน อย่างไรก็ตาม หลังจากหุ้น Semiconductor ปรับตัวลงอย่างรุนแรงจนเข้าสู่ภาวะ Oversold ทำให้ตลาดมีโอกาสเกิด Technical Rebound ในระยะสั้น
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือผลประกอบการไตรมาส 3/2026 โดยเฉพาะ Meta, Lam Research, Texas Instruments และ IBM ซึ่งจะช่วยสะท้อนแนวโน้มความต้องการลงทุนด้าน AI วัฏจักรอุตสาหกรรม Semiconductor และความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจาก AI Capex นอกจากนี้ ยังต้องติดตามตัวเลข Flash PMI สหรัฐฯ เดือนตุลาคม ทิศทางราคาน้ำมัน และความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและทิศทางตลาดในระยะสั้น

ในเชิงกลยุทธ์ เราปรับมุมมองเป็นระมัดระวังมากขึ้น และแนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะ Technical Rebound ซึ่งอาจเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ เป็นโอกาสในการทยอยลดความเสี่ยงของพอร์ต โดยเฉพาะหุ้นที่มีภาระหนี้สูง และต้องพึ่งพาการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับน้ำหนักการลงทุนไปสู่บริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และมีความชัดเจนของแนวโน้มกำไรสูงกว่า


ทั้งนี้ เรายังไม่มองว่า AI Investment Cycle สิ้นสุดลง เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำยังมีการเติบโตของกำไรและกระแสเงินสดรองรับการลงทุน อย่างไรก็ตาม ตลาดกำลังทบทวนความคาดหวังต่ออัตราการเติบโตในอนาคต ท่ามกลางต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้นและความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของ AI Capex ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลด Valuation ในระยะสั้น แม้ผลประกอบการของบริษัทจะยังเติบโตแข็งแกร่งก็ตาม ดังนั้น แม้ Earnings Season อาจช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของตลาด แต่เราแนะนำให้ใช้จังหวะ Rebound เป็นโอกาสในการลดความเสี่ยงของพอร์ต มากกว่าการเร่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุน เพื่อรอให้
ตลาดทยอยสะท้อนและดูดซับปัจจัยลบผ่านการปรับฐานของราคา โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านงบดุลของธุรกิจที่พึ่งพาการระดมทุน รวมถึงแรงกดดันจากเงินเฟ้อและ Bond Yield ที่ยังอยู่ในระดับสูง ก่อนพิจารณากลับมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนอีกครั้ง


แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ผลลัพธ์ดี IMF& World bank ต่อบรรยากาศหุ้นไทย
คาดตลาดหุ้นไทยโดยภาพรวมยังไม่สามารถสลัดภาพของการ Sideways down ได้ในระยะสัปดาห์ แม้หุ้นใหญ่บางกลุ่มที่ปรับฐานลงมาก่อนหน้านี้ จะมีโอกาสรีบาวด์ได้ เช่น ธนาคาร และอาศัยหุ้นพลังงาน ปิโตรเคมี โรงกลั่น นิคมฯ โรงไฟฟ้า ส่งออก ตามที่เราแนะนำ ช่วยพยุงบรรยากาศลงทุน


แต่หุ้นในกลุ่มเดียวกัน อาจไม่ใช่ทุกตัวที่บวก เช่น GFPT เด่นกว่า CPF BTG เช่นเดียวกับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ HANA KCE เข้าโซน Overbought และมีแนวโน้มหลุดกรอบแนวรับ ขณะที่ DELTA ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากภาพ Sideways down และมีอิทธิพลกดดัชนี SET

ขณะที่ปัจจัยแวดล้อม ที่เราคาดว่าจะมีผลกระทบค่อนไปทางบวกต่อตลาดหุ้นไทย คาดว่าจะเริ่มส่งผลต่อพัฒนาการฟื้นตัวของราคาหุ้นรายกลุ่ม และรายตัว เช่น บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ และไทย ที่ทยอยเริ่มพักตัวลงจากจุดสูงสุด
แรงขายที่เกิดกับหุ้นกลุ่ม REIT และกองโครงสร้างพื้นฐานเอกชน เราคาดยังไม่สุด และจะมีผลต่อการเคลื่อนย้ายนำเงินออก เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น พร้อมกับยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เมื่อแนวโน้มดอกเบี้ยโดยรวมกำลังผ่านจุดต่ำสุด และการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยบวกกับต้นทุนการเงินใหม่ คาดจะส่งผลต่อการปรับพอร์ตหันเข้าหาหุ้นที่เชื่อมโยงไปกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ผ่าน GDP หลายประเทศที่ขยับปรับสูงขึ้น

นอกจากนี้ อานิสงส์ที่ไทยอาจได้รับจากเม็ดเงินลงทุนที่หันหนีจาก ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย เพราะความเสี่ยงตกชั้น MSCI, ขณะที่ ญี่ปุ่น เตรียมยกร่าง กม. เก็บภาษี Corporate tax เพิ่ม เพื่อยกระดับระบบป้องกันประเทศ คาดผลลัพธ์โดยรวมค่อนไปทางบวกต่อหุ้นไทยซึ่งมาพร้อมกับภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานักลงทุนทั่วโลกจากการประชุม IMF & World Bank


มุมมองเทคนิค: ดัชนีอยู่ในโครงสร้างการปรับฐานแบบ Corrective Wave โดยกำลังเคลื่อนไหวในขาลงย่อยของ Wave C ซึ่งตามธรรมชาติของ Elliott Wave คลื่น C มักเป็นคลื่นที่มีแรงเหวี่ยงและโมเมนตัมฝั่งขายค่อนข้างแรงที่สุดในชุดปรับฐาน
Complex Correction: ดัชนีเผชิญแรงขายลงมาในคลื่น Wave C สะท้อนว่าคลื่น Impulse ขาขึ้นรอบก่อนหน้าได้หมดกำลังลงและกำลังอยู่ในช่วงการค้นหาฐานใหม่

Bearish Signal MACD < 0: โครงสร้างระยะสั้น–กลางได้เปลี่ยนเข้าสู่ภาวะ Bearish Trend ทำให้การรีบาวด์ระยะสั้นเป็นเพียงการฟื้นชั่วคราว เพื่อลงต่อตามกรอบ Wave C

RSI: ทะลุลงต่ำกว่าระดับ < 50 สะท้อนถึงการลดลงของแรงซื้อ
แนวรับ Base Case 1,560 จุด: หากดัชนีลงมาทดสอบและมีแรงสู้ (Demand สร้างแท่งเทียนกลับตัว (เช่น Hammer, Piercing Pattern) หรือปิดสร้างฐานเหนือ 1,560 จุดได้ จะเปิดโอกาสเกิดการรีบาวด์ทางเทคนิคสั้นๆ

แนวรับ Bear Case 1,510 จุด: - หากหลุด 1,560 จุดลงมา จะเข้าสู่สภาวะปรับฐานลึก (Deeper Correction) โดยมีเป้าหมายถัดไปตาม Fibonacci Retracement 23.6% ที่บริเวณ 1,510 จุด


Action: ตั้งรับอย่างระมัดระวัง & รอสัญญาณ confirm จุดกลับตัว สำหรับสายเทรดระยะสั้น ให้ใช้โซน 1,560 จุด เป็นจุดอ้างอิง หากเห็นสัญญาณฟื้นตัวๆ ค่อยพิจารณาแบ่งไม้เข้าเก็งกำไร Rebound สั้น

 

SET Index


What to watch
ตลท.ปรับเกณฑ์ซื้อขายตลาดหุ้นไทยใหม่ มีผล 16 พย.นี้ เช่น ลดช่องราคาลง ฯลฯ
ครม.ญี่ปุ่นเตรียมยกร่าง กม.ขึ้นภาษี “บริษัท” Corporate tax (คาดว่าเหมารวม ภาษีใน บจ.ตลาดหุ้นญี่ปุ่น) เพื่อนำเงินภาษีมาพัฒนา ระบบป้องกันประเทศจากภาวะสงคราม “หากมีการจัดเก็บภาษี บจ.ย่อมต้องกระทบต่อการลงทุนหุ้น ในแง่ของกำไรหลังหักภาษีที่ มีแนวโน้มลดลง” ส่วนผลกระทบหุ้นไทยอาจยังไม่ชัด แต่ค่อนไปทางบวก
ประมาณ กลางปีหน้า MSCI ถึงจะตัดสินใจว่า ควรนำ ตลาดหุ้นอินโดนีเซียออกจากการคำนวณดัชนีตลาดเกิดใหม่ หรือไม่ (ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ค่อนไปทางบวก)
น้ำมันปิดบวก ท่ามกลางความกังวลว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจทำให้อุปทานน้ำมันตึงตัวมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนประเมินว่ารัสเซียจะสามารถส่งออกน้ำมันดีเซลสู่ตลาดโลกได้มากเพียงใด
อิสราเอลชี้ว่า อิหร่านอาจกำลังเตรียมโจมตีก่อน หลังหน่วยข่าวกรองชาติตะวันตกตรวจพบความเคลื่อนไหวทางทหารที่ผิดปกติ แม้ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่ก็ยิ่งตอกย้ำมุมมองของบริษัทว่า ความเสี่ยงจากการยกระดับความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องจะยังคงหนุนราคาน้ำมันดิบ
Rapidan Energy Group บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน ระบุว่า รายงานเบื้องต้นชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานในเมืองยันบูยังไม่ได้รับความเสียหาย
ความกังวลด้านอุปทานเพิ่มขึ้น หลังการโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงในช่วง 10 วันที่ผ่านมา โดยอิหร่านระบุว่ากำลังเพิ่มการโจมตีเพื่อตอบโต้การปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านโดยสหรัฐฯ และมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดขึ้นซึ่งเริ่มใช้เมื่อเดือน ที่แล้ว
ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งของรัสเซียเมื่อวันพฤหัสบดี หลังโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ประกาศว่ารัฐบาลเคียฟจะยุติการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่ครอบคลุมเป้าหมายด้านพลังงาน ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ประกาศ พร้อมวิจารณ์ความเต็มใจของทรัมป์ในการทำข้อตกลงกับรัสเซีย
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โรงกลั่นน้ำมัน Ryazan ของรัสเซียระงับการดำเนินงานของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบขั้นต้น หลังเกิดการโจมตีด้วยโดรนในภูมิภาคดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี
กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลเปิดให้บริษัทต่าง ๆ ยื่นข้อเสนอขอยืมน้ำมันดิบจากคลังสำรองฉุกเฉินได้สูงสุด 17 ล้านบาร์เรล โดยบริษัทต้องนำน้ำมันมาคืนภายหลังตามเงื่อนไขของโครงการ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดและบรรเทาความกังวลด้านอุปทาน ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ตกลงให้ยืมน้ำมันจากคลัง SPR จำนวน 172 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงวงกว้างกับสมาชิก IEA ราว 30 ประเทศ ที่จะระบายน้ำมันจากคลังสำรองทั่วโลกออกสู่ตลาดรวม 400 ล้านบาร์เรล

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Alpha Pulse

คัด 7 หุ้นกำไรเด่น ท่ามกลางยีลด์สูง–สงครามยืดเยื้อ
กำไรสุทธิของหุ้นใน BLS coverage ช่วง 3Q26 คาด เติบโต 38% YoY แต่ลดลง 9% QoQ ขณะที่กำไรหลักคาด เพิ่ม 49% YoY แต่ลดลง 15% QoQ แรงหนุนหลักมาจากราคาพลังงาน ค่าการกลั่นและส่วนต่างปิโตรเคมีที่สูงกว่าปีก่อน ความต้องการ AI/Data Center รายได้บริการมือถือและอินเทอร์เน็ต กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ รวมถึงการฟื้นตัวของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ส่วนแรงกดดันยังอยู่ที่กลุ่มสายการบินจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบิน และธนาคารจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ลดลง

กลุ่มที่กำไรหลักเติบโตเด่น YoY ยังนำโดย พลังงาน/ปิโตรเคมี/วัสดุก่อสร้าง จากฐานราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น ขณะที่ อิเล็กทรอนิกส์ ยังได้แรงหนุนจาก AI/Data Center โดย KCE มีทั้งปริมาณส่งมอบ PCB และราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ส่วน HANA เห็นอัตราการใช้กำลังการผลิต IC ฟื้นและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI เริ่มเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ด้าน สื่อสาร ได้รายได้ต่อผู้ใช้ที่ดีขึ้น, โรงไฟฟ้า ได้กำลังผลิตใหม่และกำไรจากต่างประเทศเพิ่ม ส่วน โรงพยาบาล เข้าสู่ฤดูกาลสูงของผู้ป่วยไทยและต่างชาติ

ฝั่งค้าปลีกยังฟื้นไม่เท่ากัน โดยยอดขายสาขาเดิมรวม 3Q26 แทบทรงตัว YoY แต่ COM7 และ ADVICE ยังโตเด่นจากสินค้าไอที ขณะที่ BJC และ CPALL มียอดขายสาขาเดิมราว +2% YoY ส่วน GLOBAL และ HMPRO ยังหดตัว ด้านท่องเที่ยว โรงแรมฟื้นชัดกว่า โดย RevPAR ของ AWC +24% YoY, ERW +7% และ CENTEL +2–3% ขณะที่ AOT ยังมีผู้โดยสารทรงตัว YoY และจำนวนเที่ยวบินที่จองไว้สำหรับตารางบินฤดูหนาวยังไม่โตจากผลกระทบของสงคราม


Strategist view: เน้นคัดหุ้นที่กำไร 3Q26 ยังแข็งแรงและมีปัจจัยหนุนต่อเนื่อง ได้แก่ CRC และ COM7 จากฐานลูกค้าระดับกลางถึงบนและการบริหารต้นทุน, AWC จากนักท่องเที่ยวระยะไกลและรายได้ MICE, PTT จากราคาพลังงานที่ยังสูง, BDMS จากฤดูกาลสูงของผู้ป่วย, GULF จากกำลังผลิตใหม่และกำไรโรงไฟฟ้าต่างประเทศ และ GPSC จากการรับรู้กำไร GHECO-One และ Glow IPP เต็มไตรมาส

 

BBL
ธนาคารกรุงเทพ
ตลาดหุ้นอินโดฯ ร่วงแรง แต่ยังไม่เห็นความเสียหายที่ชัดเจน
เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ต.ค. 2026 ดัชนี Jakarta Composite ลดลง 12% ซึ่งเป็นการลดลงรายวันที่แรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1998 หลัง MSCI เตือนว่าอินโดนีเซียอาจถูกลดสถานะจาก Emerging Market ไปเป็น Standalone Market ขณะที่ราคาหุ้น Permata Bank ปรับลดลง 14% ในวันเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เรามองว่าราคาหุ้น Permata ที่ลดลงไม่ได้กระทบกำไร BBL โดยตรง เพราะ BBL ถือ Permata เป็นบริษัทย่อย จึงไม่ต้องบันทึก mark-to-market เงินลงทุน ผ่านงบกำไรขาดทุน

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ของ Permata ยังแข็งแกร่ง โดยสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อสำหรับองค์กรและมีที่ดิน โรงงานและสิ่งปลูกสร้าง เป็นหลักประกัน ไม่ได้มีการนำหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกัน ทำให้มีความเสี่ยงจากตลาดหุ้นไม่มาก ทั้งนี้ เราประเมินว่าอาจมีความเสี่ยงทางอ้อมที่ต้องจับตา เช่น กระแสเงินสดของลูกค้าที่อ่อนตัวลง หรือค่าเงินรูเปียห์อ่อนต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน credit cost ของ Permata อยู่ที่ 1.0% ใน 1H26 และหากสมมติให้ 10% ของสินเชื่อ Stage 2 ของ Permata ตกชั้นลงมาเป็น NPLs ในปี 2027 จนทำให้ credit cost เพิ่มขึ้น 20bps เราประเมินผลกระทบต่อประมาณการกำไร ปี 2027 ของ BBL จะลดลงเพียง 1% เท่านั้น จึงยังมองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการกำไรของ BBL จำกัด

และถ้าไปดูข้อมูลในอดีต พบว่าในช่วงปลาย ม.ค. 2026 ตลาดเคยกังวลว่า MSCI อาจลดสถานะอินโดนีเซียจาก Emerging เป็น Frontier Market ทำให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับลดลงถึง 16% ในวันที่ 28-29 ม.ค. 26 หุ้น Permata ลดลง 12% และ BBL ลดลง 4% ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่หลังจากนั้น BBL กลับปรับเพิ่มขึ้น 12% ในเดือน ก.พ. สะท้อนว่าแรงขายตอนนั้นเป็น sentiment มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังโตดี โดย Morgan Stanley Research คาด GDP ของอินโดในปี 2026-27 จะเติบโตได้ 5% ต่อปี สูงกว่าไทยมาก และสินเชื่อของ Permata ณ สิ้น 2Q26 ยังเติบโตได้ 5% YoY เทียบกับ BBL ที่สินเชื่อลดลง 1% YoY
Fundamental view: คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 210 บาท

PR9
โรงพยาบาลพระรามเก้า
ผู้ป่วยไทยหนุนกำไร 3Q26 ทำสถิติสูงสุดใหม่
เราคาดกำไรหลัก 3Q26 ของ PR9 ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 232 ล้านบาท เพิ่ม 5% YoY และ 26% QoQ จากรายได้ 1.43 พันล้านบาท เพิ่ม 4.5% YoY และ 8.7% QoQ โดยแรงขับหลักมาจากผู้ป่วยไทยช่วงฤดูกาลสูง ซึ่งคาดรายได้เพิ่ม 6% YoY และ 12% QoQ ขณะที่รายได้ผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มเพียง 0.6% YoY จากฐานสูง โดยเมียนมา UAE และกาตาร์ยังเป็นตลาดที่เติบโตดี

กำไรโตเร็วกว่ารายได้จากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยคาดอัตรากำไร EBITDA เพิ่มเป็น 23.2% จาก 22.3% ใน 3Q25 ขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อรายได้ลดเหลือ 19.1% จาก 20.0% ปีก่อน แม้สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติจะลดลงเหลือ 27% จาก 28% ใน 3Q25

แนวโน้ม 4Q26 ยังมีแรงหนุนอีก 3 ด้าน ได้แก่ เคสที่เลื่อนจากน้ำท่วมปลายเดือน ก.ย. กลับมารับรู้, ศูนย์ฟอกไตที่ทยอยเพิ่มผู้ใช้บริการ และผู้ป่วยในที่มีความซับซ้อนมากขึ้นจากอุปกรณ์ใหม่ ทั้ง Neuro ICU และห้องออกซิเจนแรงดันสูง ซึ่งช่วยให้ประมาณการกำไรปี 2026 ที่ 877 ล้านบาท มีโอกาสทำได้อยู่ แม้สัดส่วนกำไรที่ต้องทำใน 4Q26 จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเล็กน้อย (Backload มากกว่าปกติ)

สำหรับปี 2027 ยังมีโอกาสเพิ่มจากการขยาย ICU/CCU อีก 7 เตียง หลังปัจจุบันมีอัตราการใช้งานราว 71% ใกล้ระดับเหมาะสมสูงสุด รวมถึงการรุกตลาดศัลยกรรมกระดูกในอินโดนีเซียตั้งแต่ 4Q26 ซึ่งอาจเปิดฐานผู้ป่วยใหม่และยังไม่ได้สะท้อนเต็มที่ในประมาณการปัจจุบัน
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 ที่ 22 บาท

 

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ลงซื้อ หุ้นใหญ่ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง ตลาดหุ้นไทย วันนี้ ถ้าลง ก็ต้องหาจังหวะซื้อ ทยอยซื้อหุ้นใหญ่ ที่มีกำไร มีจ่ายเงินปันผล ....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้