Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

78

 

 

ลุ้นๆ ครบรอบ 39 ปี… BLACK MONDAY


HORIZON MARKET VIEW
• บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังอยู่ในภาวะระมัดระวัง (RISK-OFF) กดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงแรง โดยวันศุกร์ที่ผ่านมาดัชนี NASDAQ -2.2% และเช้านี้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ -1.6% และญี่ปุ่น -1.8% หลังราคาน้ำมัน WTI เฉลี่ยในเดือน ต.ค. 2569 ยังยืนในระดับสูงและเพิ่มขึ้นถึง 56%YOY จากความเสี่ยงด้านอุปทานที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยล่าสุดกลุ่มฮูตียังคงโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัสเซียและยูเครนยังตอบโต้กันผ่านการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ผลที่ตามมาทำให้ความกังวลเงินเฟ้อยังไม่หมดไป
• นอกจากนี้ สภาพคล่องโลกยังมีแนวโน้มตึงตัว หลังงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯลดลงจากจุดสูงสุดราว 24% และอยู่ต่ำกว่าระดับปี 2022 สะท้อนว่าการดูดสภาพคล่องออกจากระบบการเงินยังดำเนินต่อเนื่อง

REGION RADAR
• APPLE เตรียมวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนพับได้ครั้งแรกของบริษัท“IPHONE DUO” มีกำหนดขายวันแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 23
ต.ค. นี้ ซึ่งได้มีการเปิดระบบให้จองล่วงหน้า (PRE-ORDER) ได้วันที่16 ต.ค. ซึ่งพบว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก
• สัปดาห์นี้ (19-23 ต.ค.) จะมีการรายงานผลประกอบการไตรมาส 3ของกลุ่ม DEFENSE สหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่ เริ่มที่ RTX และNORTHROP ในวันอังคาร และ LOCKHEED MARTIN ในวันพฤหัสบดีโดยหุ้นในกลุ่ม DEFENSE เริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง


THAI FOCUS
• ตลาดหุ้นไทย OUTPERFORM ตลาดหุ้นหลายประเทศตั้งแต่ต้นปี(+24.9%)จาก 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้
• 1.โครงสร้างตลาดเอื้อน้ำมันขาขึ้น หุ้นพลังงานและปิโตรเคมีมีน้ำหนักสูงราว1 ใน 3 ได้ประโยชน์จากราคาขายที่เพิ่มขึ้นและ STOCK GAIN
• 2.เป็นทางเลือกพักเงินในภาวะสงคราม นักลงทุนหมุนเงินจากหุ้นTECH สู่หุ้น VALUE ที่มีความผันผวนและความเสี่ยงต่างกัน
• 3.มีโอกาสดึงดูดเงินทุนหลังจบประชุม IMF-WORLD BANK ทั้งทางโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายสีเขียวและกระแส ESG

 

SYNAPSE STRATEGY
• ตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบ โดยมีFLOW ต่างชาติตั้งแต่ต้นปี+514 ล้านเหรียญฯ สวนทางแรงขายในภูมิภาค ขณะที่ประเด็นMSCI อาจปรับอินโดนีเซียออกจากกลุ่ม EM ภายใน มิ.ย. 2027(มีสัดส่วน 0.4%) อาจเป็นปัจจัยหนุนเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาด EM อื่น ๆรวมถึงไทย ซึ่งมีน้ำหนักใน EM 0.9%
• โดยหุ้น BIG CAP ที่คาดได้รับอานิสงส์บวก คือ DELTA, ADVANC,PTT, GULF, CPALL, AOT, PTTEP, BDMS และกลุ่ม ธ.พ.

 


HORIZON MARKET VIEW
เตรียมรับมือกับความผันผวน
บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังอยู่ในภาวะระมัดระวัง (RISK-OFF) กดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงแรง โดยวันศุกร์ที่ผ่านมาดัชนี NASDAQ -2.2% และเช้านี้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ -1.6% และญี่ปุ่น -1.8% หลังราคาน้ำมัน WTIเฉลี่ยในเดือน ต.ค. 2569 ยังยืนในระดับสูงและเพิ่มขึ้นถึง 56%YOY จากความเสี่ยงด้านอุปทานที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยล่าสุดกลุ่มฮูตียังคงโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัสเซียและยูเครนยังตอบโต้กันผ่านการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

 

ผลที่ตามมาทำให้ความกังวลเงินเฟ้อยังไม่หมดไป ขณะที่ดัชนี PPI สหรัฐฯ เดือน ก.ย. 69 พุ่งขึ้น +6.3%YOY สูงกว่าตลาดที่ +5.4%YOY อีกทั้งสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งเกินคาด ทั้งยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนก.ย. 69 +0.9%MOM (ตลาดคาด +0.5%MOM) และผู้ขอสวัสดิการว่างงาน 199,000 ตำแหน่ง (ตลาดคาด200,000 ตำแหน่ง)

นอกจากนี้ สภาพคล่องโลกยังมีแนวโน้มตึงตัว หลังงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดลงจากจุดสูงสุดราว 24%และอยู่ต่ำกว่าระดับปี 2022 สะท้อนว่าการดูดสภาพคล่องออกจากระบบการเงินยังดำเนินต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยจำกัด UPSIDE ของสินทรัพย์เสี่ยงในระยะกลาง

 

REGION RADAR
ยอด PRE-ORDER ของ IPHONE จอพับได้หมดในไม่กี่นาที
APPLE เตรียมวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนพับได้ครั้งแรกของบริษัท “IPHONE DUO” มีกำหนดขายวันแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 ต.ค. นี้ซึ่งได้มีการเปิดระบบให้จองล่วงหน้า (PRE-ORDER) ได้วันที่ 16 ต.ค. ซึ่งพบว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก มียอดจองเต็มโควต้าสำหรับการขายวันที่ 23 ต.ค. ภายในไม่กี่นาทีส่งผลให้ผู้ที่สั่งไม่ทันในช่วงแรกจะมีระยะเวลาการรอรับสินค้าที่นานกว่าเดิม โดยเฉพาะสีรุ่นนิยมอย่าง STAR WHITE ซึ่งมีระยะเวลาการส่งมอบในช่วง ม.ค.70 (เดิม พ.ย.69) โดยเรามีมุมมองเชิงบวกต่อ DR: AAPL80 คาดว่าผลประกอบการไตรมาส4 จะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจาก IPHONE DUO และหุ้นมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในช่วงที่ตลาดกังวลกับเม็ด
เงินลงทุน AI CAPEX


สัปดาห์การรายงานงบของหุ้นกลุ่ม DEFENSE
สัปดาห์นี้ (19-23 ต.ค.) จะมีการรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ของกลุ่ม DEFENSE สหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่เริ่มที่ RTX และ NORTHROP ในวันอังคาร และ LOCKHEED MARTIN ในวันพฤหัสบดีโดยหุ้นในกลุ่ม DEFENSEเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง เนื่องจากความตึงเครียดที่กลับมาร้อนแรงขึ้นในช่วงนี้และจับตา BACKLOG ORDERของทั้งกลุ่มใน EARNING CALL ครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่จะได้เห็นแนวโน้ม BACKLOG ในอนาคตหลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ เริ่มมีการพิจารณางบกลาโหมสำหรับปี 2027 โดยได้มีการเพิ่มวงเงินงบประมาณครั้งใหญ่สู่ระดับ $1.15 ล้านล้าน +28% YOY แนะนำเก็งกำไรในระยะสั้นสำหรับ DR: LMT03

 

THAI FOCUS
โอกาสและปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยยังมี ท่ามกลางความเสี่ยงของโลกภายนอก
ตั้งแต่ต้นปีราคาน้ำมันดิบ BRENT ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่น +77.4% (กรอบการเคลื่อนไหวสูงสุดถึง 104.2%)ขณะที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซีย เช่น เกาหลีใต้ (+34.5%), ญี่ปุ่น (+29.8%) และ ไทย (+24.9%) ต่างสร้างผลตอบแทนบวกเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น ดัชนี US NASDAQ (+11.6%) หรือ US S&P 500 (+11.1%) ส่วนกลุ่มที่ปรับตัวลง คือ ทองคำ (GOLD SPOT) อยู่ที่ -4.0%, ตลาดหุ้นจีน (-6.3%), BITCOIN (-7.4%), ตลาดหุ้นอินเดีย (-11.7%) และตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลดลงมากถึง -40.0%จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นไทย OUTPERFORM ตลาดหุ้นหลายๆประเทศ ด้วย 3 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้

1.โครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีในสัดส่วนสูง (เช่น PTT, PTTEP, TOP, SPRC,PTTGC) เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น บริษัทจะได้รับประโยชน์จากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้นรวมถึง STOCK GAIN ซึ่งมีน้ำหนักในตลาดฯราว 1 ใน 3

2.เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับกระแสเงินทุน ในช่วงที่เกิดภาวะสงคราม นักลงทุนมักโยกย้ายเงินออกจากตลาดหุ้นที่เน้นกลุ่ม TECH ที่มีความเสี่ยงสูง และย้ายเข้าสู่ตลาด VALUE PLAY อย่างไทย เพื่อเข้ามาพักเงิน

3.ศักยภาพการดึงดูดเงินทุนยังมีอยู่ จากผลของการประชุม IMF-WORLD BANK ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนเครดิต นโยบายการลงทุนสีเขียว และความร่วมมือระดับสากล ทำให้ไทยมีความพร้อมในการรองรับกระแสเงินลงทุนที่มุ่งเน้นความยั่งยืน (ESG & GREEN INVESTMENT) ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนสถาบันในระยะยาว

 

SYNAPSE STRATEGY
เจาะทิศทาง FUND FLOW เอเชีย โอกาสหุ้นไทยรับส้มหล่น MSCI
ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นเอเชียที่เผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นไทยยังมีความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบ โดยมีFUND FLOW ต่างชาติสะสมตั้งแต่ต้นปี ราว +514 ล้านเหรียญฯ สะท้อนให้เห็นว่าไทยยังคงเป็นเป้าหมายพักเงินที่น่าสนใจในภูมิภาค ส่วนปัจจัยหนุนระยะถัดไป คือ กรณีที่ MSCI อยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ออกจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EMERGING MARKET) ไปสู่ STANDALONEMARKET(คาดว่าจะประกาศผลสรุปสุดท้ายในสิ้นเดือน มิ.ย. 2027) จากความกังวลด้านความโปร่งใสและโครงสร้างผู้ถือหุ้น

หากถูกถอดจริง กองทุนที่อิงดัชนี MSCI EM จำเป็นต้องลดหรือขายน้ำหนักการลงทุนในอินโดนีเซียออก(อินโดนีเซียมีน้ำหนักใน MSCI EM อยู่ที่ 0.4% ซึ่งมีความกระจุกตัวในกลุ่มธนาคาร/การเงินสูงถึง 71.7%)น้ำหนักจะถูกจัดสรรไปยังประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม EM ซึ่งไทยมีน้ำหนักใน MSCI EM อยู่ที่ 0.9% ทำให้มีโอกาสได้รับเม็ดเงินไหลเข้า โดยเฉพาะกลุ่มหุ้น BIG CAP ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น DELTA, ADVANC, PTT, GULF, CPALL,AOT, PTTEP, BDMS และกลุ่มธ.พ. ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนเป็นส่วนใหญ่ของอินโดฯ ถูกกระจายมาเข้า ธ.พ. ไทยได้บ้าง


ส่วนหุ้นไทย TOPPICKS วันนี้ 3 ตัวเลือก
PTT : ได้อานิสงส์เชิงบวกจากราคาน้ำมันทรงตัวสูงจากภาวะสงคราม, เป็นหุ้น LAGGARD และลดแรงกดดันหุ้นกู้ชำระแล้ว
BEM : ลุ้นเซ็นสัญญาเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ พร้อมลุ้นกำไรสูงสุดของปีในไตรมาส 3
BDMS : กำไร Q3/69 คาดเติบโต 4% YOY และ 41% QOQ แม้กระทบจากน้ำท่วมกรุงเทพฯ สภาพราคาหุ้นLAGGARD มากที่สุดในกลุ่ม

 

 

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ลงซื้อ หุ้นใหญ่ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง ตลาดหุ้นไทย วันนี้ ถ้าลง ก็ต้องหาจังหวะซื้อ ทยอยซื้อหุ้นใหญ่ ที่มีกำไร มีจ่ายเงินปันผล ....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้