ภาวะตลาด: SET Index วานนี้ อ่อนตัวลง -14.02 จุด ปิดที่ 1570.61 มูลค่าซื้อขาย 6.4 หมื่นลบ. โดยหุ้นหลักที่กดตลาดลง ได้แก่ AOT, ADVANC, TRUE, PTT, DELTA, KBANK, TTB, TCAP, KKP ฯลฯ นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ -6.4 พันลบ. สถาบันในปท.ซื้อ-ขายใกล้เคียงกัน พอร์ตบล.ขายสุทธิ เล็กน้อย -188 ลบ. ด้านรายย่อยซื้อสุทธิ +6.5 พันลบ.
ปัจจัยต่างประเทศ
- ภูมิรัฐศาสตร์: ทรัมป์ปฎิเสธการสั่งการให้กองทัพสหรัฐเตรียมปฎิบัติการทางทหารในอิหร่าน ซึ่งขัดแย้งกับแหล่งข่าวจากเพนตากอนระบุว่ากองทัพสหรัฐเตรียมการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย.2026
-สหรัฐ & รัสเซีย: แหล่งข่าวระบุมีความเป็นไปที่ รัสเซียจะดึงนักลงทุนสหรัฐมาร่วมลงทุนโครงการ Nord Stream ซึ่งเคยเป็นท่อส่งก๊าซสายหลักที่ลำเลียงก๊าซธรรมชาติป้อนเยอรมนีก่อนที่รัสเซียจะเปิดฉากทำสงครามรุกรานยูเครน
-ตลาดหุ้นสหรัฐ Mix เพราะวิตกราคาน้ำมันพุ่งขึ้น สัญญาน้ำมัน WTI & BRENT เพิ่ม 3.6%-4.1% เป็น 91-104 US$/bbl เพราะนักลงทุน กังวลว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่านจะทำให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ มีแรงหนุนจากข่าวที่ว่าพายุเฮอริเคนกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งของสหรัฐในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อแหล่งผลิตน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้เป็น Sentiment บวกกับหุ้นพลังงานต้นทุน (PTTEP, PTT) สำหรับ สัญญาทองคำส่งมอบธ.ค.26 เพิ่มขึ้น +16.30 US$ มาที่ 4,157 US$/ออนซ์
- ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ อ่อนสู่ 102.04 เงินบาทอยู่ที่ 33.58 บาท/US$ ด้าน US bond yield 10 ปี ลดเป็ น 5.22% ดัชนีราคาถ่านหิน (NCF) อ่อนเป็น 149.45จุด ดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ถอยมาที่ 2,973 จุด (สูงสุด 3,628 จุด)
ปัจจัยในประเทศ & ข่าวหุ้นเด่น
-การเมืองไทย: ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะมีในเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
กลยุทธ์ : ระยะสั้นมาก Sideways…เลือกสะสมหุ้นดี เมื่อราคาอ่อนตัว ระยะสั้นสัญญาณกลับมาเป็นลบมากขึ้น หลังดัชนีลงไปต่ำกว่า SMA10 อีกครั้ง ดังนั้นการซื้อใหม่ เน้นเป็นการสะสมเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว แนวรับ SET ให้ไว้ที่ 1565, 1550-1545 (เป็นทั้งแนวรับและแนวฟิวเตอร์ที่ไม่ควรหลุด), 1530-1520, 1500+/- ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1580-1590, 1605-1610, 1620-1630 ตามลำดับ
หุ้นพื้นฐานแนะนำวันนี้: PR9 (ราคาปิด 19 บาท) ฝ่ายวิจัยฯ DBSVTH คาดกำไรสุทธิ 3Q26F มีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 231 ล้านบาท (+6% YoY, +7% QoQ) หนุนโดยรายได้ที่แข็งแกร่งขึ้นและการมี Economy of scale ผู้ป่วยต่างชาติยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลัก โดยมีแรงส่งที่แข็งแกร่งจากผู้ป่วยกาตาร์และเมียนมา ขณะที่สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติคาดว่าจะแตะ 30% ในปี 2027F คาดกำไรสุทธิทั้งปี 26F จะเติบโต +6% YoY คงคำแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมายจากวิธี DCF ที่ 22.00 บาท ฐานะการเงินแข็งแกร่ง เป็นเงินสดสุทธิ และไม่มีแผนที่จะลงทุนใหม่ขนาดใหญ่ ณ ราคาหุ้นปัจจุบันมีค่า P/E ปีนี้ที่ Mean-1SD
นักวิเคราะห์&กลยุทธ์: อาภาภรณ์ แสวงพรรค : arparporns@dbs.com : Tel 02 587 7829