Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

55

 


แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ ประเด็นสำคัญจากรายงาน Cross Asset เดือนตุลาคม Part 2
แนวโน้มราคาทองคำปี 2027: แรงหนุนกว้างขึ้น นอกเหนือจากวัฏจักรดอกเบี้ย Fed

-ในปี 2026 แม้ผลตอบแทนของทองคำจะค่อนข้างทรงตัวเทียบกับสิ้นปี 2025 แต่ระหว่างทางการแกว่งตัวของราคามีความผันผวนสูง โดยราคาพุ่งแตะระดับสูงสุดราว $5,600/oz ในปลายเดือนมกราคม จากแรงหนุนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์ การคาดการณ์ดอกเบี้ยขาลง และกระแส Debasement Trade ก่อนที่ราคาจะปรับฐานแรงในช่วงมีนาคม–มิถุนายน จากราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ดัน Bond Yield และดอลลาร์แข็งค่า จากนั้นในเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม ราคาฟื้นตัวหลังจากสร้างฐานบริเวณ $4,000 จากแรงซื้อของกองทุน ETF ทองคำ แต่กลับถูกกดดันอีกครั้งในเดือนกันยายนหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย
-สำหรับมุมมองต่อทองคำในปี 2027 เรายังคงมุมมองเชิงบวก แม้เส้นทางการฟื้นตัวจะยังมีแนวโน้มผันผวนก็ตาม โดย Base Case ของเรา คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 25bps หนึ่งครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2026 ก่อนเข้าสู่ช่วง Pause ซึ่งจะทำให้ Real Yield ยังอยู่ในระดับสูงในระยะสั้นและอาจจำกัดความเร็วของการฟื้นตัวของราคาทองคำ อย่างไรก็ตามแรงกดดันน่าจะน้อยกว่ากรณีที่ Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องหลายครั้ง ขณะที่พฤติกรรมราคาในเดือนกันยายนเริ่มสะท้อนว่าทองคำสามารถทรงตัวได้ดีขึ้น แม้ยีลด์พันธบัตรจะยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม
-การที่ราคาทองคำยังทรงตัวได้ดีขึ้น สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับ Real Yield เริ่มเปลี่ยนไป โดย Bond Yield ที่ปรับขึ้นจากเศรษฐกิจแข็งแกร่งหรือ Fed ที่ Hawkish มากขึ้นยังคงเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ อย่างไรก็ตาม หาก Long-term Yield ปรับขึ้นจากความกังวลด้านฐานะการคลัง การกู้ยืมของภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง และแรงกดดันเงินเฟ้อ ผลกระทบอาจแตกต่างออกไป เพราะจะยิ่งตอกย้ำความกังวลต่อความยั่งยืนของหนี้สหรัฐฯ และความเสี่ยงจากการด้อยค่าของสกุลเงิน ซึ่งกลับช่วยเสริมบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
- ในขณะเดียวกัน ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนมีแรงหนุนจากปัจจัยมากไปกว่าการคาดหวังเรื่อง Fed ลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว เห็นได้จากระดับการถือครองทองคำผ่าน ETF ที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเดือนกันยายน แม้ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยและราคาทองคำย่อตัวลงก็ตาม ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยในเดือนสิงหาคม ธนาคารกลางจีนเข้าสะสมทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ส่วนโปแลนด์ยังเดินหน้าเพิ่มทุนสำรองทองคำจนเข้าใกล้เป้าหมาย 700 ตัน สะท้อนว่าอุปสงค์เชิงโครงสร้างยังคงมีบทบาทสำคัญ
-ปัจจัยด้านอุปทานยังเป็นอีกปัจจัยสนับสนุน เนื่องจาก Supply ทองคำยังคงเพิ่มขึ้นในลักษณะอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ตัวเลขผลผลิตจากเหมืองทองคำจะทำระดับสูงสุดใหม่ แต่ถ้าดูอัตราการเติบโตรายปีก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ Supply จากทองคำรีไซเคิลมีความผันผวนและตอบสนองต่อระดับราคาทองคำเป็นหลัก ส่งผลให้ Total Gold Supply ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเพียงในอัตรา Low-single-digit
- จากปัจจัยที่กล่าวมา เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะกลาง โดยในปี 2027 เรามองว่าแรงซื้อจากธนาคารกลาง กระแสเงินลงทุนใน ETF ทองคำ ความกังวลด้านเสถียรภาพทางการคลัง และการเพิ่มขึ้นของอุปทานที่ยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยสร้างแรงหนุนต่อราคา เราคาดการณ์เป้าหมายราคาทองคำปี 2027 ในกรณี Base-case ที่ $5,000/oz และ Best-case ที่ $5,600/oz

สรุปภาพตลาดหุ้นไทยวานนี้ หุ้นไทยเดี้ยง จากแรงขายหุ้นใหญ่หลายกลุ่ม โดยหนักสุด คือ ธนาคาร (ลงแรงนอกจากขายทำกำไร และยังมีความกังวลต่างๆ เข้ามาเพิ่ม) พลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ (ยกเว้น KCE) ขนส่ง ไอซีที คอมเมิร์ช ขณะที่หุ้นขึ้นเกิดขึ้นเป็นรายตัวมากกว่าจะเห็นเป็นกลุ่ม เช่น KCE PLANB STA เป็นต้น


แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ความเสี่ยงใหม่จาก อุทกภัย
ไม่เพียงแต่ราคาหุ้นธนาคาร ไฟแนนซ์ ค้าปลีก ที่กำลังเข้าสู่ช่วงปรับฐาน และเล่นด้อยกว่าตลาด ตามที่เราคาดจากการหมุนกลุ่ม แต่ความเสี่ยงฤดูน้ำหลาก อาจเข้าท่วมพื้นที่ลุ่ม รวมถึงเขตเศรษฐกิจสำคัญ เช่น กทม. ระยอง ชลบุรี กาญจนบุรี ฯลฯ กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องกลับมาเฝ้าระวัง เพราะอาจจะกระทบภาวะเศรษฐกิจรุนแรงเกินคาด

คล้ายเหตุการณ์ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 ที่เกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจหลายแห่ง จนเกิดการชะงักงัน ของระบบขนส่ง และกระทบพื้นที่นิคม รวมถึงเขตเศรษฐกิจในพื้นที่ กทม. อาจเป็นความกังวลใหม่ในตลาดหุ้นไทย ถ้าผลกระทบจากอุทกภัยรอบใหม่ ไม่สามารถบริหารจัดการให้ดี เช่นที่เกิดภาวะฝนตกแช่ จนน้ำท่วมพื้นที่ฝั่งตะวันออกของ กทม.

เราคาดว่าอุทกภัยเหนือความคาดหมายจะกระทบบรรยากาศในการลงทุนหุ้นไทยโดยตรง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (หุ้นลงทุกตัว-ล้มกระดาน) ซึ่งเราต้องติดตามสถานการณ์ และ พัฒนาการในช่วงที่ เขื่อนทยอยปล่อยน้ำ ขณะที่ น้ำทะเลหนุนสูง หากบริหารพลาดอาจเกิดความเสียหายคล้ายปี 2554 ซึ่งเรื่องนี้ เป็นประเด็นที่น่าจะมีน้ำหนักต่อการปรับลงของตลาดหุ้นไทยมากที่สุด ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
โดยตัวแปรที่จะช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องนี้ คงต้องขึ้นอยู่กับ

1) คาดการณ์ปริมาณน้ำฝนที่จะเติมเข้ามาในช่วงฤดูมรสุม (ถ้าเริ่มน้อยลง ความกังวลควรจะลด) 2) การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน (เช่น ความจุของเขื่อนภาคเหนือตอนนี้ เขื่อนภูมิพล 65.37% เขื่อนสิริกิติ์ 80.27%) 3) การหนุนของน้ำทะเล
แนะเฝ้าระวังการปรับลงของราคาหุ้นตามที่เราแนะนำ หากเกิดภาวะ Panic sell หุ้นในพรอ์ต หรือสถานการณ์น้ำท่วมเม่น่าไว้ใจ เราจะส่งสัญญาณ และลดพอร์ตทันที


What to watch
จีนออกโรงเตือนจะตอบโต้อย่างหนัก หากสหภาพยุโรป (EU) ออกมาตรการจำกัดธุรกิจหรือสินค้าจีน ก่อนการเจรจาระดับสูงระหว่างสองฝ่ายที่คาดว่าจะมีขึ้นใน กรุงปักกิ่งสัปดาห์หน้า
ภาวะการผลิตโลกที่ยังแข็งแกร่ง วันพุธตลาดคาดจีนรายงาน PMI 50.1 จาก 49.8
วันพฤหัส คาด US ISM 55 ทรงตัวในระดับสูงจาก 54.6
รัฐมนตรีกลาโหมไต้หวันเปิดเผยว่า ไต้หวันยังคงหารือกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธ พร้อมได้รับคำยืนยันจากสหรัฐฯ ว่า นโยบายที่มีต่อไต้หวันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ พบประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา


หุ้นแนะนำวันนี้
BGRIM การเร่งขยายคอขวดเชื่อมโยงโครงข่ายและไฟฟ้าเสรี (Smart grid) และการปลดล็อกการขายไฟในกลุ่มพลังงานพื้นฐาน คือ ก๊าซ(พลังงานไอน้ำ) เพื่อหนุนให้เกิดการซื้อไฟฟ้าตรงจากผลิต และข้ามพื้นที่ได้คาดจะหนุนธุรกิจโรงไฟฟ้า และการขายไฟ Data center โดยตรง
แนวรับ 18.3 ต้าน 19 Stop loss 18

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Econ

Thailand’s MPI reset EP.2: ปรับ MPI ใหม่สะท้อนภาคการผลิตจริงดีขึ้น; มีโอกาสดันตัวเลข GDP ไทยย้อนหลังและปี 2026 สูงขึ้น
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เริ่ม ปรับวิธีจัดทำดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ระยะที่ 1 เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างภาคการผลิตไทยที่เปลี่ยนไป โดยยังคงน้ำหนักอุตสาหกรรมเดิม แต่เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 กลุ่ม ได้แก่ Notebook, Optical Transceiver และ UPS สำหรับระบบประมวลผลข้อมูล พร้อมเพิ่มโรงงาน IC และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มดำเนินงานในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาอีกราว 28 แห่ง ทำให้ดัชนีครอบคลุมกิจกรรมการผลิตใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ได้ดีขึ้น

ผลของการปรับครั้งนี้ทำให้ภาพภาคการผลิตแข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย MPI ใหม่เดือน ส.ค. 2026 อยู่ที่ 103.43 เพิ่ม 4.44% YoY และ 8M26 โต 3.97% YoY เทียบกับดัชนีเดิมที่ 8M26 โตเพียง 0.3% YoY สะท้อนว่ากรอบเดิมประเมินกิจกรรมการผลิตบางส่วนต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะยังไม่ครอบคลุมโรงงานและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง

ประเด็นสำคัญคือ MPI ใหม่อาจทำให้ตัวเลข GDP ภาคการผลิตและ GDP ไทยถูกปรับขึ้นทั้งปัจจุบันและย้อนหลัง เพราะ สศอ. จะปรับข้อมูล MPI ย้อนกลับไปถึงปี 2024 โดย Sensitivity Analysis ของ BLS ประเมินว่า หากการเติบโตของ MPI ปี 2026 ถูกปรับขึ้น 3ppt จะเพิ่มการเติบโตของ Manufacturing GDP ราว 2.28ppt และเพิ่ม Real GDP ราว 0.54ppt ทำให้ GDP ปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 2.54% YoY ขณะที่การปรับข้อมูลย้อนหลังอาจทำให้ GDP ปี 2024 และ 2025 เพิ่มเป็นประมาณ 3.09% และ 3.12% YoY ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม GDP ที่สูงขึ้นจาก MPI ใหม่ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจเพิ่งมีกิจกรรมใหม่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการวัดกิจกรรมที่มีอยู่เดิมได้ครบถ้วนและแม่นยำขึ้น จึงควรมองว่าเป็นการปรับ “แผนที่” ของโครงสร้างเศรษฐกิจให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากกว่าเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่

ระยะถัดไป สศอ. มีแผนเข้าสู่ ระยะที่ 2 โดยเปลี่ยนจากการใช้น้ำหนักคงที่ตามปีฐาน ไปเป็นระบบ Chain-link ที่ปรับน้ำหนักอุตสาหกรรมทุกปี เพื่อให้ MPI สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างภาคการผลิตได้เร็วขึ้น คล้ายแนวทางของสิงคโปร์และไต้หวัน แต่การเปลี่ยนผ่านต้องใช้เวลา เพราะต้องปรับทั้งฐานข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง และวิธีคำนวณ

มุมมองเศรษฐกิจ: การปรับ MPI ครั้งนี้ช่วยอธิบายได้มากขึ้นว่าเหตุใดตัวเลขส่งออกและการลงทุน ในอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี จึงดูแข็งแรงกว่าภาพภาคการผลิตเดิม และมีโอกาสนำไปสู่การปรับ GDP ไทยขึ้น แต่สาระหลักคือ เศรษฐกิจไม่ได้ดีขึ้นเพราะเปลี่ยนวิธีคำนวณ เพียงแต่ตัวเลขใหม่สะท้อนกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงได้ครบกว่าเดิม

 


ADVANC
แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส
คาด 3Q26 อ่อนลง QoQ จาก CLICX และค่าใช้จ่ายตามฤดูกาล
เราคาดกำไรหลัก 3Q26 ที่ 1.30 หมื่นล้านบาท (+8% YoY, -5% QoQ) โดยการลดลง QoQ มาจากค่าใช้จ่าย SG&A ที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลและการรับรู้ผลขาดทุนจาก CLICX Bank เต็มไตรมาสเป็นครั้งแรก มากกว่าการอ่อนตัวของธุรกิจโทรคมนาคมหลัก ขณะที่รายได้รวมยังคาดที่ 5.75 หมื่นล้านบาท (+5.7% YoY, +1.7% QoQ) หนุนจากมือถือ อินเทอร์เน็ตบ้าน และยอดขายเครื่องจากการเปิดตัว iPhone 18

รายได้มือถือคาดที่ 3.41 หมื่นล้านบาท (+3.7% YoY, -0.7% QoQ) โดยจำนวนผู้ใช้เพิ่มเป็น 47.3 ล้านราย และ ARPU แบบเติมเงินเพิ่ม 6.5% YoY เป็น 160 บาท ช่วยชดเชยรายได้ EPL ที่หายไป ขณะที่รายได้อินเทอร์เน็ตบ้านคาดโต 6.4% YoY ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเป็น 43.2% จาก 44.4% ใน 2Q26 จากสัดส่วนยอดขายเครื่องที่เพิ่มขึ้นและ SG&A สูงขึ้น ด้าน CLICX คาดรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน 23 ล้านบาท เทียบกับกำไร 273 ล้านบาทใน 2Q26 หลังธนาคารเริ่มดำเนินงานเมื่อ 19 มิ.ย. และ ADVANC ถือหุ้น 39%
เรามอง 3Q26 เป็นจุดต่ำสุดของปี โดยกำไรหลัก 9M26 คาดที่ 4.01 หมื่นล้านบาท (+19% YoY) คิดเป็น 74% ของประมาณการทั้งปี ก่อนฟื้น QoQ ใน 4Q26 จากฤดูกาลสูง การปรับราคาแพ็กเกจเติมเงินตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ยังช่วยดัน ARPU และการรับรู้ยอดขาย iPhone 18 Pro/Pro Max เต็มไตรมาส แม้ค่าใช้จ่ายการตลาดและค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้นจะจำกัดการขยายตัวของอัตรา กำไรบ้าง

Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 398 บาท โดยมองการอ่อนตัวของราคาหุ้นรอบงบ 3Q26 เป็นจังหวะสะสม เพราะแรงกดดันหลักมาจากค่าใช้จ่ายตามฤดูกาลและ CLICX ขณะที่ธุรกิจหลักยังเติบโต และปี 2026 ยังคาดกำไรหลัก 5.43 หมื่นล้านบาท (+13.7% YoY) ส่วนผลกระทบจากน้ำท่วมกรุงเทพฯ ต่อโครงข่ายคาดจำกัด โดยประเด็นที่ต้องติดตามมากกว่าคือกำลังซื้อในพื้นที่น้ำท่วมช่วงต้น 4Q26


JMT
เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส
แนวโน้มกำไรพลิกฟื้นและเร่งตัวสู่การเติบโต
เราประเมินว่าแนวโน้มกำไรสุทธิของ JMT จะฟื้นตัวใน 2H26 และกลับมาเติบโต YoY ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เรายังแนะนำ ซื้อ จาก 3 เหตุผล ได้แก่

1) เราประเมินว่าแนวโน้มการจัดเก็บเงินสดของ JMT จะฟื้นตัวใน 2H26 หนุนจากการปรับตัวของลูกค้าให้เข้ากับสถานการณ์ค่าครองชีพที่สูงได้ดีขึ้น โดยบริษัทปรับกลยุทธ์ในการเพิ่มศูนย์ประนอมหนี้, นำ AI มาช่วยในการดำเนินธุรกิจและจะเน้นขายทรัพย์สินรอการขายมากขึ้นใน 2H26 นอกจากนี้ เรายังประเมินว่า JMT จะทยอยเก็บหนี้ที่ซื้อเข้ามา 1.1 พันล้านบาท ใน 1Q26 ได้มากขึ้นอีกด้วยโดย JMT ได้มีการซื้อหนี้เข้ามาเพิ่มเติมใน 3Q26 ซึ่งก็จะหนุนให้การจัดเก็บเงินสดฟื้นตัวต่อเนื่องใน 4Q26 ซึ่งหากกการจัดเก็บเงินสดฟื้นตัว ก็จะส่งผลบวกต่อ JMT 2 ด้าน ทั้งในการของรายได้รวมที่ฟื้นตัว และการตั้งสำรองหนี้ที่ลดลง

2) เราคาดว่าการ refinance หุ้นกู้จะง่ายขึ้นในปีนี้ เพราะ JMT มีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนดใน 4Q26 เพียง 1.3 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทก็ตั้งเป้าซื้อหนี้ใหม่ไว้ที่ 2 พันล้าน/ปี โดยเราประเมินว่า JMT มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น ทำให้มีความพร้อมในการจ่ายปันผลในระดับสูงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ซึ่งก็คาดปันผล/หุ้นที่ 0.67 บาท หรือ dividend yield ที่ 6.6% และ

3) เราคาดกำไรสุทธิ 3Q26 จะอยู่ที่ 275 ล้าน เพิ่มขึ้น 19% YoY 17% QoQ หนุนจากการจัดเก็บเงินสดฟื้นตัวและการตั้งสำรองหนี้ลดลง และคาดทิศทางกำไร 4Q26 ก็จะเห็นการเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน จากการเข้าช่วง high season ของการจัดเก็บหนี้

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ประกัน By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง เห็น น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ในกรุงเทพและหลายจังหวัด ทำให้ผู้คนได้รับความเสียหาย ด้วยทรัพย์สิน....

HotNews: ส่อง 12 แบงก์ อุ้มลูกค้าฝ่าน้ำท่วม พักหนี้–ลดดอกเบี้ย–เติมทุน

จากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้