Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

62

 

คุยกันเรื่องเมกะเทรนด์ Megatrend 2026 Review: จาก Long-term Story สู่ Earnings Delivery


ภาพการลงทุนใน Megatrend ปี 2026 ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของตลาด จากเดิมที่ Long-term Growth Story สามารถสนับสนุน Valuation ได้ค่อนข้างมาก ไปสู่สภาวะที่นักลงทุนต้องการเห็น Earnings Delivery ที่ชัดเจนขึ้น การอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตระยะยาวจึงไม่เพียงพอ หากบริษัทไม่สามารถเปลี่ยน Structural Demand ให้กลายเป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้จริง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยิ่งเด่นชัดภายใต้สภาพแวดล้อมที่ Fed กลับมาขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ US 10-Year Treasury Yield เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 5% เพราะเมื่อ Discount Rate และต้นทุนเงินทุนสูงขึ้น ตลาดย่อมเข้มงวดมากขึ้นในการให้ Valuation Premium กับธุรกิจที่กำไรส่วนใหญ่ยังอยู่ไกลในอนาคต ทำให้ความแตกต่างระหว่าง Megatrend ที่มี Story กับ Megatrend ที่สร้างกำไรได้จริงกว้างขึ้นอย่างชัดเจน

 

AI Value Chain เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ Megatrend ที่สามารถเปลี่ยน Structural Demand ไปสู่ Earnings ได้แล้ว และยังคงเป็นธีมที่เรามีมุมมองเชิงบวกมากที่สุด โดย CHAT ETF ให้ผลตอบแทนประมาณ 46% YTD แม้ราคาจะพักฐานจากจุดสูงสุดราว 17% แต่ปัจจัยพื้นฐานของ AI Investment Cycle ยังไม่เห็นสัญญาณชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ
Computing Capacity ที่ยังตึงตัวทำให้ Hyperscalers ต้องเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง โดย Capex ของ Microsoft, Alphabet และ Meta ยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้ Data Center ของ Nvidia เติบโต 117% YoY และยอดสัญญารอรับรู้รายได้ของ Oracle เพิ่มขึ้นถึง 363% YoY ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่า AI Infrastructure ยังอยู่ในช่วง Expansion มากกว่าการเข้าสู่จุดสูงสุดของวัฏจักร และการเพิ่มกำลังประมวลผลยังมีแนวโน้มส่งผ่านประโยชน์ต่อเนื่องไปยัง Semiconductor, Memory, Networking, Data Center และ Power Infrastructure


สิ่งที่ทำให้ AI แตกต่างจากหลาย Megatrend คือ การเติบโตของกำไรได้ส่งผ่านไปสู่ธุรกิจในหลายๆ ห่วงโซ่คุณค่า ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของกลุ่ม Information Technology ใน S&P 500 มีรายได้และกำไรเติบโต 35.9% และ 70.4% YoY ตามลำดับ โดย Semiconductor เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่ Net Profit Margin เพิ่มขึ้นเป็น 31.6% จาก 25.2% ในปีก่อน
พร้อมกันนั้น AI Adoption ในภาคธุรกิจก็กำลังขยับจากช่วงทดลองใช้งานไปสู่ Commercial Use Case มากขึ้น รายได้ของ OpenAI และ Anthropic เติบโตอย่างรวดเร็วจาก AI Agent, Coding และ Enterprise Workflow ทำให้เส้นทางการสร้างรายได้ของ AI เริ่มชัดขึ้นทั้งในฝั่ง Application, Cloud และ Computing Infrastructure เมื่อ Capex Growth เริ่มเดินคู่กับ Revenue Growth และ Margin Expansion ความกังวลว่า AI จะเป็นเพียง Investment Story ที่สร้างผลตอบแทนในระยะไกลจึงลดลง


ในธีมอื่น ภาพปี 2026 เริ่มเห็นความแตกต่างตามระดับของ Monetization Visibility มากขึ้น Genomics ยังรักษา Momentum ได้ดี โดย GNOM ETF ให้ผลตอบแทนประมาณ 40% YTD จากความคืบหน้าด้าน Clinical Development, Regulatory Approval และ Gene Sequencing ขณะที่ HEAL ETF ซึ่งครอบคลุม Health Tech ในวงกว้างให้ผลตอบแทนค่อนข้างทรงตัว ภาพดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดไม่ได้ให้ Premium กับ Health Innovation ทั้งกลุ่มเหมือนกัน แต่เลือกลงทุนใน Segment ที่มี Catalyst และ Growth Visibility ชัดเจนกว่า
สำหรับ Quantum Computing แม้ QTUM ETF ปรับขึ้นประมาณ 31% YTD และการลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนยังเดินหน้าต่อเนื่อง แต่ Valuation ระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยน Technology Progress ไปสู่ Commercial Use Case มากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดเริ่มต้องการเห็น Revenue Path ที่จับต้องได้ มากกว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว


Defense Tech เป็นอีกธีมที่ Story ระยะยาวยังแข็งแรง แต่ Price Momentum เริ่มต้องการ Earnings Catalyst ชุดใหม่ หลังจากปรับตัวโดดเด่นในช่วงต้นปี SHLD ให้ผลตอบแทนประมาณ -3% YTD ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานระยะกลางถึงยาวยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง โดย NATO ยังคงเดินหน้าเป้าหมายการใช้จ่ายด้าน Defense และ Security รวม 5% ของ GDP ภายในปี 2035


ปัจจัยสำคัญจึงอยู่ที่ความเร็วในการส่งผ่านจากนโยบายไปสู่ Procurement, Order และ Backlog ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรายได้และกำไร การประชุม NATO ปี 2026 เริ่มเห็นสัญญาณว่ากระบวนการดังกล่าวกำลังเดินหน้า หากการจัดซื้อจัดจ้างเร่งตัวมากขึ้น ก็มีโอกาสกลายเป็น Catalyst ที่ช่วยให้ Earnings Momentum และ Price Momentum กลับมาเชื่อมโยงกันอีกครั้ง


ในทางตรงกันข้าม Space Economy และ Nuclear Energy เป็นตัวอย่างของธีมที่ Structural Demand ยังอยู่ แต่ตลาดเริ่มตั้งคำถามกับระยะเวลาที่ Demand เหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นกำไร Space Economy เผชิญแรงขายหลังความคาดหวังต่อการเติบโตถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว โดย UFO ETF ยังให้ผลตอบแทนประมาณ 11% YTD แต่ปรับลดลงจากจุดสูงสุดราว 37% สะท้อนช่องว่างระหว่าง Valuation กับ Earnings Delivery ที่ยังตามไม่ทัน
ส่วน Nuclear Energy แม้ NLR ETF ปรับลดลงประมาณ 14% YTD แต่ Structural Demand จากความต้องการไฟฟ้าของ AI Infrastructure และการลงทุนในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ปัญหาอยู่ที่ระยะเวลาการก่อสร้าง ต้นทุนโครงการ และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดต้องการเห็นความคืบหน้าของโครงการและ Earnings Catalyst ที่ชัดเจนกว่าที่ผ่านมา ก่อนจะกลับมาให้ Valuation Premium ในระดับสูง


กลยุทธ์การลงทุนใน Megatrend ระยะข้างหน้า ควรให้น้ำหนักกับ Monetization Visibility โดยพิจารณาความสามารถในการเปลี่ยน Structural Demand ไปสู่รายได้ กำไร และกระแสเงินสด เทียบกับ Valuation ปัจจุบัน เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อ AI Value Chain มากที่สุด จาก AI Capex, Earnings Growth และ Enterprise Adoption ที่เติบโตต่อเนื่อง
ขณะที่ Genomics/Health Tech และ Quantum Computing ยังมีแนวโน้มเติบโตระยะยาว แต่ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับ Catalyst เฉพาะกลุ่ม โดย Quantum ยังต้องพิสูจน์ Commercialization เพิ่มเติม ส่วน Defense Tech เรายังคงมุมมองเชิงบวกในระยะกลางถึงยาว โดยมีการส่งผ่านคำสั่งซื้อและ Backlog สู่รายได้และกำไรเป็น Catalyst สำคัญ ขณะที่ Space Economy และ Nuclear Energy แม้มีแนวโน้มเติบโตระยะยาว แต่ในระยะสั้นควรให้น้ำหนักกับ Earnings Visibility, Valuation และ Execution Risk มากขึ้น



สรุปภาพตลาดวานนี้
SET ขยับต่อวานนี้ โดยอาศัยบารมี DELTA เป็นหลัก (ดันไป 5 จาก 6.4 จุด) แต่พบการหมุนกลับมาเก็บหุ้นที่ลงไปก่อนหน้าอย่าง ICT (แต่แรงซื้อยังไม่แรงพอจะบอกว่า Rotation กลับ) นอกจากนี้ กลุ่มปิโตรเคมี ก็ยังบวกขึ้นมาแล้ว อย่างไรก็ดี กลุ่มที่ขายกดดันตลาดกลับเป็น Commerce, Food อย่างไรก็ดี ยังมีเห็นสัญญาณที่ดีในกลุ่มโรงไฟฟ้า

แนวโน้มตลาดวันนี้
ตรวจแถว ก่อนไปกันต่อ
หากยังไม่มีกลุ่มไหนแตกแถว (Sector rotation) คาดแนวโน้มหุ้นไทยยังรักษาแนวโน้มขาขึ้นหลักเหนือ 1590-1610 จุด (แต่ยังเล่นอยู่ในกรอบ) จากการทยอยหมุนหุ้นล่างกลับขึ้นมาเล่น เช่น โรงไฟฟ้า (GPSC BGRIM) แม้ยังอาจขาดความต่อเนื่องแต่อย่างน้อยก็เริ่มรีบาวด์สลับ
นอกจากนี้หุ้นที่ขึ้นแล้วขึ้นต่อ แม้ Trailing PE จะแพง เช่นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (KCE HANA) ราคาก็ยังแข็งกว่าตลาด ส่วนกลุ่มด้อยยังด้อยต่อ แต่จำนวนหุ้นที่ด้อยกว่าตลาด อย่างสื่อสาร (ADVANC TRUE) สินเชื่อบุคคล (MTC SAWAD) ต่างก็เริ่มไม่ทำ New low
สะท้อนภาพตลาดที่มีแรงรับแม้ต่างชาติจะ มีขายสลับ หนักบ้าง-เบาบ้าง ในกลุ่มราคาบน แต่นักลงทุนในประเทศเอาอยู่ และไม่ได้เกิดแรงขายหนักกระจุกตัวในหุ้นราคาล่าง
ดังนั้นเราคงคาดหากไม่ได้มีประเด็นสร้างเรื่องใหม่ เช่นความกังวลในหุ้นรายตัว ยกตัวอย่าง AAV ก่อนหน้านี้ หรือความกังวล Singtel ปลดล็อก Silent period หุ้น GULF อาจจะมีแรงขายระยะสั้น-ต่อให้ราคาหุ้นรายตัวบางตัวจะมีประเด็นลบ แต่ภาพรวมการเล่นหุ้นยังคงเป็นบวกตามโมเมนตั้มที่เราประเมิน
เช่นที่เราเริ่มมองกลุ่ม โรงไฟฟ้า เดือนหน้าจะกลับมาโฟกัสเรื่อง Direct PPA และ PDP ใหม่ รวมถึงเกณฑ์คุม data center กลางเดือน ต.ค. น่าจะมีความชัดเจน และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ คาดจะเล่นตรงไปตรงมากับหุ้นเทคโลกที่ขานรับบอนด์ยิลด์ ที่เราคาดว่ากำลังผ่านจุดสูงสุดและมีแนวโน้มปรับฐาน
ส่วนประเด็นการเมืองในประเทศ เราคาดว่าหากไม่มีปัจจัยเหนือความคาดหมายจนทำให้การทำงานของ ครม. สะดุด ตลาดหุ้นไทยควรตอบรับเชิงบวกหลังจากวันที่ 28 ก.ย.มีความชัดเจนเรื่องบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
กลยุทธ์แนะนำ เกาะหุ้นกลุ่มเด่นตามหุ้นในพอร์ต (รร. รพ.สินค้าโภคภัณฑ์ ส่งออก วันนี้คาดวนมาเล่น รร.) และ Sector rotation แล้วไปกันต่อ


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง


วิเคราะห์ทางเทคนิค
หุ้นตามสเปค “Golden cross”
ภาพรวม: SET Index สามารถทะลุผ่าน 1,600 จุด ขึ้นมาได้สำเร็จ! โดยเริ่มเห็นโครงสร้างทางเทคนิคเปลี่ยนจากภาพการพักตัว/แกว่งตัวออกข้าง เข้าสู่ "ภาพการฟื้นตัวรอบใหม่
EMA Alignment: เส้น EMA 10, 25 และ 50 วัน เกิดสัญญาณ Golden Cross (เรียงตัวลักษณะความชันที่เพิ่มขึ้น)
Bullish Momentum: การเรียงตัวของเส้น EMA ลักษณะนี้จะเป็นการยืนยันภาพ Bullish Cycle ระยะสั้น-กลาง
MACD: ตัดขึ้นเหนือเส้น Signal Line แต่อยู่ต่ำกว่าแกนศูนย์บ่งชี้การฟื้นตัวระยะสั้น แต่!ยังไม่ยืนยันขาขึ้นระยะกลาง
Support: 1,600 จากอดีตเคยเป็นแนวต้านแข็งแกร่งจะเปลี่ยนบทบาทกลายเป็นแนวรับในรอบนี้
Secondary support: 1,585 - 1,590 จุด กรอบแนวรับสำรอง (EMA 10 & 75 วัน) หากเกิดการย่อตัว Pullback
First resistance: 1,630 (Fibo channel & Consolidate zone) Next resistance: 1,650 จุด Previous high เมื่อเดือนก.ค. 2026
Technical Strategic: กลยุทธ์ทางเทคนิค
การปรับพอร์ต: เมื่อโครงสร้างตลาดเริ่มฟื้นตัว ไม่ควรรีบ Short หรือขายเร็วแนะใช้วิธีเล่นตามเทรนด์ โดยปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นขึ้นมาอยู่ในระดับ 60-70% เน้นหุ้นใหญ่/หุ้นผู้นำ Market Leaders และได้รับอานิสงส์จากเงินทุนไหลเข้า
จังหวะเข้าซื้อ: Follow Buy: ตามน้ำเมื่อยืนเหนือ 1,600 จุดได้อย่างมั่นคงพร้อม Volume หนุน
Buy on Dip: หากระหว่างทางมีการย่อตัวใกล้บริเวณ 1,590-1,600 จุด ถือเป็น จุดซื้อสะสม โดยใช้เส้น EMA 10/25 เป็นเกณฑ์ในการรับ
หุ้นแนะนำสเปก Golden Cross: ไฟฟ้า (GULF, GUNKUL) นิคม (WHA) สายการบิน (THAI)



What to watch
ครม.ไฟเขียวต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส อีก 2 เดือน รวม 1000 บาท
สถาบันการเงินในยุโรป แสดงความกังวลเพิ่มต่อการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ และการเพิ่มความระมัดระวัง ด้วยการทำประเมินความเสี่ยงใหม่ (อาจรวมถึง Stress test) Norges Bank investment เตรียมลดสัดส่วนถือครองพันธบัตรสหรัฐฯลงจาก 70% เหลือ 50% ด้านสวิสฯ และ อังกฤษ ต่างออกมาเสนอแนวทางลดสัดส่วนฯ ไปในทางเดียวกัน
ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับเดนมาร์ก-กรีนแลนด์ คุมความมั่นคงถาวรนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กคาดว่าจะมีการลงนามข้อตกลงระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่กำลังจะมีขึ้น และข้อตกลงจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาตามที่จำเป็น โดยกรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก
ศาล รธน.นัดวินิฉัยชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง วันที่ 28 ก.ย.2569


หุ้นแนะนำวันนี้
BH ปีหน้ารพ. ที่ภูเก็ต เปิดทำการ คาดจะเพิ่มจำนวนเตียง และผ่านจุดคุ้มทุนได้เร็ว จากดีมานต์คนไข้ในพื้นที่เศรษฐกิจเติบโตสูงอย่างภูเก็ตและพื้นที่โดยรอบ รวมต่างชาติ /Valuation PE2027 ที่ 19x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม 23 เท่า น่าสนใจสุดในระดับ ROE 25% PBV 5x
แนวรับ 196 ต้าน 205 Stop loss 190

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

Bank Sector
เริ่มเห็นสัญญาณสินเชื่อฟื้น แต่รอแรงส่งชัดขึ้นใน 4Q26
สินเชื่อรวมของ 7 ธนาคารที่เราติดตาม ณ สิ้นเดือน ส.ค. อยู่ที่ 10.9 ล้านล้านบาท ทรงตัว MoM และเพิ่ม 3.4% YoY โดยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น MoM นำโดย KTB +0.3% จากหน่วยงานภาครัฐ, TISCO +0.3% จากสินเชื่อธุรกิจและ SME, TTB +0.2% และ KBANK +0.2% จากสินเชื่อธุรกิจ ขณะที่ BBL -0.7%, KKP -0.6% และ SCB -0.1% ส่วนเงินฝากรวมเพิ่ม 0.5% MoM เป็น 13.2 ล้านล้านบาท นำโดย TISCO, TTB และ KTB

เราคาดสินเชื่อรวมสิ้นเดือน ก.ย. ยังทรงตัว MoM จากการที่ธนาคารยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอ แต่ อุปสงค์สินเชื่อมีแนวโน้มดีขึ้นใน 4Q26 จากความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของภาคธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยช่วงเทศกาล ทำให้มีโอกาสที่สินเชื่อรวมปี 2026 จะสูงกว่าสมมติฐานเดิมของเราราว 1–2% โดย KBANK, KKP และ KTB มีโอกาสสูงกว่าประมาณการ 1–2% ขณะที่ TTB มีความเสี่ยงต่ำกว่าประมาณการในระดับใกล้เคียงกัน ส่วน BBL, SCB และ TISCO ยังมีแนวโน้มเป็นไปตามสมมติฐานเดิม
ด้านกำไรช่วง ก.ค.–ส.ค. การเปลี่ยนแปลงของกำไรสะสมหลังปรับรายการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งใช้เป็นตัวชี้นำกำไรสุทธิได้ค่อนข้างดี ชี้ว่า TTB และ TISCO มีแนวโน้มเด่นสุด YoY โดย TTB เพิ่ม 11% YoY, TISCO +9%, KBANK +7%, KKP +6% และ KTB +2% ขณะที่ SCB ทรงตัว และ BBL ลดลง 19% YoY อย่างไรก็ตาม ตัวเลขงบ 3Q26 จริงยังอาจแตกต่างจากตัวชี้นำดังกล่าวจากการตั้งสำรองและกำไร/ขาดทุนจากการตีมูลค่าเครื่องมือทางการเงิน

Fundamental view: คงน้ำหนักกลุ่มธนาคาร เท่ากับตลาด โดยภาพสินเชื่อเริ่มมีพัฒนาการดีขึ้น และมีโอกาสเห็นแรงส่งชัดขึ้นใน 4Q26 ขณะที่แนวโน้มกำไรช่วง ก.ค.–ส.ค. เด่นสุดใน TTB, TISCO และ KBANK

 

Tourism Sector
การฟื้นตัวปีหน้า ให้น้ำมากกับ “มูลค่า” มากกว่าแค่ “จำนวน”
เราคงน้ำหนักกลุ่มท่องเที่ยว มากกว่าตลาด โดยประเด็นสำคัญของรอบนี้เปลี่ยนจากการมองเพียง “นักท่องเที่ยวจะกลับมากี่คน” ไปสู่ นักท่องเที่ยวกลุ่มไหนเข้ามา พักนานแค่ไหน และบริษัทใดสามารถเปลี่ยนการฟื้นตัวเป็นรายได้ได้ดีที่สุด หลังโครงสร้างการท่องเที่ยวไทยเปลี่ยนไปจากก่อนโควิดชัดเจน แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2025 อยู่ที่ 33.0 ล้านคน ต่ำกว่าปี 2019 ถึง 17% แต่รายได้จากที่พักกลับอยู่ที่ 5.56 แสนล้านบาท สูงกว่าปี 2019 แล้ว 2.5% จากสัดส่วนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่สูงขึ้น ระยะเวลาพำนักนานขึ้น และสัดส่วนการใช้จ่ายกับที่พักที่เพิ่มขึ้น

นักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) คือแรงขับเคลื่อนด้านมูลค่าของกลุ่ม โดยปี 2025 มีสัดส่วนเพียง 35.5% ของจำนวนนักท่องเที่ยว แต่สร้าง 47.4% ของรายได้ท่องเที่ยวและราว 54% ของรายได้ที่พัก จุดเด่นไม่ได้มาจากการใช้จ่ายต่อวันที่สูงกว่า เพราะจริงๆ ต่ำกว่านักท่องเที่ยวระยะใกล้ แต่เกิดจากระยะเวลาพำนักเฉลี่ยที่ 14.6 วัน เทียบ 7.3 วัน ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านที่พักต่อทริปอยู่ที่ 25,800 บาท หรือราว 2.2 เท่า ของนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) ขณะเดียวกันสัดส่วนเงินที่ใช้กับที่พักของนักท่องเที่ยวระยะไกลสูงถึง 40.1% เทียบ 30.3% สำหรับระยะใกล้

สำหรับปี 2027 เราคาดนักท่องเที่ยวฟื้นเป็น 34.0 ล้านคน (+6.6% YoY) โดยระยะไกลโต 7.7% YoY เร็วกว่าระยะใกล้ที่ 5.9% แต่จุดสำคัญคือแม้จำนวนนักท่องเที่ยวยังต่ำกว่าปี 2019 ราว 15% รายได้จากที่พักกลับคาดเพิ่ม 11.4% YoY เป็น 6.23 แสนล้านบาท หรือสูงกว่าปี 2019 ราว 15% สะท้อนว่ากลุ่มโรงแรมไม่จำเป็นต้องรอจำนวนนักท่องเที่ยวกลับไปใกล้ 40 ล้านคนเพื่อสร้างรายได้สูงกว่าก่อนโควิด โดยจีนและเอเชียเหนือช่วยเติมจำนวน ขณะที่ยุโรป สหรัฐฯ รัสเซีย อิสราเอล และตะวันออกกลางช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่าย
ในระดับหุ้นรายตัว AWC เป็นหุ้นโรงแรมเด่นที่สุด สำหรับภาพดังกล่าว เพราะได้ทั้งการฟื้นของจีนและฐานลูกค้าระยะไกลที่คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของรายได้ห้องพักต่างชาติ อีกทั้งรายได้ห้องพักในหลายตลาดโตเร็วกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว เช่น จีน +32% YoY เทียบจำนวนนักท่องเที่ยว +25%, สหรัฐฯ +11% เทียบจำนวนนักท่องเที่ยวทรงตัว ขณะที่แรงส่งระยะสั้นยังชัด โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่เปิดให้บริการ (RevPAR) 3Q26 โต 24% YoY และยอดจองรายได้ห้องพักล่วงหน้า 4Q26 โตประมาณ 30%+ YoY จึงยังเห็นแรงส่งต่อเนื่องถึง 1Q27
ส่วน CENTEL เป็นหุ้นที่มีโอกาสเด่นขึ้นในปี 2027 จากสัดส่วนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่เพิ่มขึ้นและการฟื้นของสินทรัพย์ที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติเต็มที่ ทั้ง ดูไบที่คาดพลิกจากขาดทุนราว 100 ล้านบาทสู่จุดคุ้มทุน, มัลดีฟส์จากขาดทุนราว 200 ล้านบาทสู่จุดคุ้มทุน, ญี่ปุ่นที่ผ่านฐาน ADR สูงของปี 2025 และโรงแรมไทยที่กลับมาเปิดหลังปรับปรุง หากทุกส่วนฟื้นเต็มที่ มีโอกาสเพิ่มกำไรราว 350 ล้านบาท ทำให้กำไรปี 2027 สูงกว่าประมาณการของเราราว 7.6% และสูงกว่าตลาด 8.8% โดย 3Q26 อาจเป็นไตรมาสอ่อนตัวสุดท้ายก่อนเห็นการฟื้นชัดขึ้นตั้งแต่ 4Q26–1Q27

Fundamental view: คงน้ำหนักกลุ่มท่องเที่ยว มากกว่าตลาด โดยหุ้นที่เน้นคือ AOT, AWC และ CENTEL
ทั้งนี้ โดยสรุปในส่วน AOT เหมาะกับการฟื้นของ “จำนวน” และได้แรงหนุนเพิ่มจาก PSC ที่สูงขึ้นเต็มปีงบประมาณใน FY27, AWC เด่นที่สุดในภาพการฟื้นทั้ง “จำนวนและมูลค่า” ต่อเนื่องถึง 1Q27 ขณะที่ CENTEL มีโอกาสเห็นการฟื้นของกำไรเด่นตลอดปี 2027
ส่วน ERW ยังได้ประโยชน์จากฤดูกาลท่องเที่ยวสูงใน 4Q26 แต่แรงส่งหลังจากนั้นมีน้อยกว่า AWC และ CENTEL

 

 


CENTEL (Idea)
โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา
หลังผ่าน 3Q26 จะเข้าสู่โหมดฟื้นเต็มที่ โดยเฉพาะปี 2027
วันนี้เราออก IDEA Call หุ้น CENTEL คงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมาย 49 บาท) โดยมอง CENTEL เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์สูงจากการฟื้นตัวในปี 2027 หลังแรงกดดันหลายส่วนในปี 2026 ทั้งดูไบ มัลดีฟส์ ญี่ปุ่น และโรงแรมไทยที่อยู่ระหว่างปรับปรุง มีแนวโน้มลดลงพร้อมกัน ขณะที่เรามอง 3Q26 น่าจะเป็นไตรมาสอ่อนตัวสุดท้าย (Bottom-out) ก่อน momentum ดีขึ้นชัดใน 4Q26-1Q27 โดยเรามองประเด็นสำคัญ ได้แก่

1) ประมาณการกำไรปี 2027 มี Upside จากของเราที่ 2.54 พันล้านบาท เพราะยังไม่ได้สมมติการฟื้นตัวเต็มที่ โดยคาดดูไบคาดขาดทุนราว 100 ล้านบาทในปี 2026 ก่อนกลับมาเท่าทุนในปี 2027, มัลดีฟส์จากขาดทุนราว 200 ล้านบาทเข้าใกล้จุดเท่าทุน, ญี่ปุ่นหยุดเป็นแรงกดดันหลังฐาน ADR จาก Expo ถูกปรับลง และโรงแรมหัวหินกับกระบี่กลับมารับรู้รายได้เต็มปีหลังปรับปรุงเสร็จ พร้อมโอกาสเพิ่ม ADR อย่างน้อย 10% หลัง Repositioning รวมแล้วมีศักยภาพฟื้นกำไรราว 350 ล้านบาท ดังนั้น หากการฟื้นตัวได้เต็มที่กว่ากรณีฐาน กำไรปี 2027 อาจเพิ่มเป็นราว 2.73 พันล้านบาท (คาด Upside ต่อกำไรราว 7.5%) และหนุนราคาเป้าหมายเชิง Sensitivity ไปใกล้ 52 บาท จากกรณีฐาน 49 บาท

2) สัญญาณฟื้นเริ่มเห็นชัดขึ้นแล้ว โดย RevPAR เดือน ส.ค. ของพอร์ตเพิ่ม 3-4% YoY นำโดยไทย +12% YoY และมัลดีฟส์ +30% YoY ขณะที่ดูไบลดลงเหลือราว -20% YoY จาก -61% YoY ใน 2Q26 และญี่ปุ่นลดลงเหลือ -30% YoY จาก -46% YoY ใน 2Q26 สะท้อนว่าแรงกดดันเริ่มกระจุกอยู่เพียงบางพื้นที่มากกว่าแรงกดดันทั้งพอร์ตฯ

3) สัดส่วนลูกค้าระยะไกล (Long-haul) ที่เพิ่มขึ้น โดยโรงแรมในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนลูกค้า Long-haul เพิ่มจากราว 32% ในปี 2019 เป็น 46% ในช่วง 8M26 ขณะที่รายได้จากลูกค้ารัสเซีย จีน และอิสราเอลใน 1H26 โต 24%, 39% และ 43% YoY ตามลำดับ ส่วนลูกค้าจากอังกฤษ เยอรมนี และสหรัฐฯ ยังต่ำกว่าระดับปกติ จึงยังมี upside หากการฟื้นตัวของตลาดเหล่านี้ดีขึ้น

4) ยังมีโอกาสเติบโตระยะยาวจากการขยายโรงแรมแบบ Asset-light มากขึ้น โดย ณ มิ.ย. 2026 มีโรงแรมเปิดดำเนินงาน 52 แห่ง 11,394 ห้อง และมี Pipeline รวม 40 แห่ง 8,507 ห้อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงแรมที่รับบริหาร ช่วยให้การเติบโตหลังปี 2027 ไม่ได้พึ่งเฉพาะการฟื้นตัวของรอบโรงแรมเดิมเท่านั้น


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ไต่เส้น By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง แต่เกมหุ้นไทย ไต่เส้น เส้นกราฟ เคลื่อนไหว ตามแรงเก็งกำไร แรงขาย แรงซื้อ ซื้อมากกว่าขาย ...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้