Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

79

 
BOUND!!! ฟื้นช่วงสั้น ... คัดกลุ่มน่า SHOP

HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นราว 0.6% - 1.7% และยุโรปรีบาวน์ราว 0.6% -1.2% หลังภาพรวมตลาดโลกได้รับแรงหนุนจากปัจจัยที่เคยกดดันในช่วงที่ผ่านมามีสัญญาณผ่อนคลายลง โดยมี 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบปรับลดลง ลดแรงกดดันเงินเฟ้อโลก, BOND YIELD สหรัฐฯ ย่อตัว สะท้อนมุมมองตลาดเชื่อมั่นมากขึ้นว่า FED ยังสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้, สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ยังไม่เร่งตัวก่อนการประชุมผู้นำ24 ก.ย. นี้
• ขณะที่ประเด็นหลักที่ต้องจับตาในวันนี้คือ การประชุม BOJ คาดเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 BPS. สู่ระดับ 1.25% รวมถึงสัญญาณการเดินหน้านโยบายการงเงินของ BOJ ในระยะถัดไป เพราะหาก BOJ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินเยนอาจเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าต่อไป


REGION RADAR
• หุ้นกลุ่ม MEMORY ฟื้นตัวแรงวานนี้ นำโดย SANDISK +6% และMICRON +5% โดยได้แรงหนุนจาก LIP-BU TAN ซึ่งเป็น CEO ของINTEL กล่าวในงาน AI INFRASTRUCTURE SUMMIT ที่ซานตาคลาราว่า ดีมานด์ MEMORY ไม่ได้ชะลอตัว และราคาจะยังปรับขึ้นต่อ
• GENERAC (GNRC US) +18% หลังบริษัทได้เปิดเผยข้อตกลงระยะยาวในการจัดส่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้กับ AMAZON เพื่อใช้ใน DATACENTERS มูลค่าราว $2.4 พันล้านในช่วงปี 2027-2028 นับเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้รวมของบริษัท

THAI FOCUS
• GDP ไทยมีแรงหนุนจากภาครัฐ–การต่างประเทศ ทั้งลุ้นต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส กระตุ้นการบริโภค และจับตาเจรจาภาษีไทย–สหรัฐฯ และการเยือนสหรัฐฯ ของนายกฯ
• FTSE REBALANCE วันนี้ คาดช่วยเพิ่มมูลค่าซื้อขายจากแรงปรับพอร์ตของต่างชาติ
• มุมมองตลาด ปัจจัยบวกจากนโยบายรัฐ + FUNDFLOW/REBALANCE อาจหนุน SET เปิดบวก โดยมีแนวต้าน 1,600จุด


SYNAPSE STRATEGY
• SET ปรับขึ้น +25.7% YTD แต่หลาย SECTOR ยังให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด ขณะที่ Q4 กำลังเข้าสู่ HIGH SEASON จึงอาจเป็นจังหวะสะสมหุ้น LAGGARD เพื่อจับตาโอกาส CATCH-UP TRADE
• 5 กลุ่มที่น่าจับตา คือ 1.TOURISM (AOT THAI CENTEL ERW)2.HELTH (BDMS BH BCH PR9) 3.COMM(CRC BJC COM7CPALL CPAXT) 4.ICT(ADVANC TRUE) 5.FIN (MTC TIDLORKTC AEONTS)

 

 

 

HORIZON MARKET VIEW
ความกังวลผ่อนคลาย หนุนบรรยากาศการลงทุนระยะสั้น
วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นราว 0.6% -1.7% และยุโรปรีบาวน์ราว 0.6% -1.2% หลังภาพรวมตลาดโลก
ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยที่เคยกดดันในช่วงที่ผ่านมามีสัญญาณผ่อนคลายลง โดยมี3 ส่วนหลักๆ ได้แก่
1. ราคาน้ำมันดิบปรับลดลง ลดแรงกดดันเงินเฟ้อโลก สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับลงมาจากความคืบหน้าในการฟื้นฟูกำลังการขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย หลังเหตุโจมตีท่อส่ง EASTWEST PIPELINE รวมถึงการที่จีนขอความร่วมมือจากอิหร่านให้ช่วยควบคุมกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งอาจช่วยลดความตึงเครียดบริเวณช่องแคบ BAB EL-MANDEB หนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันลดลงและช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น
2. ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ฟื้นตัว หลังราคาน้ำมันลดลง ส่งผลให้ตลาดเชื่อมั่นมากขึ้นว่า FED ยังสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ โดย BOND YIELD สหรัฐฯ ปรับลดลงอย่างน้อย 4 BPS ทุกช่วงอายุ อีกทั้งพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษยังได้รับแรงหนุนจากการที่ BOE ยกเลิกแผนขายพันธบัตรระยะยาวภายใต้โครงการ QT ส่งผลให้แรงกดดันต่อตลาดตราสารหนี้ลดลง
3. สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ยังไม่เร่งตัวก่อนการประชุมผู้นำ หลังสหรัฐเตรียมเลื่อนการประกาศมาตรการภาษีเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของจีนออกไปจนกว่าจะผ่านการประชุม XI-TRUMP วันที่ 24 ก.ย. 2569

ขณะที่ประเด็นหลักที่ต้องจับตาในวันนี้คือ การประชุม BOJ คาดเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 BPS. สู่ระดับ 1.25%รวมถึงสัญญาณการเดินหน้านโยบายการงเงินของ BOJ ในระยะถัดไป

เพราะหาก BOJ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินเยนอาจเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าต่อไป แต่ในทางกลับกัน หาก BOJ มีแนวโน้ม HAWKISH มากกว่าตลาดคาด อาจทำให้ค่าเงินเยนพลิกกลับมาแข็งค่าอีกครั้งได้


REGION RADAR
กลุ่ม MEMORY ปรับตัวขึ้นหลัง CEO INTEL ส่งสัญญาณเชิงบวก
หุ้นกลุ่ม MEMORY ฟื้นตัวแรงวานนี้ นำโดย SANDISK +6% และ MICRON +5% โดยได้แรงหนุนจาก LIP-BU TAN ซึ่งเป็น CEO ของ INTEL กล่าวในงาน AI INFRASTRUCTURE SUMMIT ที่ซานตาคลาราว่า ดีมานด์MEMORY ไม่ได้ชะลอตัว และราคาจะยังปรับขึ้นต่อ และเสริมว่าคอขวดของกลุ่ม MEMORY อาจเลวร้ายลงอีกในปีหน้า ซึ่งจากคำกล่าวของ LIP-BU TAN ในครั้งนี้ มีแรงซื้อเริ่มในหุ้นกลุ่ม MEMORY และได้ขยายไปยังกลุ่ม AISERVER ที่จะได้ประโยชน์จากความต้องการใช้ CLOUD ที่มากขึ้น หนุนหุ้น SMCI +10%, HAWLETT +8% และ
DELL +4%


GENERAC ประกาศดีลระยะยาวในการส่งไฟฟ้าให้กับ AMAZON
ผู้นำระดับโลกด้านระบบไฟฟ้าสำรอง GENERAC (GNRC US) +18% หลังบริษัทได้เปิดเผยข้อตกลงระยะยาวในการจัดส่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้กับ AMAZON เพื่อใช้ใน DATA CENTERS มูลค่าราว $2.4 พันล้านในช่วงปี2027-2028 ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้รวมของบริษัทในปี 2025 ที่ $4.2 พันล้าน อีกทั้งข้อตกลงนี้เปิดโอกาสให้บริษัทลูกของ AMAZON มีสิทธิซื้อหุ้น GENERAC ได้สูงสุด 1.69 ล้านหุ้น ที่ราคาประมาณ 201 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยสามารถซื้อหุ้นล็อตแรกราว 308,000 หุ้นได้ทันที และสิทธิส่วนที่เหลือจะค่อยๆ
ปลดล็อกตามยอดการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น จากประเด็นนี้ทำให้เรามีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่ม POWER ที่เกี่ยวข้องกับ DATA CENTERS แนะนำเก็งกำไรต่อเรนื่องสำหรับ DR: BE03

 

THAI FOCUS
ปัจจัยที่ส่งผลต่อ GDP และตลาดหุ้นไทยมีอะไรที่ควรรู้
ทิศทางเศรษฐกิจไทยมีความหวังเชิงบวกจากการผลักดันนโยบายของภาครัฐและการต่างประเทศ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ดังนี้
• กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 22 ก.ย.69เพื่อพิจารณาต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทย พลัส ออกไปอีก 2 เดือน โดยยังคงเงื่อนไขเดิมไว้ เพื่อรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศ
• การเจรจาและการติดตามประเด็นเรื่องภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเดิมมีกำหนดการพูดคุยเพื่อปิดดีลระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทย (อนุทิน) และ ทรัมป์ ในช่วงวันที่ 17-18 ก.ย.69
• นายกฯไทย มีกำหนดการเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ(UNGA) ครั้งที่ 81 ในวันที่ 24 ก.ย.69ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์ระดับนานาชาต

 

ในฝั่งของตลาดทุน มีการปรับน้ำหนักของดัชนี FTSE GLOBAL EQUITY INDEX ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ EFFECTIVEณ ราคาปิดของวันที่ 18 ก.ย.69 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
• กลุ่ม LARGE CAP: หุ้น CPN ถูกปรับลดชั้นออกจากกลุ่มนี้
• กลุ่ม MID CAP: หุ้น BTS, LH, SCCC และ TU ถูกปรับลดชั้นออกจากกลุ่มนี้
• กลุ่ม SMALL CAP: มีการเพิ่มหุ้น FTREIT และ THAI เข้าไปใหม่ ขณะเดียวกันหุ้น BLAND, SPCG และ
TPIPP ถูกถอดออกจากการคำนวณ
ซึ่งการปรับสมดุลพอร์ตของกองทุนต่างชาติ (REBALANCE) ตามดัชนีระดับโลก มักส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายใน SET เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยฯในวันที่มีผลบังคับใช้ หากพิจารณาเทียบเคียงจากวันที่มีการปรับน้ำหนักดัชนีMSCI เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา พบว่ามูลค่าการซื้อขายของตลาดเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติราว 9 พันล้านบาทจึงคาดหวังว่าวันนี้ ตลาดหุ้นไทยจะได้รับความคึกคักและปริมาณการทำรายการที่หนาแน่นขึ้นจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ

สรุปภาพรวมจึงสะท้อนว่า ตลาดกำลังได้รับแรงหนุนทั้งจากการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเม็ดเงินจากการจัดพอร์ตลงทุนของต่างชาติในวันนี้ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นเปิดบวกได้ในวันนี้ โดยมองแนวต้านแรกที่ระดับ 1600 จุด

 

SYNAPSE STRATEGY
เจาะกลยุทธ์ลงทุนรับไตรมาส 4 ส่องโอกาสหุ้น LAGGARD CATCH-UP TRADE
ก้าวเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2026 ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นตั้งแต่ต้นปี +25.7% อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกลงไปในรายกลุ่มอุตสาหกรรม (SECTOR) จะพบว่ายังมีอีกหลายกลุ่มที่ผลตอบแทนยังคงตามหลังตลาดอยู่มาก(LAGGARD) ทั้งๆที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ช่วง HIGH SEASON ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งจุดนี้ที่ฝ่ายวิจัยฯ มองว่าเป็นโอกาสสำคัญที่นักลงทุนจะได้สะสมหุ้นเพื่อลุ้นการปรับตัวขึ้นตามตลาด (CATCH-UP TRADE)


ส่อง 5 กลุ่มหุ้น LAGGARD ที่มีโอกาสฟื้นตัวรับ HIGH SEASON Q4 ได้แก่
1. กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM) ผลตอบแทน YTD +8.4% อาทิ AOT, THAI, CENTEL, ERWO ปัจจัยหนุน: ไตรมาส 4 เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (HIGH SEASON) ที่สำคัญที่สุดของปี
2. กลุ่มการแพทย์ (HELTH) ผลตอบแทน YTD +7.6% อาทิ BDMS, BH, BCH, PR9O ปัจจัยหนุน การเข้าใช้บริการทางการแพทย์มักจะโดดเด่นในช่วงปลายปี ทั้งจากโรคตามฤดูกาลและการใช้สวัสดิการตรวจสุขภาพประจำปี
3. กลุ่มค้าปลีก (COMM): ผลตอบแทน YTD +6.8% อาทิ CRC, BJC, COM7, CPALL, CPAXTO ปัจจัยหนุน ได้แรงหนุนจากการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปี
4. กลุ่มสื่อสาร (ICT): ผลตอบแทน YTD +6.5% อาทิ ADVANC, TRUEO ปัจจัยหนุน เป็นช่วงฤดูกาลของการเปิดตัวและเปลี่ยนอุปกรณ์สื่อสาร/สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ
5. กลุ่มการเงิน (FIN): ผลตอบแทน YTD +7.3% อาทิ MTC, TIDLOR, KTC, AEONTSO ปัจจัยหนุน มีโอกาสฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาคึกคัก


ดังนั้น กลยุทธ์ช่วงนี้ยังเน้น SELECTIVE BUY มากกว่าการไล่ซื้อทั้งตลาด โดยเลือกหุ้นที่มี แรงขับเคลื่อนเฉพาะตัวได้แก่
CPN เป็นหุ้น LAGGARD ที่น่าสนใจ แนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลัง (2H69) ยังคงแข็งแกร่งจากทุกธุรกิจหลักไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า โรงแรม และที่อยู่อาศัย
CBG เป็นหนึ่งในหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ (นโยบายไทยช่วยไทยพลัส) รวมถึงคาดการณ์กำไรไตรมาส 3/69 จะเติบโตเด่นเมื่อเทียบกับปีก่อน (YOY) จากยอดขายทั้งในไทยและเมียนมา
DELTA แม้จะมีประเด็นบริษัทแม่ลุยออกหุ้นกู้แปลงสภาพ แต่ไม่ได้กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทแต่อย่างใดในขณะที่คาดการณ์กำไรไตรมาส 3/69 จะยังคงเติบโตแกร่งทั้ง QOQ และ YOY

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

PTG – ศิริราช สานต่อ "Social Innovation" ปีที่ 2 ขยายพลังแห่งการให้ ณ "นันยางการทอ อุตสาหกรรม"

PTG – ศิริราช สานต่อ "Social Innovation" ปีที่ 2 ขยายพลังแห่งการให้ ณ "นันยางการทอ อุตสาหกรรม"

เล่นท่ามาตรฐาน By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม มอง เฟด ประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เกมหุ้น ก็ ตั้งลำได้ บนเป้าหมายแรก 1,600 จุด การเล่นหุ้น ก็เล่นท่า ....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้