สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(11 กันยายน 2569)--------------บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ของบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิ ที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ
การประกาศคงอันดับเครดิตสะท้อนถึงการคาดการณ์ของฟิทช์ว่าการเติบโตของธุรกิจฉนวนและบรรจุภัณฑ์จะช่วยชดเชยการฟื้นตัวอย่างช้าของธุรกิจยานยนต์ ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมยังคงอยู่ในระดับทรงตัว EPG มีแนวโน้มที่จะชำระคืนหนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Net Leverage) ลงมาอยู่ที่ 0.3 เท่า ภายในปีงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2571 (ปีงบการเงิน 2571) จากระดับ 0.6 เท่าในปีงบการเงิน 2569 ฐานะผู้นำของบริษัทฯ ในตลาดเฉพาะ (niche market) และการมีแหล่งกระแสเงินสดที่กระจายตัวหลายภูมิภาค ช่วยสนับสนุนอันดับเครดิต อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตของบริษัทฯ ถูกจำกัดจากขนาดธุรกิจที่เล็กเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นที่มีอันดับเครดิตสูงกว่า
ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต
ธุรกิจฉนวนช่วยชดเชยธุรกิจยานยนต์: ฟิทช์คาดว่ารายได้ของ EPG จะเติบโตในระดับต่ำถึงปานกลางในปีงบการเงิน 2570-2571 หลังจากที่ลดลงร้อยละ 2 ในปีงบการเงิน 2569 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 ในไตรมาสที่ 1 ของปีงบการเงิน 2570 รายได้ธุรกิจฉนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.8 จากความต้องการใช้ฉนวนของศูนย์ข้อมูล (Data centers) ในประเทศสหรัฐอเมริกาและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่รายได้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 รายได้ธุรกิจยานยนต์ลดลงร้อยละ 2.5 ซึ่งลดลงน้อยกว่าการลดลงร้อยละ 9.5 ในปีงบการเงิน 2569 เนื่องจากยอดขายในประเทศออสเตรเลียกลับมาเติบโตอีกครั้ง ทั้งนี้ ความต้องการรถยนต์ในประเทศที่อ่อนแอยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จำกัดการเติบโตของรายได้
อัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้นจะทรงตัว: อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ (EBITDA Margin) ของ EPG มีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 ในปีงบการเงิน 2570-2571 หลังจากที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14.6 ในปีงบการเงิน 2569 จากร้อยละ 13.8 ในปีงบการเงิน 2568 โดยมีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลงจากการปรับโครงสร้างองค์กรของ EPG อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจในไตรมาสแรกของปีงบการเงิน 2570 อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการเริ่มดำเนินงานในประเทศแอฟริกาใต้และค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของกำไรในระยะข้างหน้า
ความสามารถในการรองรับหนี้สินที่อยู่ในระดับสูง: EPG มีความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมโดยไม่กระทบต่ออันดับเครดิต (Leverage headroom) ในระดับสูงภายใต้อันดับเครดิตปัจจุบัน ฟิทช์คาดว่า EBITDA Net Leverage จะอยู่ที่ 0.5 เท่าในปีงบการเงิน 2570 และจะปรับตัวดีขึ้นในปีงบการเงิน 2571 เพื่อรองรับภาวะชะลอตัวในตลาดส่งออกของ EPG ทั้งนี้ อัตราส่วนหนี้สินดังกล่าวเคยอยู่ในระดับสูงสุดที่ 1.3 เท่าในปีงบการเงิน 2566 ซึ่งเป็นปีที่ EPG เข้าซื้อกิจการ 4 Way Suspension Products Pty Ltd. (4WS) และได้ปรับลดลงตั้งแต่นั้นมา
ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนสูงขึ้นก่อนปรับลดลง: ฟิทช์คาดว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของ EPG จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 800 ล้านบาทในปีงบการเงิน 2570 จาก 700 ล้านบาทในปีงบการเงิน 2569 เพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศแอฟริกาใต้ และขยายกำลังการผลิตฉนวนในประเทศสหรัฐอเมริกา บนที่ดินที่ EPG ได้ซื้อไว้ในปีงบการเงิน 2569 บริษัท Aeroklas Automotive South Africa ได้เริ่มดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีงบการเงิน 2570 และเริ่มสร้างรายได้และกำไรให้แก่บริษัทฯ ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมีแนวโน้มที่จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาทต่อปีตั้งแต่ปีงบการเงิน 2571 เป็นต้นไป โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการซ่อมบำรุง ฟิทช์ไม่คาดว่า EPG จะมีแผนการเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่
การฟื้นตัวของกระแสเงินสด: กระแสเงินสดสุทธิ (Free Cash Flow) จะอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาทในปีงบการเงิน 2570 และจะฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาทต่อปีในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า กระแสเงินสดสุทธิในปีงบการเงิน 2569 อยู่ที่ 1.0 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่ฟิทช์คาดการณ์ไว้ EPG เพิ่มสินค้าคงคลังในไตรมาสแรกของปีงบการเงิน 2570 เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวลดลง อย่างไรก็ตาม กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ประมาณ 1.7 พันล้านบาทต่อปียังคงเพียงพอสำหรับความต้องการใช้เงินลงทุนของบริษัทฯ EPG ใช้กระแสเงินสดสุทธิในการชำระคืนหนี้มาตั้งแต่ปีงบการเงิน 2566 และมีแนวโน้มที่จะดำเนินการดังกล่าวต่อไป
ผลิตภัณฑ์และตลาดปลายทางที่หลากหลาย: ตลาดปลายทางที่แตกต่างกันของธุรกิจทั้งสามของ EPG จะช่วยให้ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทมีความผันผวนน้อยกว่าธุรกิจที่พึ่งพาเพียงตลาดเดียว ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์เคลื่อนไหวตามวัฏจักรของอุตสาหกรรมยานยนต์ ธุรกิจฉนวนขึ้นอยู่กับการลงทุนในภาคก่อสร้างและภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจบรรจุภัณฑ์พึ่งพาความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม การกระจายความเสี่ยงดังกล่าวช่วยจำกัดความเสี่ยงจากการชะลอตัวของตลาดใดตลาดหนึ่ง รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก นอกจากนี้ ธุรกิจทั้งสามยังมีการใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบและการวิจัยและพัฒนา
ฐานลูกค้าที่มีการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์: EPG จำหน่ายชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ประมาณร้อยละ 50-60 ให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำระดับโลกในรูปแบบผู้ผลิตตามแบบที่ได้รับการออกแบบเอง (Original Design Manufacturer) หรือผู้ผลิตตามคำสั่งซื้อ (Original Equipment Manufacturer) ส่วนที่เหลือจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ เองให้แก่ผู้จำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยและอีกกว่า 100 ประเทศ รายได้ธุรกิจฉนวนกันความร้อนของ EPG ประมาณร้อยละ 20-30 มาจากตลาดในประเทศไทย โดยครึ่งหนึ่งของปริมาณดังกล่าวใช้ในโครงการก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบแข็งประมาณร้อยละ 90 จำหน่ายในประเทศ ซึ่งประมาณร้อยละ 40 จำหน่ายให้แก่บริษัทอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำและร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern trade)
ขนาดธุรกิจเล็กและความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: ขนาดธุรกิจของ EPG ที่เล็กกว่าบริษัทที่มีอันดับเครดิตสูงกว่า ซึ่งฟิทช์ไม่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงในช่วง 24 เดือนข้างหน้า รวมถึงความผันผวนของราคาวัตถุดิบ เป็นความเสี่ยงหลักของบริษัทฯ โดยโพลีเมอร์และเม็ดพลาสติกคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40-50 ของต้นทุนขาย และต้นทุนดังกล่าวผันผวนตามราคาน้ำมันดิบ โดยทั่วไป EPG สามารถส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าในกลุ่มชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์และฉนวนกันความร้อนได้ภายในระยะเวลาประมาณสองเดือน เนื่องจากมีคู่แข่งในผลิตภัณฑ์เหล่านี้น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาโพลีเมอร์ยังคงส่งผลกดดันต่ออัตรากำไรในช่วงระยะเวลาที่บริษัทฯ ยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวได้
การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป
EPG มีสถานะทางธุรกิจอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับบริษัทในประเทศไทยอื่นๆ ที่ฟิทช์จัดอันดับเครดิต แต่มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า EPG สามารถเปรียบเทียบได้กับบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A-(tha)/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบผู้ผลิตแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกวัดจากรายได้ KCE ดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ความเสี่ยงดังกล่าวถูกชดเชยด้วยการที่บริษัทเน้นผลิตแผ่นพิมพ์วงจรสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะที่มีอุปสรรคสำหรับคู่แข่งรายใหม่ในการเข้าสู่ตลาดสูงกว่า ทั้งนี้ KCE และ EPG มีขนาดธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน แต่ KCE มีอัตรากำไรที่สูงกว่า ทั้งสองบริษัทจึงได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับเดียวกันจากสถานะทางธุรกิจที่ใกล้เคียงกันและอัตราส่วนหนี้สินที่อยู่ในระดับต่ำที่ใกล้เคียงกัน
บริษัท ผลิตไฟฟ้า นวนคร จำกัด (NNEG, อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A-(tha)/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมนวนคร จำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT, อันดับเครดิตสากลระยะยาวที่ BBB+/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) และผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม EPG ได้รับประโยชน์จากการกระจายตัวของธุรกิจที่ดีกว่าและมีขนาดการดำเนินงานที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ NNEG อย่างไรก็ดี NNEG มีความเสี่ยงทางธุรกิจที่ต่ำกว่า โดยได้รับแรงหนุนจากความมั่นคงของกระแสเงินสดระยะยาวผ่านสัญญาขายระยะยาวและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สม่ำเสมอ EPG ได้รับการจัดอันดับในระดับเดียวกับ NNEG เนื่องจากมีอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำกว่ามาก แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบของ NNEG สะท้อนถึงความเสี่ยงที่บริษัทฯ อาจไม่สามารถลดอัตราส่วนหนี้สินได้ภายหลังการขยายกำลังการผลิตที่ใช้เงินกู้เป็นแหล่งเงินทุน
EPG มีขนาดธุรกิจเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP, อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A(tha)/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งเป็นธุรกิจบรรจุภัณฑ์หลักของกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย SCGP มีสถานะทางธุรกิจที่โดดเด่นในธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม EPG มีความหลากหลายของตลาดปลายทางและผลิตภัณฑ์มากกว่า ทั้งนี้ SCGP มีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แต่สถานะทางธุรกิจและขนาดที่แข็งแกร่งกว่าทำให้ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่สูงกว่าหนึ่งระดับ
สมมติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ:
- รายได้เติบโตร้อยละ 2-3 ต่อปี จากการเติบโตของความต้องการฉนวนที่แข็งแกร่ง ซึ่งถูกลดทอนบางส่วนจากการฟื้นตัวที่ล่าช้าของธุรกิจยานยนต์ในช่วงปีงบการเงิน 2570-2572
- อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ (Operating EBITDA Margin) จะทรงตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 ในปีงบการเงิน 2570-2572 (ปีงบการเงิน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 14.6)
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 26 ภายในปีงบการเงิน 2572 โดยได้รับการสนับสนุนจากการปรับโครงสร้างองค์กรและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (ปีงบการเงิน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 26.9)
- ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 600-800 ล้านบาทต่อปีในปีงบการเงิน 2570-2572
- อัตราการจ่ายเงินปันผลที่ร้อยละ 55
ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต
ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตในเชิงลบ
- กระแสเงินสดที่ลดลง หรือมีการลงทุนที่สูงกว่าที่ฟิทช์คาดการณ์ ส่งผลให้ EBITDA Net Leverage อยู่ในระดับสูงกว่า 1.5 เท่าอย่างต่อเนื่อง
- สถานะทางธุรกิจหรือความสามารถในการแข่งขันอ่อนแอลง ซึ่งสะท้อนจาก EBITDA ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตในเชิงบวก
- ฟิทช์ไม่คาดว่าจะมีการปรับเพิ่มอันดับเครดิต เนื่องจาก EPG มีขนาดธุรกิจที่เล็กกว่าบริษัทที่มีอันดับเครดิตสูงกว่า
สภาพคล่อง
EPG มีหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระในช่วง 12 เดือนจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2570 จำนวน 2.5 พันล้านบาท ประกอบด้วยหนี้สินระยะสั้นที่ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 2.1 พันล้านบาท และส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวที่ครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปีจำนวน 436 ล้านบาท ทั้งนี้ หนี้สินดังกล่าวมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 2.7 พันล้านบาท และวงเงินกู้ยืมเพื่อเงินทุนหมุนเวียนที่ได้รับการอนุมัติแล้วและยังไม่ได้เบิกใช้จำนวน 5.1 พันล้านบาทรองรับอย่างเพียงพอ
ข้อมูลบริษัท
EPG เป็นผู้ผลิตชั้นนำของฉนวนยางกันความร้อน/เย็น ที่ผลิตจากยางสังเคราะห์ประเภท EPDM ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ที่ผลิตจากโพลีเมอร์และพลาสติก และบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม โดยธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์มีสัดส่วนรายได้ประมาณร้อยละ 47 ธุรกิจฉนวนประมาณร้อยละ 32 และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ประมาณร้อยละ 21