Today’s NEWS FEED

News Feed

ฟิทช์ คงอันดับเครดิต บมจ. อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป ที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

42

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(11 กันยายน 2569)--------------บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ของบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิ ที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

การประกาศคงอันดับเครดิตสะท้อนถึงการคาดการณ์ของฟิทช์ว่าการเติบโตของธุรกิจฉนวนและบรรจุภัณฑ์จะช่วยชดเชยการฟื้นตัวอย่างช้าของธุรกิจยานยนต์ ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมยังคงอยู่ในระดับทรงตัว EPG มีแนวโน้มที่จะชำระคืนหนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Net Leverage) ลงมาอยู่ที่ 0.3 เท่า ภายในปีงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2571 (ปีงบการเงิน 2571) จากระดับ 0.6 เท่าในปีงบการเงิน 2569 ฐานะผู้นำของบริษัทฯ ในตลาดเฉพาะ (niche market) และการมีแหล่งกระแสเงินสดที่กระจายตัวหลายภูมิภาค ช่วยสนับสนุนอันดับเครดิต อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตของบริษัทฯ ถูกจำกัดจากขนาดธุรกิจที่เล็กเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นที่มีอันดับเครดิตสูงกว่า

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต
ธุรกิจฉนวนช่วยชดเชยธุรกิจยานยนต์: ฟิทช์คาดว่ารายได้ของ EPG จะเติบโตในระดับต่ำถึงปานกลางในปีงบการเงิน 2570-2571 หลังจากที่ลดลงร้อยละ 2 ในปีงบการเงิน 2569 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 ในไตรมาสที่ 1 ของปีงบการเงิน 2570 รายได้ธุรกิจฉนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.8 จากความต้องการใช้ฉนวนของศูนย์ข้อมูล (Data centers) ในประเทศสหรัฐอเมริกาและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่รายได้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 รายได้ธุรกิจยานยนต์ลดลงร้อยละ 2.5 ซึ่งลดลงน้อยกว่าการลดลงร้อยละ 9.5 ในปีงบการเงิน 2569 เนื่องจากยอดขายในประเทศออสเตรเลียกลับมาเติบโตอีกครั้ง ทั้งนี้ ความต้องการรถยนต์ในประเทศที่อ่อนแอยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จำกัดการเติบโตของรายได้

อัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้นจะทรงตัว: อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ (EBITDA Margin) ของ EPG มีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 ในปีงบการเงิน 2570-2571 หลังจากที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14.6 ในปีงบการเงิน 2569 จากร้อยละ 13.8 ในปีงบการเงิน 2568 โดยมีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลงจากการปรับโครงสร้างองค์กรของ EPG อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจในไตรมาสแรกของปีงบการเงิน 2570 อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการเริ่มดำเนินงานในประเทศแอฟริกาใต้และค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของกำไรในระยะข้างหน้า

ความสามารถในการรองรับหนี้สินที่อยู่ในระดับสูง: EPG มีความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมโดยไม่กระทบต่ออันดับเครดิต (Leverage headroom) ในระดับสูงภายใต้อันดับเครดิตปัจจุบัน ฟิทช์คาดว่า EBITDA Net Leverage จะอยู่ที่ 0.5 เท่าในปีงบการเงิน 2570 และจะปรับตัวดีขึ้นในปีงบการเงิน 2571 เพื่อรองรับภาวะชะลอตัวในตลาดส่งออกของ EPG ทั้งนี้ อัตราส่วนหนี้สินดังกล่าวเคยอยู่ในระดับสูงสุดที่ 1.3 เท่าในปีงบการเงิน 2566 ซึ่งเป็นปีที่ EPG เข้าซื้อกิจการ 4 Way Suspension Products Pty Ltd. (4WS) และได้ปรับลดลงตั้งแต่นั้นมา

ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนสูงขึ้นก่อนปรับลดลง: ฟิทช์คาดว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของ EPG จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 800 ล้านบาทในปีงบการเงิน 2570 จาก 700 ล้านบาทในปีงบการเงิน 2569 เพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศแอฟริกาใต้ และขยายกำลังการผลิตฉนวนในประเทศสหรัฐอเมริกา บนที่ดินที่ EPG ได้ซื้อไว้ในปีงบการเงิน 2569 บริษัท Aeroklas Automotive South Africa ได้เริ่มดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีงบการเงิน 2570 และเริ่มสร้างรายได้และกำไรให้แก่บริษัทฯ ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมีแนวโน้มที่จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาทต่อปีตั้งแต่ปีงบการเงิน 2571 เป็นต้นไป โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการซ่อมบำรุง ฟิทช์ไม่คาดว่า EPG จะมีแผนการเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่

การฟื้นตัวของกระแสเงินสด: กระแสเงินสดสุทธิ (Free Cash Flow) จะอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาทในปีงบการเงิน 2570 และจะฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาทต่อปีในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า กระแสเงินสดสุทธิในปีงบการเงิน 2569 อยู่ที่ 1.0 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่ฟิทช์คาดการณ์ไว้ EPG เพิ่มสินค้าคงคลังในไตรมาสแรกของปีงบการเงิน 2570 เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวลดลง อย่างไรก็ตาม กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ประมาณ 1.7 พันล้านบาทต่อปียังคงเพียงพอสำหรับความต้องการใช้เงินลงทุนของบริษัทฯ EPG ใช้กระแสเงินสดสุทธิในการชำระคืนหนี้มาตั้งแต่ปีงบการเงิน 2566 และมีแนวโน้มที่จะดำเนินการดังกล่าวต่อไป

ผลิตภัณฑ์และตลาดปลายทางที่หลากหลาย: ตลาดปลายทางที่แตกต่างกันของธุรกิจทั้งสามของ EPG จะช่วยให้ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทมีความผันผวนน้อยกว่าธุรกิจที่พึ่งพาเพียงตลาดเดียว ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์เคลื่อนไหวตามวัฏจักรของอุตสาหกรรมยานยนต์ ธุรกิจฉนวนขึ้นอยู่กับการลงทุนในภาคก่อสร้างและภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจบรรจุภัณฑ์พึ่งพาความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม การกระจายความเสี่ยงดังกล่าวช่วยจำกัดความเสี่ยงจากการชะลอตัวของตลาดใดตลาดหนึ่ง รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก นอกจากนี้ ธุรกิจทั้งสามยังมีการใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบและการวิจัยและพัฒนา

ฐานลูกค้าที่มีการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์: EPG จำหน่ายชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ประมาณร้อยละ 50-60 ให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำระดับโลกในรูปแบบผู้ผลิตตามแบบที่ได้รับการออกแบบเอง (Original Design Manufacturer) หรือผู้ผลิตตามคำสั่งซื้อ (Original Equipment Manufacturer) ส่วนที่เหลือจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ เองให้แก่ผู้จำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยและอีกกว่า 100 ประเทศ รายได้ธุรกิจฉนวนกันความร้อนของ EPG ประมาณร้อยละ 20-30 มาจากตลาดในประเทศไทย โดยครึ่งหนึ่งของปริมาณดังกล่าวใช้ในโครงการก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบแข็งประมาณร้อยละ 90 จำหน่ายในประเทศ ซึ่งประมาณร้อยละ 40 จำหน่ายให้แก่บริษัทอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำและร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern trade)

ขนาดธุรกิจเล็กและความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: ขนาดธุรกิจของ EPG ที่เล็กกว่าบริษัทที่มีอันดับเครดิตสูงกว่า ซึ่งฟิทช์ไม่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงในช่วง 24 เดือนข้างหน้า รวมถึงความผันผวนของราคาวัตถุดิบ เป็นความเสี่ยงหลักของบริษัทฯ โดยโพลีเมอร์และเม็ดพลาสติกคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40-50 ของต้นทุนขาย และต้นทุนดังกล่าวผันผวนตามราคาน้ำมันดิบ โดยทั่วไป EPG สามารถส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าในกลุ่มชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์และฉนวนกันความร้อนได้ภายในระยะเวลาประมาณสองเดือน เนื่องจากมีคู่แข่งในผลิตภัณฑ์เหล่านี้น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาโพลีเมอร์ยังคงส่งผลกดดันต่ออัตรากำไรในช่วงระยะเวลาที่บริษัทฯ ยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวได้

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป
EPG มีสถานะทางธุรกิจอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับบริษัทในประเทศไทยอื่นๆ ที่ฟิทช์จัดอันดับเครดิต แต่มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า EPG สามารถเปรียบเทียบได้กับบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A-(tha)/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบผู้ผลิตแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกวัดจากรายได้ KCE ดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ความเสี่ยงดังกล่าวถูกชดเชยด้วยการที่บริษัทเน้นผลิตแผ่นพิมพ์วงจรสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะที่มีอุปสรรคสำหรับคู่แข่งรายใหม่ในการเข้าสู่ตลาดสูงกว่า ทั้งนี้ KCE และ EPG มีขนาดธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน แต่ KCE มีอัตรากำไรที่สูงกว่า ทั้งสองบริษัทจึงได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับเดียวกันจากสถานะทางธุรกิจที่ใกล้เคียงกันและอัตราส่วนหนี้สินที่อยู่ในระดับต่ำที่ใกล้เคียงกัน

บริษัท ผลิตไฟฟ้า นวนคร จำกัด (NNEG, อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A-(tha)/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมนวนคร จำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT, อันดับเครดิตสากลระยะยาวที่ BBB+/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) และผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม EPG ได้รับประโยชน์จากการกระจายตัวของธุรกิจที่ดีกว่าและมีขนาดการดำเนินงานที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ NNEG อย่างไรก็ดี NNEG มีความเสี่ยงทางธุรกิจที่ต่ำกว่า โดยได้รับแรงหนุนจากความมั่นคงของกระแสเงินสดระยะยาวผ่านสัญญาขายระยะยาวและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สม่ำเสมอ EPG ได้รับการจัดอันดับในระดับเดียวกับ NNEG เนื่องจากมีอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำกว่ามาก แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบของ NNEG สะท้อนถึงความเสี่ยงที่บริษัทฯ อาจไม่สามารถลดอัตราส่วนหนี้สินได้ภายหลังการขยายกำลังการผลิตที่ใช้เงินกู้เป็นแหล่งเงินทุน

EPG มีขนาดธุรกิจเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP, อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A(tha)/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งเป็นธุรกิจบรรจุภัณฑ์หลักของกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย SCGP มีสถานะทางธุรกิจที่โดดเด่นในธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม EPG มีความหลากหลายของตลาดปลายทางและผลิตภัณฑ์มากกว่า ทั้งนี้ SCGP มีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แต่สถานะทางธุรกิจและขนาดที่แข็งแกร่งกว่าทำให้ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่สูงกว่าหนึ่งระดับ

สมมติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ:
- รายได้เติบโตร้อยละ 2-3 ต่อปี จากการเติบโตของความต้องการฉนวนที่แข็งแกร่ง ซึ่งถูกลดทอนบางส่วนจากการฟื้นตัวที่ล่าช้าของธุรกิจยานยนต์ในช่วงปีงบการเงิน 2570-2572
- อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ (Operating EBITDA Margin) จะทรงตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 ในปีงบการเงิน 2570-2572 (ปีงบการเงิน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 14.6)
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 26 ภายในปีงบการเงิน 2572 โดยได้รับการสนับสนุนจากการปรับโครงสร้างองค์กรและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (ปีงบการเงิน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 26.9)
- ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 600-800 ล้านบาทต่อปีในปีงบการเงิน 2570-2572
- อัตราการจ่ายเงินปันผลที่ร้อยละ 55

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต
ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตในเชิงลบ
- กระแสเงินสดที่ลดลง หรือมีการลงทุนที่สูงกว่าที่ฟิทช์คาดการณ์ ส่งผลให้ EBITDA Net Leverage อยู่ในระดับสูงกว่า 1.5 เท่าอย่างต่อเนื่อง
- สถานะทางธุรกิจหรือความสามารถในการแข่งขันอ่อนแอลง ซึ่งสะท้อนจาก EBITDA ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตในเชิงบวก
- ฟิทช์ไม่คาดว่าจะมีการปรับเพิ่มอันดับเครดิต เนื่องจาก EPG มีขนาดธุรกิจที่เล็กกว่าบริษัทที่มีอันดับเครดิตสูงกว่า

สภาพคล่อง
EPG มีหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระในช่วง 12 เดือนจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2570 จำนวน 2.5 พันล้านบาท ประกอบด้วยหนี้สินระยะสั้นที่ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 2.1 พันล้านบาท และส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวที่ครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปีจำนวน 436 ล้านบาท ทั้งนี้ หนี้สินดังกล่าวมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 2.7 พันล้านบาท และวงเงินกู้ยืมเพื่อเงินทุนหมุนเวียนที่ได้รับการอนุมัติแล้วและยังไม่ได้เบิกใช้จำนวน 5.1 พันล้านบาทรองรับอย่างเพียงพอ

ข้อมูลบริษัท


EPG เป็นผู้ผลิตชั้นนำของฉนวนยางกันความร้อน/เย็น ที่ผลิตจากยางสังเคราะห์ประเภท EPDM ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ที่ผลิตจากโพลีเมอร์และพลาสติก และบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม โดยธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์มีสัดส่วนรายได้ประมาณร้อยละ 47 ธุรกิจฉนวนประมาณร้อยละ 32 และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ประมาณร้อยละ 21

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

TPCH ปักหมุด COD โซลาร์ฟาร์ม สปป.ลาว 100 MW ในปีนี้

TPCH ปักหมุด COD โซลาร์ฟาร์ม สปป.ลาว 100 MW ในปีนี้

ผวา เฟด ขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ ตลาดหุ้นย่านเอเชีย ปรับตัวลง หุ้นไทย ก็เจอแรงขาย บนความกังวล เฟด จะขึ้นดอกเบี้ย ในเดือนนี้....

NAM ส่ง "เซอร์วิโซฯ" ผนึก "รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ" คว้า CSSA Bronze Awards 2026 ยกระดับมาตรฐานหน่วยจ่ายกลาง

NAM ส่ง "เซอร์วิโซฯ" ผนึก "รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ" คว้า CSSA Bronze Awards 2026 ยกระดับมาตรฐานหน่วยจ่ายกลาง

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้