Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

93

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ ประเด็นสำคัญจากรายงาน Cross Asset เดือนกันยายน Part 4


ทองคำกลับเข้าสู่ขาขึ้นหนุนจากปัจจัยมหภาคและปัจจัยเชิงโครงสร้าง


ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ราคาทองคำกลับมามี Momentum เชิงบวกอย่างชัดเจน โดยปรับขึ้นจาก 4,041 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม แตะระดับสูงสุดของเดือนราว 4,700 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับขึ้นราว 16% ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการที่ตลาดลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed หลังตลาดแรงงานสหรัฐฯ อ่อนตัว ประกอบกับช่วงหนึ่งราคาน้ำมันปรับลงจากความหวังต่อการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง ขณะที่การเพิ่มวงเงิน Buyback พันธบัตรระยะยาวของ US Treasury ยังช่วยจุดกระแส Debasement Trade และความกังวลต่อความมั่นคงทางการคลังสหรัฐฯ เพิ่มเติม


การปรับขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้ภาพทางเทคนิคกลับมาเป็นบวกมากขึ้น ทั้งนี้เรามองว่าการที่ทองคำได้ปรับฐานจากจุดสูงสุดใกล้ 5,600 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม ลงมาถึง 30% ก่อนสร้างฐานบริเวณ 4,000–4,200 ดอลลาร์ตลอดเดือนกรกฎาคม และในช่วงต้นเดือนสิงหาคมสามารถ Breakout แนวต้านสำคัญบริเวณ 4,200–4,300 ดอลลาร์ขึ้นมาได้นั้น เรามองว่าสัญญาณดังกล่าวสะท้อนว่าช่วงปรับฐานที่รุนแรงที่สุดน่าจะผ่านไปแล้ว อย่างไรก็ตาม หลังราคาปรับขึ้นเกือบ 15% ในเวลาอันสั้น อาจส่งผลให้เกิดการพักฐานระยะสั้นซึ่งเรามองว่าเป็นเรื่องปกติและยังไม่ใช่สัญญาณกลับเข้าสู่แนวโน้มขาลง


กระแสเงินลงทุนผ่านการลงทุนใน ETF ทองคำกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาอีกครั้ง หลังจากในไตรมาส 2 เม็ดเงินลงทุนได้ไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำรวม 37 ตันในไตรมาส 2 ล่าสุดในเดือนสิงหาคมเม็ดเงินได้พลิกกลับมาซื้อสุทธิราว 68 ตัน ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 ขณะเดียวกัน Net Long Position ใน Gold Futures เพิ่มขึ้นสู่ประมาณ 145,922 สัญญา สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 เช่นกัน สะท้อนว่านักลงทุนและ Hedge Fund กลับมามีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม Positioning ที่เพิ่มขึ้นเร็วอาจทำให้แรงหนุนจาก Short Covering ลดลง และการปรับขึ้นระยะถัดไปต้องพึ่งแรงซื้อจากปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น


แรงซื้อจากธนาคารกลางยังเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างสำคัญต่อราคาทองคำ โดยธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิ 289 ตันในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นมากกว่าห้าเท่าจาก 57 ตันในไตรมาสแรก และเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับไตรมาส 2 โปแลนด์ซื้อเพิ่ม 51 ตัน ขณะที่จีนซื้อ 33 ตันในไตรมาส 2 และอีก 20 ตันในเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ การซื้อเริ่มกระจายไปยังประเทศอื่นมากขึ้น เช่น ธนาคารกลางเกาหลีใต้ที่กลับมามี Exposure ต่อทองคำเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี โดยผลสำรวจ World Gold Council พบว่า 89% ของธนาคารกลางคาดว่าทองคำสำรองทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นใน 12 เดือนข้างหน้า และ 45% มีแผนเพิ่มการถือครองของตนเอง


เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในช่วงที่เหลือของปี 2026 แต่แนะนำใช้จังหวะย่อตัวทยอยสะสมมากกว่าการไล่ราคา ปัจจัยสนับสนุนยังมาจากการซื้อของธนาคารกลาง การฟื้นตัวของ ETF Flow ความกังวลด้าน Fiscal Sustainability และ Currency Debasement รวมถึงข้อจำกัดในการเพิ่ม Supply จากเหมือง ขณะที่ความเสี่ยงระยะสั้นคือความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านที่อาจดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อสูงขึ้น จนนำไปสู่ Fed ที่เข้มงวดกว่าคาด รวมถึงแรงขายทำกำไรหลังราคาปรับขึ้นเร็ว โดยเรายังคง Base Case ที่ 4,700 ดอลลาร์ และ Best Case ที่ 5,100 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์

 

สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ยังรักษาตัวได้เมื่อวาน โดยยังบวกสุทธได้ แม้ไม่มีแรง DELTA ช่วย แต่กลุ่ม ปตท. เป็นกลุ่มที่เด่นสุดทั้ง PTT PTTEP TOP IRPC PTTGC เป็นต้น นอกจากนี้ พลังงาน-ปิโตรฯ อื่นๆ ก็ยังดูดี เช่น IVL SCC ขณะที่กลุ่มกดดันนอกจาก DELTA ยังเป็นไอซีที กลับมากดดันตลาดอีกรอบ นอกจากนี้ พบกลุ่มที่มี Vol เข้าโดดเด่น เป็นกลุ่มเชื่อมโยงการท่องเที่ยวอย่าง ERW AWC MINT SKY BH เป็นต้น



แนวโน้มตลาดวันนี้ ถ้าหมุนกลุ่มหุ้นจนมึน พักร้อนไปเที่ยวไทยพลัสกันก่อน
ตามที่เราประเมินลักษณะการหมุนหุ้นรอบนี้ กลุ่มหุ้นที่นำตลาด เช่น ปิโตรเคมี โรงกลั่น ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่หุ้นธนาคารระยะสั้นหลังขึ้น XD รับปันผลไปแล้ว ราคาเริ่มไม่สดใส เช่น SCB เมื่อวาน XD 2 บาท (หุ้นลง 2.5 บ.) เราเห็นว่าอาการราคาหุ้นใหญ่ที่รับปันผลอาจจะเล่นคล้าย ADVANC ที่ราคาหุ้นค่อยๆไหลลงหลังรับปันผลจบ

“หลังจาก SET ตั้งฐานใหม่ได้แล้ว เราคงคาดหุ้นรายกลุ่มที่เราแนะนำ เช่น ปิโตรเคมี โรงกลั่น อิงพื้นฐานรายตัวและรายกลุ่มอุตสาหกรรมที่แกร่งกว่าตลาดรอบนี้ เราเห็นว่ากลุ่ม โรงกลั่น ปิโตรเคมี พลังงาน ยังมีแนวโน้มขึ้นต่อรับทิศทางผลการดำเนินงานปีนี้ต่อเนื่องถึงกลางปีหน้า ด้วยสถานการณ์อุปสงส์ที่มองเห็นชัดว่ายังแข็งแกร่งตามเศรษฐกิจโลก แต่อุปทานตึงตัวจากภัยสงครามนอกกรอบ...ล่าสุดเหตุโจมตีลามจากเรือขนส่ง ไปถึงโครงสร้างพื้นฐานที่กระทบการผลิตบริษัท Aramco.”

และเรายังยืนยันมุมมองเดิม แม้ราคาหุ้นเมื่อวาน อาจจะบวกรับข่าวเฉพาะตัว เช่น ADNOC สนใจร่วมลงทุน โรงกลั่นไทย
ตลอดจนหุ้นอิงรายได้ต่างประเทศ เช่น โรงแรม ท่องเที่ยว เมื่อวาน CENTEL AWC ERW เด่นรับข่าว ไทยเที่ยวไทยพลัส มีความชัดเจน เหลือส่งออกที่พักลงมาให้รับหุ้น

และหุ้นกระแสเงินสดสูง-เงินลงทุนต่ำ (BDMS BH) เป็นกลุ่มใหม่ที่เราคาดจะรอดพ้นผลกระทบภาวะดอกเบี้ยต่างประเทศขาขึ้น (เราแนะหุ้นโรงพยาบาล และ คาดจะยังคงโดดเด่น กว่าตลาดจาก ธีมนี้)
กลยุทธ์คงคำแนะนำ สะสมกลุ่มหุ้น โรงกลั่น ปิโตรเคมี ส่งออกสินค้าเกษตร และหุ้นกระแสเงินสด Valuation laggard
ส่วนปัจจัยที่ต้องตามหลักๆ คือตัวเลขเศรษฐกิจที่บ่งชี้ทิศทางดอกเบี้ย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ECB (คาด ECB ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 2.5%) และการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ยังสอดรับกับทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ย, การเมืองในประเทศ


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง


วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: SET Index อยู่ในภาพการฟื้นตัว ลุ้นจบคลื่นขาลง Corrective Wave (ABC) ในกรอบการสะสมพลังขาขึ้นระยะกลาง
Pattern: คลื่นย่อยขาขึ้น (Sub-wave) อาจทำงานต่อเนื่อง จำเป็นต้องเห็นการทำ Higher High เพื่อยืนยันการจบคลื่นปรับฐาน
EMA: ดัชนีกลับปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10, 25, 50, 75 และ 200 วัน สำเร็จ! บ่งชี้ถึงภาวะกระทิง is coming!
MACD: ตัดเหนือเส้น Signal Line และพยายามยืนเหนือเส้น 0 สะท้อนถึงโมเมนตัมฝั่งซื้อกลับเข้ามาเด่นกว่า
แนวรับ: 1,600-1,610 จุด (EMA 10,25,50 วัน) โซน Volume Cluster หรือ จุดสะสมเพิ่ม (Buy on Dip)
แนวต้าน: ด่านย่อย 1,630 จุด และ 1,650 จุด (แนวต้านจิตวิทยา + Fibonacci Retracement 78.6%)
Action Plan: กลุ่ม leaders ที่มีโมเมนตัมแข็งแกร่ง เช่น ปิโตร PTTGC, IVL / ร.พ. BH, BDMS / แบงค์ KTB, KKP
กลุ่ม recovery เช่น SCGP, BANPU, GULF และ CPF ที่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว…หลังผ่านช่วงเวลาปรับฐานเสร็จสิ้นแล้ว



What to watch ราคาน้ำมันปาล์มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เทรดเดอร์ประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะชะงักงันของอุปทาน อันเนื่องมาจากเหตุไฟป่าที่โหมกระหน่ำทั่วอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดในโลก
พื้นที่กว่า 202,000 เฮกตาร์บนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียถูกไฟไหม้เสียหาย ขณะที่ระดับมลพิษพุ่งสูงขึ้นทั้งในอินโดนีเซียและประเทศใกล้เคียง รวมถึงสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
ตลาดฯ ปลดล็อกเกณฑ์ดึงดูดบริษัท New Economy และต่างประเทศ เข้าจดทะเบียน เสริมแกร่งตลาดทุนไทยสู่ศูนย์กลางการระดมทุนระดับสากล มีผลใช้บังคับ 11 ก.ย. 69
คาด BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ โดยตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในการประชุมวันที่ 18 ก.ย. เดิมตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%
FTSE review: CPN หลุดจาก Large Cap เข้า Mid Cap./ หุ้น BTS LH SCCC TU ลดชั้นลง Small Cap / หุ้น THAI FTREIT ติด Small Cap มีผล 21 ก.ย.นี้
อิหร่านโจมตีเรือน้ำมัน 3 ลำในฮอร์มุซ-เรือมะกันอีก 3 ลำนอกพื้นที่ ตอบโต้สหรัฐฯ ถล่มเรือน้ำมันอิหร่าน
ซาอุฯ ประณามฮูตีสุมไฟสถานการณ์ตึงเครียด หลังถล่มโครงสร้างพื้นฐานในประเทศทำปชช.บาดเจ็บ 73 ราย
กองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดีอาระเบียซึ่งให้การสนับสนุนรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติในเยเมน เปิดเผยในวันนี้ (8 ก.ย.) ว่า การโจมตีซาอุดีอาระเบียครั้งล่าสุดโดยกลุ่มฮูตีในเยเมน ถือเป็น "การยกระดับความตึงเครียดที่อันตราย"
กลุ่มฮูตีประกาศว่า ได้โจมตีเป้าหมายหลายแห่งในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรวมถึงสนามบินนานาชาติอับฮา ฐานทัพอากาศคิงคาลิด และสิ่งอำนวยความสะดวกของอารามโก (Aramco) บริษัทน้ำมันแห่งรัฐในเมืองอับฮาและจาซาน
ศาล รธน.นัดวินิฉัยชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง วันที่ 28 ก.ย.2569
สำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินของญี่ปุ่น (FSA) เตรียมเพิ่มการติดตามการดำเนินงานในต่างประเทศของสถาบันการเงินรายใหญ่ FSA คาดว่าจะวิเคราะห์ว่าการดำเนินงานในต่างประเทศของธนาคารอาจส่งผลต่อการบริหารจัดการของกลุ่มในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างไร โดยจะพิจารณารวมถึงกรณีที่ตลาดการเงินทั่วโลกเกิดความปั่นป่วนรุนแรง เช่น วิกฤตการเงินโลกในปี 2551 และกรณีที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นมีความเคลื่อนไหวด้านการควบรวมกิจการและการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเดือนเม.ย. Mitsubishi UFJ Financial Group Inc. ลงทุนประมาณ 6.8 แสนล้านเยน หรือ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในบริษัทสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารรายใหญ่ของอินเดีย

หุ้นแนะนำวันนี้
AWCไทยเที่ยวไทยพลัสชัดแล้ว เสนอให้เงินก้อนอุดหนุน 3 พันบาท และ เพิ่มเงินให้อีก 1 พันบาท (จากเดิม 500 บาท) ไว้ทานอาหาร, สปา พักผ่อน แนวรับ 3.1 ต้าน 3.2 Stop loss 2.96

 

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Utilities Sector
Future of Infrastructure: PDP2026 ยืนยันภาพลงทุนเดิม พร้อม 4 ประเด็นบวกใหม่จาก Public Hearing
หลังการทำประชาพิจารณ์ ภาพหลักของ PDP2026 ยังไม่เปลี่ยน โดย สนพ. ยืนยันแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า 50.9GW ในช่วงถึงปี 2037 แบ่งเป็น Solar 24.3GW, ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 14.5GW, โรงไฟฟ้าก๊าซ CCGT 9.1GW, Wind 2.7GW และ SMR 0.3GW ทำให้กำลังผลิตรวมเพิ่มเป็น 115.6GW ไม่ว่าจะเลือกแนวทางระยะยาวแบบใด ขณะที่สมมติฐานความต้องการใช้ไฟจาก Data Center ยืนยันที่ 6.7–8GW ไม่ใช่เต็มจำนวนคำขอเชื่อมต่อ 19.8GW สอดคล้องกับกรณี Low-to-Mid ที่เราใช้ประเมินก่อนหน้า
ด้านกรอบเวลา การทำประชาพิจารณ์เสร็จแล้ว และคาดสรุปแนวทางสุดท้ายหรือผสมหลายแนวทางในช่วง ก.ย.–พ.ย. 2026 ก่อนเสนอ กพช. ภายในสิ้นปี ขณะที่มีข้อมูลใหม่ว่าการเปิดประมูลโครงการชุดแรกมีแนวทางเริ่มใน 2H27 แต่ยังเป็นเพียงกรอบเบื้องต้น (ยังไม่ยืนยัน) ส่วนงบลงทุนระบบโครงข่ายและการรองรับพลังงานหมุนเวียนยังอยู่ที่ราว 3–7 แสนล้านบาท และค่าไฟเฉลี่ยมองแถว 3.88 บาท/หน่วย
ประเด็นสำคัญจาก Public Hearing มี 4 เรื่องใหม่และส่วนใหญ่เป็นบวก ได้แก่
1) สนพ. ระบุว่า Case 4: Net Zero by RE and CCS เป็นแนวทางที่ต้องการในระยะยาว ซึ่งเป็นบวกต่อผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีทั้งก๊าซและพลังงานหมุนเวียน เช่น GULF, GPSC และ BGRIM
2) มีแนวคิดต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟของโรงไฟฟ้าก๊าซและถ่านหินเดิมใน EEC ออกไป 5–6 ปี ช่วง 2027–32 จากข้อจำกัดด้านการจัดหา Gas turbine ซึ่งระบุว่าเป็นบวกต่อ GPSC และ RATCH
3) โอกาสจากการซื้อขายไฟโดยตรง (Direct PPA) มากกว่าที่ประเมินเดิม โดยภาครัฐกล่าวถึงโครงการนำร่องราว 2GW สำหรับ Data Center และอาจขยายอีก 8–9GW ไปยังผู้ใช้ไฟอุตสาหกรรมรายใหญ่ รวมเป็นโอกาสราว 10–11GW ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานสูงสุดที่เราใช้กับ GULF 6GW และ GPSC 3GW สะท้อนว่าสมมติฐานเดิมไม่ได้รุกมากเกินไป
4) มีแผนโรงไฟฟ้าใหม่ใน สุราษฎร์ธานีรวมราว 1.4GW ซึ่งเป็นบวกต่อ EGCO จากฐานธุรกิจในภาคใต้
ในเชิงผลกระทบต่อกำไร สมมติฐานเดิมยังประเมิน GPSC มีสัดส่วนกำไรปี 2028 เพิ่มสูงสุดราว 37.5% หากได้กำลังผลิตเพิ่ม 3GW ขณะที่ BGRIM +11.1–24.4%, GUNKUL +8.7–20.3%, WHAUP +18.1% และ GULF +12.1% ภายใต้เพดานกำลังผลิตที่เหมาะสมของแต่ละบริษัท โดยข้อมูลใหม่เรื่อง Direct PPA ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นช่วยเพิ่มความมั่นใจต่อโอกาสลงทุนดังกล่าว
Fundamental view: คงน้ำหนักกลุ่มโรงไฟฟ้า “มากกว่าตลาด” (OVERWEIGHT) โดย Public Hearing ครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองการลงทุนเดิมของรอบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า
ตรงกันข้าม ช่วยยืนยันขนาดการลงทุนและ Demand จาก Data Center พร้อมเพิ่มปัจจัยบวกใหม่ต่อ GULF, GPSC, BGRIM, RATCH และ EGCO ขณะที่ Catalyst ถัดไปคือการสรุป PDP2026 ภายในปลายปี และความชัดเจนของการประมูลโครงการแรกใน 2H27

 

 

Commerce Sector
แม้ SSS ทรงๆ แต่คาดอัตรากำไรดีขึ้น
ยอดขายสาขาเดิม (SSS) เฉลี่ยของกลุ่มในช่วง ก.ค.–ส.ค. ทรงตัว YoY ดีขึ้นจาก -0.7% ใน 2Q26 โดยกลุ่มห้างและศูนย์การค้ายังแข็งแกร่งที่สุด ขณะที่สินค้าจำเป็น (Grocery) ฟื้นจาก -1.5% ใน 2Q26 มาใกล้ทรงตัวในเดือน ส.ค. นำโดย BJC ที่ฟื้นจากยอดขายอาหารสด อาหารแห้ง และช่องทางออนไลน์ ส่วน CPALL ยังรักษา SSSG ได้ที่ราว +1% ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านยังอ่อน โดย GLOBAL -7% ในเดือน ส.ค. ส่วน DOHOME +5% จากฐานต่ำปีก่อน

เราคาดกำไรหลักรวมกลุ่ม 3Q26 ในเบื้องต้นที่ 1.8 หมื่นล้านบาท (+9% YoY, -11% QoQ) แม้รายได้รวมโตเพียง 3% YoY และ SSS ยังทรงตัว สะท้อนว่า อัตรากำไรเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของกำไร จากสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง การควบคุม SG&A และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง โดยกลุ่มห้าง/ศูนย์การค้าคาดกำไรโต 13% YoY, วัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน +11% และ Grocery +6% ขณะที่ BJC คาดโตเด่นสุดจาก SSS ที่ฟื้นและธุรกิจที่ซื้อมาในเวียดนาม ส่วน CPALL, CPN และ CRC ยังมีกำไรเติบโตแข็งแกร่ง และมีเพียง CPAXT ที่คาดกำไรหลักลดลง YoY

สำหรับ 4Q26 คาด SSS กลับมาเติบโต จากเศรษฐกิจที่ฟื้นเล็กน้อย ฤดูกาลจับจ่ายปลายปี นักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดทรงตัว YoY ดีขึ้นจาก -3% YoY ใน 9M26 และมาตรการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GM) คาดยังแข็งแกร่งจากสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง ประสิทธิภาพการจัดซื้อ และการควบคุมต้นทุน ทำให้กลุ่มมีแรงขับเคลื่อนกำไรเพิ่มจากทั้ง ยอดขายและ Margin ในช่วงปลายปี

Fundamental view: คงน้ำหนักกลุ่ม “มากกว่าตลาด” (OVERWEIGHT) โดยเลือก CPALL, CRC และ CPN เป็นหุ้นเด่น จากกำไรที่ยังเติบโตแม้ SSS ยังไม่ฟื้นแรง และมีโอกาสเห็น Upside เพิ่มหากยอดขาย 4Q26 ดีขึ้นตามคาด โดยให้ราคาเป้าหมาย CPALL 62 บาท, CRC 34 บาท และ CPN 80 บาท


(Visit Note)
BLA
กรุงเทพประกันชีวิต
ธุรกิจเริ่มฟื้น...แต่ยังไม่โดดเด่น
กำไรสุทธิ 2Q26 เท่ากับ 2.0 พันล้านบาท ลดลง 7% YoY (รายได้จากธุรกิจลงทุนลดลง ทั้งเงินปันผลและกำไรจากการ mark-to-market เงินลงทุน) แต่เพิ่มขึ้น 24% QoQ (กำไรจากการ mark-to-market เงินลงทุนเพิ่มขึ้น QoQ) โดยเบี้ยประกันภัยรับรวม 2Q26 อยู่ที่ 7.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% YoY (เบี้ยประกันภัยรับปีต่อเพิ่มขึ้น) แต่ลดลง 31% QoQ (เบี้ยประกันภัยรับลดลงตามฤดูกาล)
ในเบื้องต้น เราคาดกำไรสุทธิ 3Q26 จะปรับลดลง YoY (แนวโมกำไรจากการ mark-to-market เงินลงทุนลดลง) และ QoQ (แนวโน้มค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล)
แม้แนวโน้มการบริหารค่าสินไหมทดแทนของ BLA จะดีขึ้นในปีนี้ และเน้นพัฒนาช่องทางตัวแทนให้มีความสามารถในการขายผลิตภัณฑ์ได้ดีขึ้น แต่เศรษฐกิจที่ชะลอตัว จะกดดันให้เบี้ยประกันภัยรับปีแรกเติบโตช้าลงได้ ขณะที่ตลาดคาด dividend yields ของ BLA จะอยู่ที่ 4% ต่ำกว่ากลุ่มธนาคารที่ 5-6% ทำให้เราประเมินว่าหุ้นในกลุ่มธนาคารมีความน่าสนใจมากกว่า

 

สรุปประเด็นจาก Quick take

AOT/SKY
ท่าอากาศยานไทย
สกาย ไอซีที
ไฟเขียว AOTGA — ปลดล็อก Capacity สุวรรณภูมิ
ครม.เห็นชอบให้ AOT ลงนามสัญญา PPP กับ AOTGA เพื่อเป็นผู้ให้บริการรายที่ 3 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ครอบคลุม Cargo Service มูลค่าโครงการราว Bt38bn และ Ground/Passenger Handling ราว Bt29bn รวมมูลค่าโครงการประมาณ Bt67.3bn อายุสัมปทาน 25 ปี

View from fundamental: AOT (TP, Bt69) — หาก AOTGA ทำกำไรได้ราว Bt800m เมื่อเข้าสู่ full ramp-up และ AOT รับรู้ส่วนแบ่งราว Bt400m จะคิดเป็นประมาณ 5% earnings upside

SKY (Non-rated) — คาดการณ์ส่วนแบ่งกำไรจาก AOTGA อยู่ราว 200 ลบ. ต่อปี หรือประมาณ 20–25% ของฐานกำไรปัจจุบัน เมื่อเข้าสู่ full ramp-up ขณะที่ Ground OCC platform ของ SKY ที่พัฒนาเอง จะเป็นอัพไซด์ในระยะถัดไป หาก AOTGA สามารถใช้เป็น reference case เพื่อขยายสู่ต่างประเทศได้

Tourism
3QTD แข็งแกร่ง หนุนโมเมนตัมต่อเนื่องสู่ High Season
ราคาหุ้น AOT (top sector pick) และกลุ่มโรงแรม โดยเฉพาะ AWC (top hotel pick), CENTEL และ ERW ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนผลการดำเนินงาน 3QTD ที่ออกมาดีตามคาด และโมเมนตัมดีต่อเนื่องเข้าสู่ 4Q26
View from fundamental: เรายังคงคำแนะนำ OVERWEIGHT กลุ่ม Tourism และชอบหุ้น AOT, AWC, CENTEL และ ERW ตามลำดับ จากแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ยังแข็งแกร่งและมีโอกาสเร่งตัวต่อใน 4Q26


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้