สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ( 2 กันยายน 2569 )----------บล.ทิสโก้ประเมินตลาดหุ้นไทยเดือนกันยายนมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น จากความเสี่ยงทั้งสงครามการค้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ จึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง พร้อมปรับลดค่า Beta ของหุ้นแนะนำเพื่อจำกัดความผันผวน โดยชูหุ้นเด่น ADVANC, CPALL, CPF, ERW, HANA, TASCO และ TTB
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, IAA, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายนมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับความตึงเครียดด้านการค้าและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ผ่านการใช้มาตรการภาษีและการคว่ำบาตรที่เข้มข้นมากขึ้น
ล่าสุด สหรัฐฯ ใช้มาตรา 338 เรียกเก็บภาษีในอัตรา 50% กับสินค้าบางรายการจากแคนาดา ส่งผลให้แคนาดาประกาศมาตรการตอบโต้ด้วยการจัดเก็บภาษีในอัตรา 15-50% ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มเพิ่มภาษีสินค้าบางกลุ่มจากจีน รวมถึงขยายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า
ด้านตลาดการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ US Bond Yields ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ10 ปีอยู่ที่ประมาณ 4.7% ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีอยู่ที่ราว 5.2-5.3% ปัจจัยกดดันหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED และการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง
แม้มาตรการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yields ได้ในระยะสั้น แต่คาดว่าจะมีผลจำกัดในระยะยาว เนื่องจากมาตรการดังกล่าวไม่ได้แก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณโดยตรง
ผลการศึกษาของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU พบว่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 50 Basis Points ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักมีความเสี่ยงปรับฐานเฉลี่ยประมาณ 7-9% สะท้อนว่าตลาดการเงินโลกยังต้องเผชิญความเสี่ยงในระดับสูงในระยะข้างหน้า
จับตา 4 วาระการเมืองไทย กระทบความเชื่อมั่นลงทุน
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ การเมืองไทยกลับเข้าสู่ช่วงสำคัญภายหลังการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคมถึง 22 ธันวาคม โดยมี 4 วาระหลักที่ต้องติดตาม ได้แก่ การพิจารณาพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
บล.ทิสโก้คาดว่า วาระด้านเศรษฐกิจจะสามารถผ่านการพิจารณาได้ภายในเดือนกันยายน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจในระยะถัดไป
อีกประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจคือคดี "ฮั้ว ส.ว." ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะมีมติภายในช่วงกลางเดือนกันยายนโดยมีความเป็นไปได้ที่จะส่งสำนวนบางส่วนให้ศาลฎีกาพิจารณา แทนการยกคำร้องทั้งหมดหรือส่งทุกกรณีเข้าสู่กระบวนการศาล
การตัดสินใจดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดันทางการเมือง และกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ยังคงประเมินว่า รัฐบาลน่าจะสามารถรักษาเสียงสนับสนุนในสภาไว้ได้ ทำให้ผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอยู่ในวงจำกัด และเป็นเพียงปัจจัยรบกวนบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น
นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 28 กันยายน กรณีการใช้ "บาร์โค้ด" บนบัตรเลือกตั้งว่าเข้าข่ายขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับหรือไม่
แม้ประเด็นดังกล่าวอาจสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงก่อนมีคำตัดสิน แต่กรณีฐานของ บล.ทิสโก้ยังมองว่า โอกาสที่จะนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่มีค่อนข้างต่ำเนื่องจากระบบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเลือกตั้งและมีแนวปฏิบัติรองรับอยู่แล้ว ขณะที่การจัดการเลือกตั้งใหม่จะก่อให้เกิดต้นทุนทั้งทางการเมืองและงบประมาณในระดับสูง โดยสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตเช่นเดียวกับในอดีต
ลดความเสี่ยงด้วยหุ้น Beta ต่ำ ชู 7 หุ้นเด่นเดือน ก.ย.
จากปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ บล.ทิสโก้จึงมีมุมมอง "ระมัดระวัง" ต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายน พร้อมปรับลดค่าBeta ของหุ้นแนะนำประจำเดือน เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีค่า Beta ต่ำกว่า 1 เท่า ภายใต้ธีมDefensive Growth & Recovery ได้แก่ ADVANC CPALL CPF TTB สำหรับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีปัจจัยบวกระยะสั้น ได้แก่ ERW HANA TASCO ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำสำหรับเดือนกันยายนประกอบด้วยADVANC, CPALL, CPF, ERW, HANA, TASCO และ TTB
ด้านกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET Index ประเมินแนวรับสำคัญไว้ที่บริเวณ1,580 จุด บวกลบ และ 1,540-1,550 จุด ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,620-1,630 จุด และ 1,660 จุด ตามลำดับ
แนะ GOLD19 และ VT03 เป็นทางเลือกลงทุนต่างประเทศผ่าน DR
สำหรับทางเลือกการลงทุนในต่างประเทศผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ DR ประจำเดือนกันยายน บล.ทิสโก้แนะนำGOLD19 ซึ่งอ้างอิงกองทุน SPDR Gold ETF โดยมองว่าราคาทองคำที่ปรับลดลงมาอยู่บริเวณ 4,450 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นจังหวะเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไร
นอกจากนี้ ยังแนะนำVT03 ซึ่งอ้างอิงกองทุน Vanguard Total World Stock ETF เนื่องจากเป็นกองทุนที่กระจายการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก ช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งได้