Today’s NEWS FEED

News Feed

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย CBAM รอบใหม่: สินค้าไทยเข้าข่ายต่ำกว่า 1% ของส่งออกรวม แต่ความเสี่ยงกระจุกในกลุ่มอุปกรณ์อุตสาหกรรมและยานยนต์

58

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ( 2 กันยายน 2569 )---------• สหภาพยุโรปกำลังขยาย CBAM จากสินค้าต้นน้ำสู่สินค้าปลายน้ำที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเข้มข้น ภายในต้นปี 2028 เช่น อุปกรณ์อุตสาหกรรม ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน  เฟอร์นิเจอร์และสิ่งก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์โลหะ โดยร่างกฎหมายยังอยู่ระหว่างวาระแรก
 
• ความเสี่ยงต่อภาพรวมการส่งออกไทยยังอยู่ในวงจำกัด แต่เพิ่มขึ้นจากระยะเดิมและอาจกระจุกในบางกลุ่มสินค้า โดยสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ CBAM รวมกันคิดเป็น 0.98% ของมูลค่าส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2024 ขณะที่สินค้าในร่างขยายที่ไทยส่งออกไปสหภาพยุโรปส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุปกรณ์อุตสาหกรรมและยานยนต์
 
• ผู้ประกอบการที่คาดว่าอาจเกี่ยวข้องควรเริ่มคัดกรองความเสี่ยงจาก 3 มิติ ได้แก่ สินค้าเข้าข่ายหรือไม่ พึ่งพาตลาดสหภาพยุโรปมากน้อยเพียงใด และอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของลูกค้าที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปหรือไม่ พร้อมเตรียมข้อมูลวัตถุดิบ พลังงาน และการปล่อยคาร์บอนของสินค้า รวมถึงติดตามความคืบหน้าของกฎหมายไทยด้านสภาพภูมิอากาศและกลไกราคาคาร์บอนในระยะต่อไป
 
 
 
สหภาพยุโรปกำลังขยาย CBAM จากสินค้าต้นน้ำไปสู่สินค้าปลายน้ำที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเข้มข้น

CBAM เดิมที่มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 ครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มหลักที่ปล่อยคาร์บอนสูง ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ปูนซีเมนต์ ไฟฟ้า และไฮโดรเจน 

ร่างกฎหมาย CBAM ใหม่ขยายขอบเขตไปยังสินค้าปลายน้ำบางประเภทที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเข้มข้น เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยง (Anti-Circumvention) ผ่านการแปรรูปหรือเปลี่ยนรูปสินค้า ซึ่งนับเป็นการเพิ่มบทบาท CBAM ในการลดการปล่อยคาร์บอนนอกสหภาพยุโรป 

กลุ่มสินค้าปลายน้ำที่ควรติดตามตามร่างปัจจุบัน ได้แก่ อุปกรณ์อุตสาหกรรม เช่น สายพานลำเลียง หุ่นยนต์อุตสาหกรรม หม้อแปลงและสายไฟ ยานยนต์และชิ้นส่วน เช่น โครงรถ ตัวถัง ล้อ และระบบกันสะเทือน เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น เครื่องซักผ้า ตู้เย็นและตู้แช่บางประเภท เฟอร์นิเจอร์และสิ่งก่อสร้าง เช่น เฟอร์นิเจอร์โลหะ เก้าอี้โครงโลหะ และอาคารสำเร็จรูป รวมถึงบรรจุภัณฑ์โลหะ เช่น ถัง กระป๋อง และฝาปิดโลหะ    ทั้งนี้ รายการดังกล่าวยังไม่ใช่รายการสินค้าสุดท้ายตามกฎหมาย และอาจเปลี่ยนแปลงได้หลังการพิจารณาของสหภาพยุโรป

ร่างขยาย CBAM ยังไม่ใช่กฎหมายฉบับสุดท้าย แต่คาดเริ่มใช้ปี 2028

ขอบเขตสินค้าปลายน้ำที่เพิ่มเข้ามาคาดว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2028 หากร่างกฎหมายผ่านกระบวนการครบถ้วน โดยสถานะล่าสุดของร่างกฎหมายคือ อยู่ระหว่างการพิจารณาวาระแรก โดยคณะกรรมาธิการยุโรปเสนอร่างเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2025 ขณะที่คณะมนตรีสหภาพยุโรปเห็นชอบจุดยืนเจรจาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 และคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมของรัฐสภายุโรปลงมติรับรายงานแล้วเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026

 ขั้นตอนถัดไปคือการลงมติในที่ประชุมใหญ่ของรัฐสภายุโรป จากนั้นจึงเข้าสู่การเจรจาสามฝ่ายระหว่างรัฐสภายุโรป คณะมนตรีสหภาพยุโรป และคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อสรุปข้อความกฎหมายและรายการสินค้าสุดท้ายผลต่อการส่งออกไทยเพิ่มขึ้นแต่ยังจำกัดในภาพรวม โดยความเสี่ยงกระจุกในกลุ่มส่งออกอุปกรณ์อุตสาหกรรมและยานยนต์ไปสหภาพยุโรป

เมื่อรวมทั้งสินค้าในขอบเขตเดิมและสินค้าปลายน้ำที่อยู่ในร่างขยายแล้ว มูลค่าส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องยังคิดเป็น 0.98% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในปี 2024 สะท้อนว่าความเสี่ยงต่อการส่งออกไทยในภาพรวมยังไม่สูง ร่างขยาย CBAM จะทำให้สินค้าไทยที่เกี่ยวข้องกับมาตรการนี้เพิ่มขึ้น 0.89% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2024 จากสินค้าใน CBAM ระยะเดิม 6 กลุ่มหลัก ซึ่งมีสัดส่วนราว 0.09% 

ในเชิงโครงสร้างมูลค่าส่งออกสินค้าของไทย พบว่าสินค้าในร่างขยาย CBAM ที่ไทยส่งออกไปสหภาพยุโรปส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุปกรณ์อุตสาหกรรมและยานยนต์เป็นหลัก โดยอุปกรณ์อุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนราว 68.1% ของมูลค่าส่งออกสินค้าในร่างขยาย CBAM จากไทยไปสหภาพยุโรปในปี 2024 รองลงมาคือ ยานยนต์และชิ้นส่วน 24.1% ขณะที่ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 5.9% เฟอร์นิเจอร์และสิ่งก่อสร้าง 1.8% และ บรรจุภัณฑ์โลหะ 0.2% สะท้อนว่า แม้ความเสี่ยงต่อภาพรวมการส่งออกไทยยังอยู่ในวงจำกัด แต่ควรติดตามความเสี่ยงเฉพาะจุด โดยเฉพาะในกลุ่มอุปกรณ์อุตสาหกรรมและยานยนต์

ทั้งนี้ หากมองจากมุมการนำเข้าของสหภาพยุโรป พบว่าสหภาพยุโรปนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวจากไทยคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.5% ของการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากทั่วโลก สะท้อนว่าไทยยังไม่ใช่แหล่งนำเข้าหลักของสหภาพยุโรปในกลุ่มสินค้าที่อยู่ในร่างขยาย CBAM

ในเชิงการนำเข้าสินค้าในร่างขยาย CBAM จากไทยของสหภาพยุโรป พบว่าในปี 2024 สหภาพยุโรปนำเข้าอุปกรณ์อุตสาหกรรมจากไทยคิดเป็นราว 0.57% ของการนำเข้าอุปกรณ์อุตสาหกรรมกลุ่มเดียวกันจากทั่วโลก ขณะที่กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนอยู่ที่ราว 0.40% เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 0.36% ส่วนเฟอร์นิเจอร์และสิ่งก่อสร้างอยู่ที่ราว 0.07% และบรรจุภัณฑ์โลหะอยู่ใน ระดับใกล้ 0.03% สะท้อนว่า ไทยยังมีบทบาทค่อนข้างจำกัดในฐานะแหล่งนำเข้าของสหภาพยุโรปในทุกกลุ่มสินค้าตามร่างขยาย CBAM


หากสินค้าเข้าข่ายร่างขยาย CBAM ความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการไทยอาจเกิดขึ้นใน 2 ด้านหลัก คือภาระข้อมูลและภาระต้นทุนทางอ้อม โดยภาระข้อมูลอาจเกิดขึ้นก่อนในรูปของการที่คู่ค้าในสหภาพยุโรปขอข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของสินค้า หากผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปต้องซื้อใบรับรอง CBAM เพิ่มขึ้น และส่งผ่านต้นทุนบางส่วนกลับมายังซัพพลายเออร์ไทยผ่านการต่อรองราคา เงื่อนไขสัญญา หรือการคัดเลือกคู่ค้าที่มีความพร้อมด้านข้อมูลคาร์บอนมากกว่า ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยไม่ได้เป็นผู้ชำระ CBAM โดยตรงตามกฎหมาย แต่มีโอกาสได้รับผลกระทบผ่านความสัมพันธ์ทางการค้าในห่วงโซ่อุปทาน

ในระยะถัดไป กลไกราคาคาร์บอนของไทยอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยลดภาระ CBAM ได้ หากเป็นราคาคาร์บอนที่มีการชำระจริงและสามารถพิสูจน์ได้ตามหลักเกณฑ์ของสหภาพยุโรป เนื่องจากกฎ CBAM เปิดให้ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปขอลดจำนวนใบรับรองที่ต้องส่งมอบได้ หากพิสูจน์ได้ว่าสินค้านั้นมีการจ่ายราคาคาร์บอนในประเทศต้นทางแล้ว ดังนั้น ความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย โดยเฉพาะกลไกราคาคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหลักฐานการชำระราคาคาร์บอน จึงเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการควรติดตาม

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้