Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

60

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ ประเด็นสำคัญจากรายงาน Cross Asset เดือนกันยายน Part 2

ตลาดหุ้นอินเดียยังสะท้อนความระมัดระวัง แต่คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มถูกปรับขึ้น
ตลาดหุ้นอินเดียยังสะท้อนความระมัดระวังจากความกังวลต่อราคาพลังงาน โดยดัชนี SENSEX ลดลง 8.9% YTD สวนทางตลาดหุ้นโลก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานเริ่มส่งสัญญาณดีกว่าที่ตลาดเคย Price-in โดย Bloomberg Consensus ปรับประมาณการ GDP FY27 กลับขึ้นจาก 6.4% ในเดือนมิถุนายนเป็น 6.7% ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง ทั้งยอดค้าปลีก การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ยอดขายรถยนต์ และภาคการผลิตที่ขยายตัวดีกว่าคาด แม้ราคาน้ำมันทำให้เงินเฟ้อเร่งขึ้น แต่ Headline CPI ที่ 4.4% ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของ RBI ขณะที่ Core CPI อยู่ที่ 3.9% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังไม่กระจายตัวในวงกว้าง
อีกพัฒนาการที่สำคัญคือ Investment Cycle เริ่มมีสัญญาณเปลี่ยนจาก Public Capex ไปสู่ Private Capex หลังรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่องหลายปี ขณะที่สินเชื่อธนาคารเพิ่มขึ้น 19.3% YoY และ Net FDI Inflow ครึ่งแรกปี 2026 เพิ่มขึ้น 135% YoY สะท้อนว่าเงินทุนระยะยาวยังเชื่อมั่นใน Structural Growth Story ของอินเดีย
ด้านตลาดทุน เงื่อนไขเริ่มเอื้อมากขึ้น โดย CY26 EPS Revision 12W ของ SENSEX พลิกเป็นบวกราว 2% ขณะที่ Forward PER ลดลงเหลือ 19.2 เท่า หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีราว 1.2 SD
BLS Wealth จึงมองว่าตลาดหุ้นอินเดียเริ่มน่าสนใจมากขึ้น เพราะราคาหุ้นยังสะท้อนความระมัดระวัง ขณะที่ Macro Expectations และ Earnings Revision เริ่มเปลี่ยนทิศ หาก Private Capex และกำไรฟื้นตัวในวงกว้างขึ้น ช่องว่างระหว่างราคากับปัจจัยพื้นฐานอาจนำไปสู่การกลับมาของ Fund Flow และรอบ Re-rating ในระยะถัดไป



สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ยังเวียนเทียนไม่เลิก แต่วานนี้ออกด้านลบเล็กน้อย โดยแรงกดดันเยอะกว่า จากกลุ่มขนส่งฯ โรงไฟฟ้า คอมเมิร์ช ขณะที่ขาเข้ายังคงอยู่ที่ Commodities อย่าง PTT PTTEP TOP IVL BCP เป็นต้น และเริ่มเห็นสัญญาณบางตัวที่นอนมานานอย่าง BDMS BCH ฟื้น


แนวโน้มตลาดวันนี้ พบวอลุ่มเข้าเก็บหุ้น...ก่อนจะขึ้น
ราคาหุ้นรายตัว-รายกลุ่มที่เกิดภาพของการ “หมุนกลุ่มตามที่เราประเมิน” ยังคงเป็นลักษณะของตลาดที่นักลงทุนมองไปข้างหน้า แล้วเลือกหุ้นสะสม* มากกว่าการไล่ราคา สังเกตง่ายๆ จากดัชนี SET ที่แทบไม่เคลื่อนไหว แต่มีวอลุ่มในหุ้นบางตัวที่เพิ่มขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปกติ ก่อนที่ราคาหุ้นจะขึ้นแรง เมื่อวอลุ่มที่เข้ามาเก็บของนั้นได้ของครบ...ยกตัวอย่าง IVL CPF

โดยอาจจะมีปัจจัยหนุนรายตัวที่สนับสนุนการเล่นหุ้นในแต่ละรอบแตกต่างกัน เช่น อาศัยการคาดการณ์รายได้ในอนาคต จากข้อมูลนักวิเคราะห์ ยกตัวอย่างแนวโน้ม ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรแคมี เป็นต้น

สำหรับรอบนี้ วอลุ่มที่เริ่มเก็บหุ้น ตรวจพบมากกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังในรอบ 1 เดือน แล้วหลายตัว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม โรงพยาบาล ยกตัวอย่าง BDMS มีวอลุ่มเฉลี่ย เมื่อวาน 2 พันลบ. เกินค่าเฉลี่ยกลุ่มที่หลักร้อยล้านบาท ไปไกลหลายเท่าตัว

พิจารณาในมุมกลยุทธ์พบราคาหุ้น BH มีวอลุ่มซื้อคืนจากการ Covered short นำ BDMS มาก่อนในเดือน ก.ค. จากสถานะ Short BH คงค้าง 16 ล้านหุ้น ลดเหลือ 10 ล้านหุ้นในเดือน ส.ค. (ลดลง 37.5%) ขณะที่ BDMS ลดจาก 248 ล้านหุ้น ลงมาเหลือ 207 ล้านหุ้นในเดือน ส.ค. (ลดลง 18%)

หากมองเรื่องผลการดำเนินงานระยะสั้น ไตรมาส 3/69 BLS Research และ Consensus มองตรงกันในเรื่องของกำไรเติบโต ทั้ง y-y, q-q ผ่านจุดต่ำสุด และขยายตัวตามฤดูกาล อาจเป็นตัวเร่งราคาหุ้นระยะสั้นในแง่ของ Valuation laggard เมื่อเทียบค่าเฉลี่ย PE รพ.ภูมิภาคที่เกิน 30x แต่ BDMS PE27 18 เท่า


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้


วิเคราะห์ทางเทคนิค
Primary Trend (ภาพใหญ่): ดัชนีอยู่ในกรอบการสร้างฐานลักษณะ sideway ออกข้าง สะท้อนถึงการสะสมพลัง เพื่อเลือกทิศทางรอบใหม่
Secondary Trend (ภาพกลาง): หากพิจารณาตามคลื่น Elliott Wave ดัชนีกำลังฟอร์มตัวใน Wave C ซึ่งเป็นคลื่นชุดสุดท้ายของปรับฐานย่อย แต่ยังอยู่ในรูปแบบ Impulse 5 ส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนสูง โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือห้ามหลุดแนวรับบริเวณ 1,570 – 1,580
Moving Average Dynamic Support: เส้น EMA 10,25 และ 50 วันเริ่มให้ค่าที่ใกล้กันอยู่ที่ 1,600-1,605 จุด ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านตัดสินสำคัญ หากทะลุได้พร้อม Volume จะยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้น ขณะที่เส้น EMA 75 จะทำหน้าที่เป็นแนวรับสำคัญ 1,580 จุด
MACD: เริ่มตัดลงต่ำกว่าเส้น 0 ทำให้มีความเสี่ยงของการปรับฐานระยะกลาง
Fibonacci channel: ใช้อัตราส่วน Fibonacci เพื่อกำหนดกรอบแนวรับ-แนวต้าน
*Fibo 78.6% = 1,680 จุด Main Target (เป้าหมายระยะกลาง)
*Fibo 61.8% = 1,630 จุด Key Resistance (ด่านสำคัญ)
*Fibo 50% = 1,580 จุด Critical Decision Zone! (แนวรับสำคัญ)
*Fibo 38.2% = 1,560 แนวรับถัดไป (ถ้าหลุดแนวรับแรก)
สรุป: โครงสร้าง SET Index อยู่ในโหมด "ปรับฐานอยู่ในคลื่น Corrective wave C" โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1,580 จุด หากดัชนีจะรักษาโมเมนตัมขาขึ้น จะต้องยืนให้ได้

 

 

 

What to watch กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เปิดเผย การใช้จ่ายด้านทุน (Capex) ซึ่งไม่รวมซอฟต์แวร์ เพิ่มขึ้น 2.9% ในช่วงไตรมาส 2 เมื่อเทียบรายไตรมาส ขณะที่การลงทุนรวมซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบรายปี สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะหดตัว ขณะเดียวกัน ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น 5.9% เมื่อเทียบรายปี ส่วนกำไรปัจจุบันพุ่งขึ้น 24.6% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมาก
นอกจากนี้ การลงทุนของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นยังสอดคล้องกับผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (ทังกัน) ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนก.ค. โดยบริษัทขนาดใหญ่คาดว่าการลงทุนจะเพิ่มขึ้น 11.5% ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมี.ค.ปีหน้า เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 3.3%

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอาจช่วยสนับสนุนแนวทางของ BOJ ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ โดยตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในการประชุมวันที่ 18 ก.ย.

เดิมตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%

FTSE review: CPN หลุดจาก Large Cap เข้า Mid Cap./ หุ้น BTS LH SCCC TU ลดชั้นลง Small Cap / หุ้น THAI FTREIT ติด Small Cap มีผล 21 ก.ย.นี้

FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 59.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 35.4% นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 40.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 64.6% เมื่อวานนี้

ศาล รธน.นัดวินิฉัยชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง วันที่ 28 ก.ย.2569
ครม.ญี่ปุ่น ตั้งงบสำรองฉุกเฉินจำนวน 6.16 แสนล้านเยน (3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากงบประมาณประจำปีปัจจุบัน เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น การตรึงราคาน้ำมันเบนซินที่ระดับประมาณ 170 เยนต่อลิตร ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง


หุ้นแนะนำวันนี้
BDMS Valuation laggard PE2027 18x ค่าเฉลี่ยหุ้น รพ.ในภูมิภาคเกิน 30x ทิศทางกำไรไตรมาสที่ 3/2027 คาดฟื้นตัวทั้ง q-q, y-y สะท้อนภาวะกำไรที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
แนวรับ 19.7 ต้าน 20.50 Stop loss 19.50


Tactical port เพิ่ม BDMS ถอด PLANB

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

KTB
ธนาคารกรุงไทย
เติมเต็มถัง
นอกจากความต้องการใช้สินเชื่อจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะหนุนสินเชื่อในปีหน้า KTB ยังมีจุดเด่นที่ แนวโน้มกำไรปี 2027 เติบโตสูงสุดในกลุ่มธนาคาร ที่ระดับ 8% YoY โดยมีปัจจัยหนุนจาก 3 เรื่องได้แก่ cost efficiency, โอกาสในการ cross sell ผลิตภัณฑ์ และ credit cost ที่มีโอกาสต่ำกว่าที่เราคาดไว้ ซึ่งจะทำให้เห็น scope for upside จากประมาณการกำไรปีนี้ของเราราว 5% โดยเราแนะนำ ซื้อ KTB และยังเลือกเป็น 1 ในหุ้น top picks ของเราจาก 3 เหตุผล ได้แก่
1) cost efficiency ที่ดีขึ้น โดย KTB ลงทุนด้าน IT ค่อนข้างเยอะ ซึ่งเราเห็น Cost/income ratio ลดลงต่อเนื่องจากระดับเกือบ 50% ในปี 2019 ลงมาที่ 40% ในปี 2025 ซึ่งต่ำสุดในกลุ่มธนาคารที่เราศึกษา และเราคาดว่าจะลงต่อไปที่ระดับ 39% ในปี 2028 ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายพนักงานต่อรายได้ก็มีทิศทางที่ลดลงเช่นเดียวกัน ทำให้เราเห็นการลงทุนด้าน IT investment ไม่ได้ช่วยแค่ digital capability แต่เริ่มส่งผลบวกต่อทิศทางค่าใช้จ่ายให้ดีขึ้น
2) โอกาสในการ cross sell ผลิตภัณฑ์และบริการมากขึ้น หนุนรายได้ค่าธรมเนียมให้เติบโตในระยะยาว โดย KTB มีฐานลูกค่าที่ใช้ mobile banking ราว 22 ล้านราย และยังเป็นผู้ให้บริการแอป “เป๋าตัง” อีกที่มีผู้ใช้งานอีกประมาณ 40 ล้านราย ทำให้ KTB เข้าถึงฐานลูกค้าได้กว้างฐานลูกค้าของธนาคารเดิม และคาดสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้ของ KTB จะเพิ่มจาก 14.0% ในปี 2023 เป็น 16.6% ในปี 2028
3) ด้านคุณภาพสินทรัพย์ถือว่าดี หลังธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่มาตั้งแต่ปี 2022 รวมถึงลดพอร์ตสินเชื่อ SME ลง และเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อภาครัฐมากขึ้น โดยเรายังไม่เห็นสัญญาณที่น่ากังวล และ loan-loss coverage ratio อยู่ที่ 201.5% ณ สิ้น 2Q26 สูงกว่าเป้าหมายของธนาคารที่ 170% ค่อนข้างมาก ทำให้เราไม่เห็นความจำเป็นที่ KTB ต้องเร่งเพิ่มการตั้งสำรองในปี 2026-27
โดยปัจจุบันเราเห็น potential upside สำหรับกำไรปี 2027 ราว 5% จาก credit cost ที่มีโอกาสต่ำกว่าที่เราคาดไว้ 10bps มาที่ 0.9% เพราะ loan-loss coverage ratio ของธนาคารยังสูงกว่าเป้าหมายมาก ทำให้มีโอกาสที่ KTB จะลดการตั้งสำรองหนี้ฯลงได้ในปีหน้า ซึ่งก็จะทำให้ ROE ของ เพิ่มขึ้น 45bps จากปัจจุบัน และราคาเป้าหมายก็จะเพิ่มขึ้นไปที่ 50 บาท ได้ (จากปัจจุบัน 47 บาท)

STA
(Visit Note)
ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี
ราคายางขาขึ้นหนุนระยะกลาง แม้กำไร 3Q26 ชะลอ
แนวโน้ม 3Q26 กำไรมีโอกาสอ่อนตัว QoQ จากปริมาณขายที่ลดลงและ GM ที่ปรับลงจากฐานสูงใน 2Q26 แต่ภาพ 2H26 ยังได้แรงหนุนจากราคายางที่เป็นขาขึ้นตาม Supply ที่ตึงตัว โดยบริษัทปรับกรอบ SICOM TSR20 ใน 2H26 ขึ้นเป็น 215–235 เซนต์/กก. จากเดิม 190–220 เซนต์/กก. จากฝนตกหนักในไทย ผลผลิตอินโดนีเซียลดลง และการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางไปปาล์ม ขณะที่ Demand ยางล้อยังโตเพียง 1–3% YoY ทำให้รอบราคายางครั้งนี้ขับเคลื่อนจาก Supply มากกว่า Demand
อีกปัจจัยบวกคือ EUDR หลัง Demand เริ่มกลับมา บริษัทเตรียมเพิ่มกำลังผลิตจากราว 20,000 ตัน/เดือนใน 2Q26 เป็น 30,000 ตันในเดือน ต.ค. และอาจเพิ่มเป็น 40,000–50,000 ตัน/เดือนหากความต้องการแข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยทั้ง Volume และ Product mix ใน 4Q26–2027 หากการบังคับใช้ EUDR เป็นไปตามกำหนดต้นปี 2027
สำหรับ 3Q26 บริษัทคาดปริมาณขายราว 3.2 แสนตัน ลดลงประมาณ 10% QoQ จาก 3.54 แสนตันใน 2Q26 และปรับเป้าทั้งปีลงเหลือ 1.45–1.50 ล้านตัน ขณะที่ราคาขายคาดเพิ่มเป็น 220–225 เซนต์/กก. แต่ต้นทุนวัตถุดิบจะเพิ่มตามราคายาง ทำให้ GM คาดลดลงเหลือ 8–9% จาก 12% ใน 2Q26 ก่อนมีแนวโน้มฟื้นอีกครั้งใน 4Q26
มุมมอง: เรายังมอง STA เด่นกว่า STGT ในระยะกลางจากราคายางขาขึ้นและ Upside จาก EUDR แต่การปรับขึ้นของกำไรจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาปริมาณขายและส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบเพื่อประคอง Margin เป็นหลัก


STGT
(Visit Note)
ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย)
กำไร 3Q26 มีแนวโน้มชะลอ หลังราคาขายเริ่มปรับลงและ Volume ยังไม่ฟื้น
STGT รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 567 ล้านบาท (+635% YoY, +48% QoQ) โดยการฟื้นตัวมาจาก Margin มากกว่า Volume หลังปริมาณขายลดลง 5.9% YoY และ 6.6% QoQ เหลือ 8.6 พันล้านชิ้น แต่ ASP ในรูป USD เพิ่ม 14% YoY และ 18% QoQ ส่งผลให้ GM เพิ่มเป็น 17% จาก 8.6% ใน 2Q25 และ 10.4% ใน 1Q26 ขณะที่ Utilization rate ลดลงเหลือ 77.6% จาก 84.2% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากลูกค้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อหลังราคาปรับขึ้นแรง
แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรลดลง QoQ โดยบริษัทคาดปริมาณขายทรงตัวราว 8.5 พันล้านชิ้น ต่ำกว่าระดับปกติ 9–10 พันล้านชิ้น/ไตรมาส และ Utilization rate ราว 75–80% ขณะที่ ASP มีแนวโน้มลดลง 10% QoQ ตามราคายางสังเคราะห์ แต่ต้นทุนยางธรรมชาติยังมีแรงกดดันขาขึ้น จึงคาด GM ลดลง QoQ อย่างไรก็ตาม กำไรยังฟื้นชัด YoY จากฐานต่ำใน 3Q25 ที่ขาดทุน 106 ล้านบาท
จุดแข็งของ STGT ยังอยู่ที่ Product mix โดยมีสัดส่วนถุงมือยางธรรมชาติราว 70% และสามารถเพิ่มสัดส่วน NBR จากปัจจุบันราว 30% เป็นสูงสุด 50% โดยไม่ต้องปรับเครื่องจักร ทำให้ปรับ Product mix ตาม Demand และต้นทุนวัตถุดิบได้รวดเร็ว ขณะที่เป้าปริมาณขายทั้งปียังอยู่ที่ 3.7 หมื่นล้านชิ้น ซึ่งหมายถึง 4Q26 ต้องเร่งขึ้นใกล้ 1 หมื่นล้านชิ้น
มุมมอง: ระยะสั้นยังให้น้ำหนัก STA มากกว่า STGT เพราะ STGT ยังต้องรอสัญญาณการกลับมาสั่งซื้อของลูกค้า ขณะที่ราคาขายและ Margin มีแนวโน้มอ่อนลงใน 3Q26 โดยตลาดคาดกำไรปี 2026 ราว 1.4 พันล้านบาท เทียบกับ 1H26 ที่ทำได้แล้ว 950 ล้านบาท ซึ่งน่าจะสะท้อนภาพกำไร 2H26 ที่ชะลอลงไปพอสมควรแล้ว

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้