Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

49

 

 


Global Strategist’s View ประเด็นสำคัญจากรายงาน Cross Asset เดือนกันยายน Part 1


AI อยู่ในวงจร Circular Financing อย่างที่กังวลกันจริงหรือ?
ความกังวลต่อ AI Supercycle กำลังเปลี่ยนจากเรื่อง Valuation ไปสู่คำถามว่า การลงทุนมหาศาลใน GPU และ Data Center สะท้อนอุปสงค์จริง หรือเป็นเพียง Circular Financing ที่เงินทุนหมุนเวียนอยู่ภายในอุตสาหกรรมและสร้างอุปสงค์ให้กันเอง
BLS Wealth มองว่า การที่เงินทุนไหลกลับไปยังผู้ผลิตอุปกรณ์ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็น Artificial Demand สิ่งสำคัญกว่าคือโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นสามารถเปลี่ยนเป็นบริการและรายได้จากผู้ใช้งานจริงได้หรือไม่ ซึ่งข้อมูลปัจจุบันยังสนับสนุนภาพดังกล่าว โดยช่วงปี 2023–2025 กำลังประมวลผลของ OpenAI เพิ่มขึ้นประมาณ 9.5 เท่า ขณะที่ Annualized Revenue Run Rate เพิ่มขึ้นราว 10 เท่า สะท้อนว่ารายได้ยังเติบโตสอดคล้องกับ Capacity ที่เพิ่มขึ้น
หลักฐานของ Monetization ยังขยายไปสู่ระดับองค์กร โดยธุรกิจ AI ของ Microsoft มี Annual Revenue Run Rate ราว 37 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Microsoft 365 Copilot มีสิทธิ์ใช้งานแบบชำระเงินมากกว่า 30 ล้านสิทธิ์ นอกจากนี้ ฐานลูกค้า Data Center ของ NVIDIA ยังขยายจาก Hyperscaler ไปสู่ AI Cloud ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรธุรกิจ สะท้อนว่าอุปสงค์กำลังกระจายตัวออกไปนอกบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
BLS Wealth จึงมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นยังใกล้เคียงกับ Capital Formation ในช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรมใหม่ มากกว่า Circular Financing ที่สร้างอุปสงค์เทียม เราจึงยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ AI Supercycle และแนะนำลงทุนใน AI Value Chain โดยเน้นบริษัทที่มีความได้เปรียบทางเทคโนโลยีและมีรายได้รองรับการเติบโตอย่างชัดเจน

 


สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยไปแบบหนักๆ แม้อิเล็กทรอนิกส์จะพยายามเป็นป๋าดันต่อ แต่ก็ไม่หวือหวา โดยหุ้นบวก จริงๆ แล้วกระจายกลุ่มใหญ่ทั้ง DELTA KCE CCET ADVANC TRUE CPN CRC PTT TTB AOT แต่แรงกดก็มีทั้ง KKP GPSC BANPU COF MTC BEM OSP BTG GUNKUL เป็นต้น


แนวโน้มตลาดวันนี้ Commodification
กลยุทธ์คาดหุ้นไทยรอบนี้ยังคงแยกทางกันเดินระหว่าง หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก และหุ้นพึ่งพารายได้ในประเทศ โดยเราเน้นการสะสมหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ต่อเนื่อง (เน้นเป็นพิเศษมาต่อเนื่องกันแล้วไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์)


ด้วยเหตุผลหลัก เรามองว่ารอบนี้นักลงทุนต่างชาติยังไม่เติมเงินใหม่เข้ามา “ซื้อสุทธิ”ในตลาดหุ้นไทย อิงจากค่าเฉลี่ยทางสถิติเมื่อ ต่างชาติซื้อสุทธิสะสมขึ้นแตะระดับ 6-7 หมื่นล้านบาท มักจะหยุด. นั่นหมายความว่าแรงซื้อสุทธิสะสมมีโอกาสจะหมุนออก แต่ไม่ได้ขายสุทธิออกทั้งหมด เพราะจะเป็นการหมุนหุ้น ตามที่เราเห็นราคาหุ้นแต่ละกลุ่มมีการเคลื่อนไหว-สอดคล้องกับที่เราระบุในรายงานกลยุทธ์ประจำสัปดาห์...


“พบหุ้นกลุ่ม ICT กลุ่มธนาคาร และ หุ้นรายตัว AOT DELTA CPALL CPAXT ที่ Underperform ตลาดในรอบเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา
ตรงข้ามหุ้นที่บวก หรือ แข็งแกร่งกว่าตลาดรอบนี้ ได้แก่ PTTEP PTTGC PTT GPSC TOP BCP IRPC IVL CPF STA RCL รวมถึงหุ้น Alpha รายตัวที่ราคาหุ้นพุ่งแรง”

ตามรายชื่อหุ้นในกลุ่มที่น่าสะสมยังมีหุ้น Laggard ให้เราเลือกหุ้นเล่นรายตัว และหาหุ้น Laggard ในแง่ของ Valuation มากกว่า Laggard ในแง่ของราคา

บวกกับ การอ่านทางหุ้น จากการเล่นหุ้นเกาะไปกับกระแสตลาด เช่น อ่านทิศทางเศรษฐกิจโลก และในประเทศ เพื่อเชื่อมโยงมาหาทิศทางอุปสงค์ อุปทาน ที่จะมีผลต่อทิศทางกำไรในไตรมาสถัดๆไป พร้อมทั้งต้องประเมินความเสี่ยงที่อยู่นอกเหนือความควบคุม เพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่น สหรัฐฯ เล็งตั้งกำแพงภาษีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของแต่ละประเทศ, นโยบายการเงินการคลังระหว่างประเทศ และ การเมืองในประเทศ เช่น คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็นต้น


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้


วิเคราะห์ทางเทคนิค “Structural & Indicator”
*Market Structure: Primary, Secondary, Minor trend ทั้ง 3 ส่วนชี้ว่าดัชนีกำลังเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาขึ้น! รอบใหม่
Indicators: ค่า ADX > 25 ชี้ว่านีไม่ได้อยู่ในภาวะ Sideway แต่กำลังวิ่งอยู่ใน Strong Trending Phase
EMA Alignment & Golden Cross ปรากฏสัญญาณ EMA cross 10, 25, 75, 200 month ตัดขึ้น! + Bullish MACD!
Fibonacci Extension &Trend channel: แสดงจุดรับ-ต้านบริเวณ 1,580 และ 1,680 จุด (worst case 1,500)
สรุป: แนวโน้มดัชนีเดือนก.ย.ยังอยู่ในรอบขาขึ้น base case 1,630 & bull case 1,680 / รับ 1,580 จุด
*เงื่อนไข: SET Index ห้ามหลุด low ต่ำกว่า 1,560 จุด
“Stock Matrix Selection”
BGRIM: breakout จุดต้านสำคัญ +OBV ทะลุ high จุดกลับตัวเปลี่ยนสถานะเป็นขาขึ้นครั้งใหม่ Reversal pattern
IVL: bottom out และกำลังเตรียมขึ้นรอบใหม่หลังพบรูปแบบ “Head & Shoulder bottom” + Divergence
STA: จุดสังเกต MACD > 0 (เดือนแรก) Volume profile ชี้เป้า 25 และ 28
สรุปหุ้นแนะนำเดือนก.ย. BUY: BGRIM, IVL, STA
*เงื่อนไข: ผิดทาง ห้ามลงต่ำกว่าจุดคัทที่ให้ไว้

 


What to watch MSCI review: Standard Index ไม่มีหุ้นไทยเข้าออก, Small Cap index เพิ่มหุ้น HANA GUNKUL ถอด JTS CHG มีผลสิ้นเดือน ส.ค.
FTSE review: CPN หลุดจาก Large Cap เข้า Mid Cap./ หุ้น BTS LH SCCC TU ลดชั้นลง Small Cap / หุ้น THAI FTREIT ติด Small Cap มีผล 21 ก.ย.นี้
ตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%
หลังนายวอร์ชแสดงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ: ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 59.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 35.4%
นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 40.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 64.6% เมื่อวานนี้
ศาล รธน.นัดวินิฉัยชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง วันที่ 28 ก.ย.2569
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) ว่า เขาคาดหวังว่าคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะดำเนินนโยบายการเงินอย่างถูกต้อง เบสเซนต์กล่าวว่า เขาจะไม่บอกว่า BOJ ต้องทำอะไร แต่เขาจะแสดงความเห็นเพียงแค่ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะยุตินโยบายอาเบะโนมิกส์ (Abenomics) ซึ่งเป็นนโยบายที่กระตุ้นเงินเฟ้อ
การแสดงความเห็นล่าสุดของรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ โดยผลสำรวจล่าสุดในช่วงเช้าวันนี้พบว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 88% ในการคาดการณ์ว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย.
เบสเซนต์ได้แสดงความเห็นดังกล่าวต่อผู้สื่อข่าว ก่อนที่เขาจะพบกับอุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G20 ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วันที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนาของสหรัฐฯ โดยการประชุมจะเริ่มขึ้นในวันนี้


หุ้นแนะนำวันนี้ TOP รอบนี้ Laggard หุ้น Commodity ตัวอื่น /แนะเล่นตามหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ที่วิ่งนำรอบนี้ โดย trailing PBV โรงกลั่นอื่นวิ่งขึ้นไปแตะระดับ 1x แล้ว ส่วน TOP 0.69x
แนวรับ 61.5 ต้าน 65 Stop loss 60

 

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Commodities Tracker
ค่าการกลั่นอ่อนแอลงต่อ ขณะที่ค่าระวาง Dry Bulk พุ่ง
ราคาน้ำมัน Dubai เฉลี่ยสัปดาห์ล่าสุดลดลง US$0.71 WoW เหลือ US$92.32/bbl จากความหวังการเปิดช่องแคบ Hormuz หลังอิหร่านและโอมานกลับมาเจรจา

ขณะที่ Singapore GRM ลดลงต่ออีก US$6.72 WoW เหลือ US$10.59/bbl จาก Crack spread ที่ลดลงทุกผลิตภัณฑ์ โดย Gasoline อยู่ที่ US$23.56/bbl, Jet fuel US$53.65/bbl, Diesel US$58.77/bbl และ HSFO US$0.70/bbl
ด้านปิโตรเคมี Spread เคลื่อนไหวผสมผสาน โดย Propylene เพิ่ม US$2 WoW เป็น US$244/ตัน และ PP เพิ่ม US$9 เป็น US$406/ตัน ขณะที่ Ethylene ลด US$18 เหลือ US$224/ตัน และ HDPE ลด US$2 เหลือ US$406/ตัน ส่วนราคาถ่านหิน NEX เพิ่ม 5% WoW เป็น US$137.93/ตัน

ส่วนด้านค่าระวางเรือเด่นขึ้น โดย BDI เพิ่ม 7% WoW เป็น 3,031 จุด, Capesize +11%, Panamax +5% และ Supramax ซึ่งเป็น Leading indicator ของ PSL/TTA เพิ่ม 1% เป็น 1,644 จุด จากการปิดกั้นทะเลแดงที่ทำให้เรือต้องอ้อม Cape of Good Hope และเพิ่มระยะทางเดินเรือ ขณะที่ World Container Index ลด 1% WoW เหลือ 4,473 จุด

Fundamental view: ความขัดแย้งตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรหลัก หากสถานการณ์คลี่คลาย Supply น้ำมัน ผลิตภัณฑ์น้ำมัน และ LNG มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและกดดันราคา ขณะที่ราคาหุ้นโรงกลั่นสะท้อน GRM สูงไปมากแล้ว จึงยังมองเป็นจังหวะ Rotate จาก โรงกลั่น เข้า ปิโตรเคมี โดยเลือก IVL และ PTTGC เป็น Top Pick ส่วนค่าระวาง Dry Bulk ที่พุ่งขึ้นอาจเปิดโอกาส Trading หุ้นเดินเรือได้ในระยะสั้น

 

SCCC
(Visit Note)
ปูนซีเมนต์นครหลวง
แนวโน้มปี 2026 เติบโตเล็กน้อย; อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง
แนวโน้มผลประกอบการปี 2026 ยังเติบโตจากปีก่อน โดย SCCC รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1.25 พันล้านบาท (+31% YoY, -9% QoQ) หนุนจากธุรกิจปูนซีเมนต์ในไทยที่ดีขึ้นตามอุปสงค์โครงการ EEC และการลดต้นทุน รวมถึงเวียดนามและศรีลังกาที่มีประสิทธิภาพการดำเนินงานดีขึ้น ขณะที่ LANNA ได้แรงหนุนจากกำไรธุรกิจถ่านหินที่เพิ่มขึ้น
อุปสงค์ปูนซีเมนต์ไทยปี 2026 คาดทรงตัวใกล้ปี 2025 ที่ 31.3 ล้านตัน โดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม, EV, Electronics และ Data Center ช่วยชดเชยภาคที่อยู่อาศัยที่ยังชะลอตัว ขณะที่บริษัทเดินหน้าลดต้นทุนและประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ด้านต่างประเทศ เวียดนามเด่นที่สุด โดยคาด Demand เพิ่มเป็น 21.5 ล้านตัน จาก 19.3 ล้านตันในปีก่อน และช่วยหนุนการปรับราคาขาย ส่วนศรีลังกาฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่บังกลาเทศและกัมพูชายังทรงตัวจากเศรษฐกิจอ่อนแอ ต้นทุนพลังงาน/ขนส่งสูง และการแข่งขันรุนแรง
Our view: Consensus คงประมาณการกำไรปี 2026 ใกล้เดิมที่ 3.81 พันล้านบาท (+9% YoY) และคาดปี 2027 ที่ 4.30 พันล้านบาท (+13% YoY) ปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2027 ที่ 10.7x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 14.8x ราว 28% ขณะที่ Dividend yield ปี 2026 คาด 6.8% จาก DPS 10.50 บาท และอาจเพิ่มเป็น 7.1% หากจ่าย 11 บาท/หุ้นเท่ากับสองปีก่อน ส่วนปี 2027 คาด Yield 7.4% จึงมอง SCCC เด่นสำหรับการลงทุนเพื่อรับเงินปันผล

 


TRT
(Visit Note)
ถิรไทย
โครงสร้างรายได้เปลี่ยนจากงานรัฐ สู่ Export และ Data Center
หลัง Virtual Conference เรามองบวกต่อ TRT จากโครงสร้างรายได้ที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดย 1H26 รายได้เพิ่ม 19% YoY เป็น 1.44 พันล้านบาท แต่กำไรสุทธิเพิ่มกว่า 260% YoY เป็น 290 ล้านบาท จาก GM ที่ขยายเป็น 40.5% จาก 24.3% โดยเฉพาะธุรกิจ Transformer ซึ่งคิดเป็นกว่า 90% ของรายได้ มี GM เพิ่มเป็น 38.4% จาก 21.5% ขณะที่ Backlog เพิ่มต่อเนื่องเป็น 3.43 พันล้านบาท ณ สิ้น ก.ค. แบ่งเป็นงาน Export สูงถึง 67%, Private/Local 24% และงานรัฐเพียง 9%
Catalyst สำคัญคือการเติบโตของ Export และ Data Center โดย TRT ทำ Strategic collaboration กับ Siemens Energy ในสหรัฐฯ มี Production slots รวม 42 units ส่งมอบต่อเนื่องถึง พ.ย. 2028 ขณะที่กำลังผลิต Transformer สำหรับ Data Center ปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 1 ลูก และคาดเพิ่มเป็น 3 ลูก/เดือนในช่วงต้น 2Q27 นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากการขยายโรงงาน Semiconductor และการลงทุนภาครัฐรอบใหม่ด้าน Renewable และโครงข่ายไฟฟ้ารองรับ Data Center ทำให้บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2026 ราว 3.36 พันล้านบาท +62% YoY โดยรายได้ Export คาด 900 ล้านบาท +366% YoY
Our view: แม้ GM ใน 2H26 มีแนวโน้มลดลงจากระดับสูงผิดปกติใน 1H26 มาอยู่ราว 25–30% แต่ฐานรายได้ใหม่จาก Export และ Data Center ทำให้ภาพการเติบโตต่างจากอดีต โดยรายงานประเมินกำไรปี 2026 มีโอกาสอยู่ที่ 470–500 ล้านบาท คิดเป็น PER ปี 2026 เพียง 8–9x ขณะที่เชิงเทคนิคให้แนวรับ 12.30 บาท แนวต้าน 14.00 บาท และตัดขาดทุนต่ำกว่า 11.50 บาท


สรุปประเด็นจาก Quick take

TTB
ธนาคารทหารไทยธนชาต
TTB ประกาศความร่วมมือทางกลยุทธ์กับ DBS Bankเพื่อยกระดับธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง
โดยความร่วมมือในเฟส 1 TTB จะรับโอนพอร์ตการลงทุนสกุลเงินบาทจากลูกค้าของบล. DBS Vickers (ประเทศไทย) มายังบล. TTBWEALTH โดยต้องได้รับการยินยอมจากลูกค้าและคาดว่าจะโอนย้ายเสร็จภายในพ.ค. 27
View from fundamental: เรามีมุมมองเป็นบวกเล็กน้อยในระยะกลางถึงยาว จากการที่ TTB จะสามารถ cross sell ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้ลุกค้า wealth ของธนาคารได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เราคาดกำไรสุทธิปี 2027 ของ TTB จะปรับลดลง 10% YoY กดดันจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ลดลง และ TTB มี valuation metrics แพงกว่ากลุ่มธนาคารมาก ทำให้เราแนะนำ ขาย

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

สวัสดีเดือนกันยา By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง วันนี้ สวัสดีเดือนกันยายน เดือน 9 ขอให้นักลงทุน ประสบความสำเร็จในการลงทุนในตลาดหุ้น โหนกระแส....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้