Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

25

 


อัปเดตภาวะการลงทุนต่างประเทศ AI Adoption เร่งสู่ Enterprise…การเติบโตของ OpenAI และ Anthropic สะท้อน Monetization ที่ชัดขึ้น

พัฒนาการของอุตสาหกรรม AI ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนภาพเชิงบวกที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งของ OpenAI และ Anthropic ซึ่งรายได้เติบโตในอัตราสูง พร้อมกับการใช้งานที่ขยายจาก Chatbot สำหรับผู้บริโภค ไปสู่ AI Agent, Coding และ Enterprise Workflow มากขึ้น เรามองว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญว่า AI Adoption กำลังเปลี่ยนจากช่วงทดลองใช้งาน ไปสู่การนำ AI เข้าไปสร้าง Productivity และผลตอบแทนทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ฝั่ง Anthropic มีพัฒนาการโดดเด่นมาก โดย Annualized Revenue Run Rate เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 65,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2026 จากเพียงประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เท่า ขณะที่รายได้ไตรมาสล่าสุดอยู่ที่มากกว่า 11,500 ล้านดอลลาร์ เทียบกับเพียง 787 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และบริษัทสามารถทำ Adjusted Operating Income เป็นบวกได้เป็นครั้งแรก

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะงาน Coding และ Agentic Workflow ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถวัดผลตอบแทนจากการใช้ AI ได้ง่ายกว่าการใช้งานในรูปแบบ Chatbot ทั่วไป สะท้อนว่า Enterprise AI กำลังเริ่มสร้าง Use Case ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง และมีโอกาสกลายเป็นแหล่งรายได้ที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น
ด้าน OpenAI โมเมนตัมก็เร่งตัวขึ้นเช่นกัน โดย Annualized Revenue Run Rate เพิ่มเป็นมากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2 เท่าจากระดับมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 นอกจากนั้น Annualized Revenue Run Rate ในเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% MoM โดยแรงหนุนไม่ได้มาจาก ChatGPT เพียงอย่างเดียว แต่ขยายไปยัง Codex สำหรับงาน Coding, ChatGPT Work สำหรับ Enterprise Agent รวมถึง Subscription และธุรกิจโฆษณาที่เริ่มพัฒนา

ข้อมูลการใช้จ่ายของธุรกิจก็ช่วยยืนยันทิศทางดังกล่าว จากบริษัทสหรัฐฯ กว่า 70,000 แห่งที่ Ramp ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริหารค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ติดตาม พบว่า สัดส่วนบริษัทที่มีการใช้จ่ายด้าน AI เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 56% ในเดือน ก.ค. จาก 50% ในเดือน มี.ค. ขณะที่ Anthropic และ OpenAI มีสัดส่วนลูกค้าธุรกิจที่จ่ายเงินอยู่ที่ 43.5% และ 39.7% ตามลำดับ และแม้ Anthropic ยังนำในเชิง Adoption แต่ OpenAI กำลังเติบโตเร็วขึ้นในช่วงไตรมาส 3

ภาพรวมดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อแนวโน้มการลงทุนในกลุ่ม AI Value Chain อย่างต่อเนื่อง การเร่งตัวของรายได้ทั้ง Anthropic และ Open AI รยมถึงการเติบโตของการใช้จ่ายในระดับองค์กร สะท้อนว่า ช่องว่างระหว่างเงินลงทุนกับการสร้างรายได้กำลังแคบลง


นอกจากนี้ การขยายตัวของ AI Agent และงาน Coding ยังผลักดันให้ความต้องการพลังการประมวลผลและหน่วยความจำเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้งานจริง แทนที่จะพึ่งพาเพียงการคาดการณ์ในอนาคต ปัจจัยนี้จะเป็นแรงส่งสำคัญต่อวัฏจักรการลงทุน (AI Capex Cycle) ครอบคลุมตั้งแต่ Semiconductor Equipment, Memory, Networking ไปจนถึง Data Center Infrastructure ส่งผลให้หุ้นในกลุ่ม AI Value Chain ยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับที่แข็งแกร่ง

สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยทรงๆ งงๆ เหมือนกับในภูมิภาค โดยเงินไปพักที่กลุ่มธนาคาร ไอซีที (สังเกตว่าเป็นกลุ่มปลอดภัย) แต่ออกจากอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน-ปิโตรฯ (ที่ขึ้นมาก่อนหน้า) เป็นต้น ส่วนหุ้นที่มี Volume เพิ่มกว่าปกติ พบเช่น XPG BTG WHAUP GPSC BGRIM ICHI เป็นต้น


แนวโน้มตลาดวันนี้ เติมไฟ...(สงครามการค้า)
วันนี้คาดกระแสมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านกระทบชิ่ง จีน ฮ่องกง น่าจะกลายเป็นประเด็นให้เกิดการ “บลัฟ” กันระหว่างจีน และสหรัฐฯ ก่อนที่ ปธน.สหรัฐฯ และจีนจะ พบกันในเดือน ก.ย.นี้

คาดราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย ที่ปรับลงตามตลาดหุ้นเกาหลีใต้ซึ่งส่วนหนึ่งคาด เป็นการสะท้อนต้นทุนการเงินที่ขยับตามการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางเกาหลีใต้ ที่เร็วกว่าคาด เมื่อผ่านพ้นไปได้ คาดจะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนของการ Buy on dips/ Buy on facts

ด้านปัจจัยเฉพาะหน้าจาก การส่งสัญญาณเติมไฟสงครามการค้ากับจีนระลอกใหม่ของ สหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลต่อแรงกดดันต่อหุ้นจีน ฮ่องกงที่เชื่อมโยง (ตลาดหุ้นไทยอาจกลายเป็นหลุมหลบภัยช่วงนี้)

และหุ้นไทยทางอ้อมอาจไม่ได้เล่นตรงที่ประเด็น เรื่องการย้ายฐานการผลิตเหมือนเมื่อ 8 ปี ก่อน เพราะคราวนี้สหรัฐฯน่าจะเข้มขึ้นในแง่ของ Origin of goods หรือแหล่งกำเนิดสินค้า ขณะที่หุ้นไทยที่เรามองได้ประโยชน์จากการเก็งกำไรประเด็นดังกล่าว คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเดิมทีมี อุปสงค์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ยิ่งสหรัฐฯใช้จังหวะนี้ บลัฟประเด็นการค้ากับ จีน คาดว่าชิ้นส่วนที่ Origin of goods มาจากไต้หวัน ไทย น่าจะได้ประโยชน์จากการเล่นรอบ ในส่วนนี้

คงกลยุทธ์ในการเลือกหุ้น Alpha เล่นรอบ บวกกับการสะสมหุ้น Commodity เช่น ปิโตรเคมี พลังงาน สินค้าเกษตร เดินเรือ เมื่อราคาย่อ


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้


วิเคราะห์ทางเทคนิค Elliott Wave & Market Cycle: SET Index กำลังอยู่ในช่วงสลับคลื่นย่อยของโครงสร้างหลัก โดยหลังจากเสร็จสิ้นคลื่นขาขึ้น (Impulse Wave) ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงการปรับฐานย่อย (Corrective wave c) เพื่อสะสมกำลังสำหรับ wave 3 ใหญ่


Key Support Zone & Moving Averages: จับตาโซนแนวรับสำคัญอาจดึงดูดแรงซื้อกลับบริเวณเส้น EMA 75 วัน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็น Dynamic Support ที่แข็งแกร่งช่วยประคองโครงสร้างขาขึ้นระยะกลาง-ยาว ไม่ให้เสียทรง (ห้ามหลุดเป็นอันขาด)
Momentum Indicators: MACD cross ตัดลงและต่ำกว่าเส้น 0 บ่งชี้สัญญาณเตือนปรับฐานในระยะกลาง


Critical Support: SET หลุด 1,600 จุด (แนวรับจิตวิทยา/EMA 50 วัน) โซนรับถัดไปจะอยู่ที่ 1,580 จุด
แนวต้าน: 1,610-1620 จุด (Consolidate zone) ถือเป็นโซนที่ดัชนีเคยสะสมหนาแน่นในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
Trailing stop: กำหนดจุด Cut Loss หากดัชนีหลุด low 1,575 จุด มีความเสี่ยงของการปรับฐานใหญ่

“Stock Rotation Matrix” ภาวะตลาดปัจจุบันเกิดภาพ Sector Rotation โดยเงินหมุนออกจากกลุ่มที่ได้รับปัจจัยกดดันเชิงมหภาค ไปเข้าสู่กลุ่มที่มีโมเมนตัมทางเทคนิคและปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนกว่า

Outflow: กลุ่มพลังงาน (Energy & Refining) เช่น TOP เริ่มส่งสัญญาณปรับฐานในรูปแบบ Corrective Wave A หลังจบคลื่น 5 ประกอบกับสัญญาณ MACD Alert เตือนความเสี่ยง Downside Risk จากความผันผวนของค่าการกลั่น (Market GRM) และราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไร (Profit Taking) เพื่อลดความเสี่ยง

Inflow: กลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะ KTB ในฐานะ Sector Leader ที่ทรงกราฟจ่อทะลุ High เดิม (ลุ้นเป้าหมาย Fibo 261.8% ที่ 46 และด่านถัดไป 50) รวมถึง KKP ที่มีแรงดีดตัวสไตล์ "ขึ้นเยอะย่อน้อย" ลุ้นเป้า Fibo 361.8% ที่ 120
กลุ่มโรงไฟฟ้า: GPSC กลายเป็นเป้าหมายหลักในการสะสมพลังงานใหม่ หลังพักตัว 12% แล้วลงมาเทสแนวรับ EMA 25 & 50 วันได้มั่นคง พร้อมเกิดสัญญาณ Golden Cross และ RSI Recovery สอดรับกับ Catalyst ใหญ่เชิงนโยบายอย่างความคืบหน้าของ แผน PDP 2026

สรุป: เมื่อเงินทุนไม่ได้หายไปไหน แต่แค่ “ย้ายที่อยู่”! จับตาภาพ Sector Rotation บน SET Index ให้ดีครับ


What to watch MSCI review: Standard Index ไม่มีหุ้นไทยเข้าออก, Small Cap index เพิ่มหุ้น HANA GUNKUL ถอด JTS CHG มีผลสิ้นเดือน ส.ค.

FTSE review: CPN หลุดจาก Large Cap เข้า Mid Cap./ หุ้น BTS LH SCCC TU ลดชั้นลง Small Cap / หุ้น THAI FTREIT ติด Small Cap มีผล 21 ก.ย.นี้

ตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%

คาดธนาคารกลางเกาหลีใต้ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 3%, คาดธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 5%
ตลท.จัด Thailand Focus 2026 ชู 78 บจ.ไทยเปิดแผนเติบโต ผนึกภาครัฐ-อาเซียนดึงทุนต่างชาติ 26-28 ส.ค.
เกาหลีใต้ส่งเรือคอนเทนเนอร์ผ่านอาร์กติกครั้งแรก หวังดันปูซานสู่ศูนย์กลางเดินเรือโลก ซึ่งถือเป็นการเดินเรือเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของประเทศบนเส้นทางดังกล่าว เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง โดยมีเป้าหมายผลักดันเมืองปูซานทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเดินเรือระดับโลก

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นทางเดินเรือในอาร์กติก เนื่องจากเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมการเดินเรือขนาดใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า โครงการนี้อาจช่วยยกระดับปูซานและทำให้อาร์กติกกลายเป็นเส้นทางการค้าปกติภายในปี 2573

บริษัทจีน-ฮ่องกงหลายสิบแห่งโดนหางเลข หลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านวงกว้าง เป้าหมาย 5 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการขนส่งทางเรือ ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นภาคอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้อิหร่านใช้พยุงเศรษฐกิจของตนเอง

มาตรการคว่ำบาตรยังขยายผลไปถึงอีกหลายบริษัทที่เชื่อมโยงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน อาทิ Shenzhen Sweet Ocean Technology Ltd., RPT Technology Ltd., Tiany Technology Ltd. และ MT Trading and Logistics HK Ltd. ขณะเดียวกัน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า บริษัท DEC Photonics Ltd. ในฮ่องกง ได้ทำการโอนเงินหลายครั้งไปยังบริษัท Shenzhen Sweet Ocean โดยบริษัทแห่งนี้โฆษณาขายสินค้าประเภทเลเซอร์-ออปติกอยู่บนเว็บไซต์ของตนเอง นอกจากนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกล่าวหาบริษัทในฮ่องกงอีกหลายแห่ง ได้แก่ Feili Co., Minvur Ltd., Feisu Ltd. และ Guska Co. ว่าโอนเงินหลักหมื่นดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ Sweet Ocean และเครือข่าย เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ปลายทางในอิหร่านสามารถจัดซื้อสินค้าได้ โดยสหรัฐฯ ชี้ว่านิติบุคคลเหล่านี้หลายแห่งทำหน้าที่เป็น "บริษัทบังหน้า" เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับเครือข่ายอิหร่าน

การดึงเอาบริษัทที่มีฐานอยู่ในฮ่องกงเข้ามาอยู่ในบัญชีดำครั้งนี้ ถือเป็นรูปแบบเดียวกับมาตรการคว่ำบาตรในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยในครั้งนั้น สหรัฐฯ พุ่งเป้าไปที่องค์การที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการค้าและบริษัทเดินเรือในฮ่องกง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าช่วยเคลื่อนย้ายสินค้า รวมถึงเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหว


หุ้นแนะนำวันนี้
CCET ความเสี่ยงหากจีนถูกรื้อฟื้นกำแพงภาษีรอบใหม่ หลังข้อตกลงเดิมกับสหรัฐฯอาจสิ้นสุดลง 10 พ.ย.นี้ คาดหนุนให้กลุ่มชิ้นส่วนฯนอกจีนได้อานิสงส์ Origin of good ทางอ้อม ผ่านคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น (ต่อให้ไม่มีคำสั่งซื้อใหม่ ของเดิม Demand ก็แข็งแกร่งอยู่แล้ว)
แนวรับ 8.7 ต้าน 9.20 Stop loss 8.3

รายงานพื้นฐานวันนี้

Commerce Sector
(Re-initiate Coverage)
3Cs x MORE!
เรากลับมาเพิ่ม Coverage กลุ่มค้าปลีก (Commerce) ใหม่ (Re-initiate) สำหรับหุ้น BJC CPALL CPAXT CPN CRC DOHOME GLOBAL HMPRO ด้วยน้ำหนักการลงทุนภาพรวม “มากกว่าตลาด” (OVERWEIGHT) โดยมองว่าการเติบโตของกำไรกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพา SSSG ไปสู่การขยายตัวของ Margin เชิงโครงสร้าง สะท้อนจาก 2Q26 ที่กำไรหลักรวมของกลุ่มโต 11% YoY แม้ยอดขายเพิ่มเพียง 3% YoY จาก Gross margin เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 40bps YoY หนุนโดย Sales mix ที่ดีขึ้น การบริหาร Inventory และต้นทุน รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนสินค้า Private label ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น 10–28% ของยอดขาย และมี Margin สูงกว่าค่าเฉลี่ยของแต่ละบริษัท 5–15% โดยทุกๆ สัดส่วน Private label ที่เพิ่มขึ้น 1% คาดช่วยเพิ่ม GM ราว 10bps และกำไรหลัก 2–3%


คุณภาพกำไรของกลุ่มยังดีขึ้นจาก ROE ที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ได้มาจากการเพิ่ม Leverage เช่น CPALL มี ROE เพิ่มจาก 12% ในปี 2022 เป็น 23% ใน 1H26 และ CPN จาก 13% เป็น 19% ขณะที่กระแสเงินสดแข็งแกร่ง โดย CPALL และ CPN มี Operating cash flow (CFO) 1H26 ที่ 3.2 หมื่นล้านบาท (+15% YoY) และ 1.4 หมื่นล้านบาท (+25% YoY) ตามลำดับ ทำให้มีโอกาสเพิ่ม Dividend payout ในอนาคต โดยหุ้นค้าปลีกบางตัวให้ Dividend yield ปี 2026–27 ราว 4–6%
สำหรับ 2H26 คาดกำไรรวมกลุ่มโต 5% YoY และทรงตัว HoH โดย 3Q26 เป็นช่วง Transition ก่อนโมเมนตัมดีขึ้นใน 4Q26 จากฤดูกาลท่องเที่ยวและการบริโภคที่เริ่มฟื้น ขณะที่ Margin จะเป็นจุดสำคัญที่ต้องติดตามหลังแรงหนุนชั่วคราวจาก Inventory ต้นทุนต่ำและราคาวัสดุก่อสร้างทยอยหมดไป หาก GM ยังรักษาระดับได้จะยืนยันว่าการเพิ่ม Margin จาก Private label, Sourcing efficiency และการควบคุมต้นทุนเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง


นอกจากนี้ การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจะช่วยหนุน CPALL, BJC, CPN และ CRC ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายจากนักท่องเที่ยวราว 10–12%

Fundamental view: เราให้น้ำหนัก OVERWEIGHT กลุ่ม Commerce โดยมอง Valuation ปัจจุบันยังไม่สะท้อนคุณภาพกำไรที่ดีขึ้น หลังดัชนี COMM เพิ่มเพียง +12% YTD เทียบ SET +27% และหุ้นใน Coverage ซื้อขายที่ PER ปี 2027 เฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีมากกว่า 1SD โดยเลือก 3C ได้แก่ CPALL, CPN และ CRC เป็น Top picks:
CPALL ซื้อ ราคาเป้าหมาย 62 บาท จากกำไรและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ขณะที่ซื้อขาย PER ปี 2027 เพียง 12x
CPN ซื้อ ราคาเป้าหมาย 80 บาท จากรายได้ประจำและ Balance sheet แข็งแกร่ง
CRC ซื้อ ราคาเป้าหมาย 34 บาท จาก Margin-led growth และโอกาสเกิด Earnings upside
ส่วนกลุ่มย่อยให้น้ำหนัก OVERWEIGHT ค้าปลีกสินค้าจำเป็น (Consumer Staples) และฟุ่มเฟือย (Discretionary) แต่ให้น้ำหนัก “น้อยกว่าตลาด” (UNDERWEIGHT) กลุ่มซ่อมแซมและปรับปรุงบ้าน (HD&C) จากแนวโน้มกำไรปี 2027 ที่จำกัดหลังแรงหนุน Margin ชั่วคราวทยอยหมดลง จึงยังเลี่ยง HMPRO GLOBAL DOHOME ไปก่อน

 

 

SAPPE
(Visit Note)
เซ็ปเป้
ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่กำไรยังฟื้นค่อยเป็นค่อยไป
ภาพผลประกอบการ SAPPE ดีขึ้นจากการประชุมครั้งก่อน หลังยอดขายหลายตลาดเริ่มฟื้นพร้อมกันและผลกระทบจากตะวันออกกลางทยอยลดลง โดย 2Q26 มีกำไรสุทธิ 189 ล้านบาท ลดลง 24% YoY แต่เพิ่ม 3% QoQ จากรายได้ 1.50 พันล้านบาท ลดลง 3.1% YoY แต่เพิ่ม 16% QoQ ขณะที่ Utilization rate เพิ่มเป็น 60% จาก 55% ใน 2Q25 และ Gross margin ทรงตัวแข็งแกร่งที่ 44.2% เทียบ 44.3% ใน 2Q25 แม้ต้นทุนวัตถุดิบบางรายการสูงขึ้น
ยอดขายต่างประเทศเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวไม่เท่ากันในแต่ละภูมิภาค โดยอเมริกา ซึ่งคิดเป็น 8% ของยอดขาย โตเด่น 29.4% YoY จากการขยายช่องทางจัดจำหน่าย ขณะที่ตะวันออกกลางซึ่งคิดเป็น 10% ของยอดขาย แม้ยังลดลง 17% YoY จากความขัดแย้ง แต่คำสั่งซื้อเริ่มกลับมาในช่วงปลายไตรมาส ส่วนเอเชียและยุโรปลดลง 3% และ 11% YoY ตามลำดับ สำหรับตลาดไทยลดลง 3% YoY จากราคาน้ำมะพร้าวในตลาดที่ลดลง แต่หากตัดผลกระทบด้านราคา รายได้ไทยยังโต 4% YoY

แนวโน้ม 2H26: คาดรายได้ 3Q26 กลับมาเติบโตทั้ง YoY และ QoQ ตามการฟื้นตัวของเอเชีย อเมริกา และตะวันออกกลาง รวมถึง Utilization rate ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยกระจายต้นทุนคงที่ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของกำไรจะช้ากว่ายอดขาย เนื่องจากบริษัทยังใช้งบการตลาดและสร้างแบรนด์ในต่างประเทศในระดับสูง ขณะที่บริษัทยังคงเป้ารายได้ปี 2026 เติบโต 10–15% YoY เทียบกับ 1H26 ที่โตเพียง 3.8% YoY จึงยังต้องเห็นการเร่งตัวของยอดขายอย่างมีนัยสำคัญในครึ่งปีหลัง

Our view: ภาพพื้นฐานผ่านจุดต่ำสุดและดีขึ้นจาก Visit Note ครั้งก่อน แต่ยังเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยจุดที่ต้องติดตามคือการเร่งยอดขายให้เข้าใกล้เป้าทั้งปีและการควบคุมค่าใช้จ่ายเพื่อให้รายได้ที่ฟื้นส่งผ่านมายังกำไรได้มากขึ้น ส่วนปี 2027 มีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการขยายช่องทางจำหน่ายและสายการผลิตใหม่ ซึ่งคาดเพิ่มกำลังการผลิต 25–30% จากปัจจุบัน

 

TQM
(Visit Note)
ทีคิวเอ็ม อัลฟา
เทคโนโลยีปลุกยอดต่ออายุ
กำไรสุทธิ 2Q26 เท่ากับ 171 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% YoY (รายได้รวมเพิ่มขึ้น หนุนจากธุรกิจประกันสุขภาพ) แต่ลดลง 8% QoQ (รายได้จากการขายประกันภัยลดลง QoQ ตามฤดูกาล)

TQM ประเมินรายได้รวมปี 2026 จะทรงตัวจากปีก่อน โดยเห็นการฟื้นตัวของยอดขายประกันกลับมาสู่ภาวะปกติตั้งแต่เดือนพ.ค. 26 แล้ว นอกจากนี้ TQM ก็ได้นำเทคโนโลยี มาช่วยในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อนำเสนอประกันภัยให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า และมีการนำเสนอการผ่อนชำระประกันภัย 10 เดือนให้ลูกค้าด้วย ทำให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น ซึ่งก็หนุนให้อัตราการต่ออายุกรรมธรรม์ประกันภัยฟื้นตัวจาก 73% ในปี 2025 สู่ระดับ 78% ในปี 1H26 ซึ่งก็จะหนุนให้แนวโน้มกำไรสุทธิ 3Q26 เติบโต YoY (และทรงตัว QoQ)

Our view: เราเห็น consensus ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 ของ TQM ลงต่อเนื่องอีก 2% หลังประกาศงบ 2Q26 โดยปัจจุบันตลาดคาดกำไรสุทธิปี 2026 ของ TQM ที่ 745 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% YoY ทั้งนี้ แม้ PBV/ROE ratio ของ TQM จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มธนาคาร แต่เราคาดว่า TQM จะสามารถจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2026 ได้ราว 1.20-1.30 บาท/หุ้น (สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.14 บาท/หุ้น) หรือ และคิดเป็น Dividend yield สูงที่ระดับ 7-8% สำหรับปี 2026 จึงมองว่าเป็นหุ้นปันผลที่น่าสนใจ

 


TTW
(Visit Note)
ทีทีดับบลิว
เน้นถือรับปันผล แม้เริ่มเห็นพัฒนาการเชิงบวกเพิ่ม
ธุรกิจน้ำประปาเริ่มเห็นพัฒนาการเชิงบวกชัดขึ้น โดย 2Q26 รายได้ประปาอยู่ที่ 1.33 พันล้านบาท เพิ่ม 2.2% YoY และ 2.4% QoQ จากปริมาณขายน้ำที่เพิ่มขึ้นทุกพื้นที่หลัก ทั้ง TTW (นครปฐม-สมุทรสาคร) +5.8% YoY, +3.8% QoQ, PTW (ปทุมธานี) +4.1% YoY, +1.1% QoQ และ BIE (บางปะอิน) +4.2% YoY, +15.8% QoQ โดย BIE ได้แรงหนุนจากโรงงานกลุ่มเชื่อมโยงไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ และยังมี Utilization rate ต่ำเพียง 46% จึงยังมี Capacity รองรับการเติบโตได้อีก อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิ 2Q26 อยู่ที่ 658 ล้านบาท ลดลง 17% YoY และ 2% QoQ หลักๆ จากส่วนแบ่งกำไร CKP ที่ลดลงจากฐานสูง

แนวโน้มธุรกิจน้ำใน 3Q26 ยังน่าจะเติบโต YoY ต่อเนื่องจาก Demand ภาคอุตสาหกรรมที่ดีขึ้น รวมถึงการปรับราคาขาย โดย PTW คาดปรับขึ้นราว 1.5–2% ส่วน TTW รอรอบปรับสัญญาเดือน ธ.ค. ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่ามีโอกาสปรับขึ้น 1–2% ตามเงินเฟ้อ ขณะที่ความไม่แน่นอนของกำไรรวมยังมาจาก CKP ซึ่งมีฐานสูงในปีก่อนและสัญญาณ El Nino ช่วงปลายไตรมาส ส่วน Data Center ยังไม่ใช่ Demand หลักในพื้นที่บริการปัจจุบัน แม้โครงสร้างพื้นฐานสามารถรองรับได้หากมีโครงการเข้ามา โดย DC ทุก 100MW ใช้น้ำราว 4,300 ลบ.ม./วัน หรือเพียง 0.5% ของปริมาณขายปัจจุบัน

Our view: หุ้นปรับขึ้นมาแล้วแต่ยังไม่จำเป็นต้องล็อกกำไร โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นปันผล ภายใต้สมมติฐานปันผล 0.60 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend yield ราว 5.8% การขายเพื่อรอซื้อกลับบริเวณ 9.3–9.5 บาท เพื่อเล่น Gap นี้ อาจไม่คุ้มกับปันผลที่อาจเสียไปหากหุ้นไม่ยอมลงมา จึงแนะนำ ถือต่อรับปันผล

ส่วนผู้ที่จะเริ่มสะสมใหม่ควรรอจังหวะ โดยมีแนวรับ 9.30 บาท แนวต้าน 10.50 บาท และตัดขาดทุนต่ำกว่า 9.00 บาท


สรุปประเด็นจาก Quick take
KTC
บัตรกรุงไทย
KTC เข้าซื้อหุ้น บจ. วินเพอร์ฟอร์แมนซ์ 100% มูลค่า 295 ล้านบาท
บจ. วินเพอร์ฟอร์แมนซ์ (WIN) ประกอบธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ ดำเนินงานด้านกฎหมายและบริการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องWIN มีกำไรสุทธิปี 2025 เท่ากับ 98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% YoY (คิดเป็น 1.3% ของกำไรสุทธิปี 2025 ของ KTC) และมีสินทรัพย์ YE25 เท่ากับ 241 ล้านบาท (คิดเป็น 0.2% ของ KTC) และส่วนของผู้ถือหุ้น YE25 เท่ากับ 128 ล้านบาท (คิดเป็น 0.3% ของ KTC) โดย KTC ประเมินว่า WIN จะช่วยสนับสนุนในการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างรายได้ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของ KTC และบริษัทในกลุ่ม KTB ในระยะยาว

View from fundamental: เราประเมินว่าผลบวกจากการเข้าซื้อ WIN จะช่วยหนุนแนวโน้มกำไรของ KTC ราว 0.4% (รวมผลบวก 4 เดือน) ในปี 2026 และ 1.2% ในปี 2027 โดยเรายังแนะนำ ซื้อ KTC จากแนวโน้มกำไรที่จะขึ้นทำ new record ได้ในปีนี้ และคาด dividend yield สูงกว่า 5%

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

PCE เผยกำไรไตรมาส 2 โต 59.5% เดินหน้าควบคุมต้นทุน-ขยายกำลังผลิต รับดีมานด์อุตสาหกรรมอาหาร

PCE เผยกำไรไตรมาส 2 โต 59.5% เดินหน้าควบคุมต้นทุน-ขยายกำลังผลิต รับดีมานด์อุตสาหกรรมอาหาร

เขียว แดง By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็น ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดมา ก็แเดง หุ้นไทย ก็แดง เขียว สลับไปมา ระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย .....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้