Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

37

 

อัปเดตตลาดหุ้นต่างประเทศ
ฤดูกาลประกาศงบไตรมาส 2 ตอกย้ำว่าการแรลลี่ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ
ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ยังคงสะท้อนปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง และช่วยยืนยันว่า การปรับขึ้นของตลาด โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Technology ไม่ได้เกิดจาก Multiple Expansion เพียงอย่างเดียว แต่มีการเติบโตของรายได้ กำไร และการปรับเพิ่มประมาณการกำไรรองรับ


ล่าสุด จากข้อมูล ณ วันที่ 7 สิงหาคม บริษัทใน S&P 500 รายงานผลประกอบการแล้ว 88% โดย 86% รายงาน EPS สูงกว่าคาด เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 78% ขณะที่ 76% รายงานรายได้สูงกว่าคาด เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 70% สะท้อนว่า Earnings Beat ในรอบนี้มีการเติบโตของรายได้รองรับด้วย
Blended Earnings Growth ของ S&P 500 ใน Q2/2026 อยู่ที่ 50.4% YoY เพิ่มขึ้นอย่างมากจากประมาณการ ณ สิ้นเดือน มิ.ย. ที่ 23.1% และหากจบไตรมาสที่ระดับนี้ จะเป็นการเติบโตของกำไรสูงที่สุดนับตั้งแต่ Q2/2021 และเป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกันที่กำไรเติบโตในระดับสองหลัก แม้ตัวเลขดังกล่าวส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากรายการพิเศษของ Alphabet และ Amazon แต่หากตัดสองบริษัทนี้ออก Earnings Growth ยังสูงถึง 32% YoY สะท้อนว่าโมเมนตัมกำไรโดยรวมยังแข็งแกร่ง


อีกปัจจัยที่ยืนยันคุณภาพของวงจรกำไรคือ Revenue Growth โดยรายได้ของ S&P 500 เติบโต 15.0% YoY สูงที่สุดนับตั้งแต่ Q4/2021 และเพิ่มขึ้นจากประมาณการ 9.5% ณ สิ้นเดือน มี.ค. และ 12.2% ณ สิ้นเดือน มิ.ย. ที่สำคัญ ทั้ง 11 Sectors มีรายได้เติบโตจากปีก่อน และ 5 Sectors เติบโตในระดับสองหลัก สะท้อนว่าการขยายตัวของกำไรมี Top-line Growth รองรับ ไม่ได้เกิดจากการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว

สำหรับธีม AI ภาพของกลุ่ม Technology ยิ่งชัดเจน โดย Information Technology มีการเติบโตของกำไร 70.4% YoY ขณะที่ Semiconductors & Semiconductor Equipment ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจาก AI Investment Cycle มีกำไรเติบโต 135% YoY และรายได้เติบโต 77% YoY หากตัด Semiconductor ออกจากกลุ่ม Technology การเติบโตของกำไรจะชะลอลงจาก 70.4% เหลือ 34.3% แสดงให้เห็นว่า Semiconductor เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของ Earnings Growth รอบนี้

ขณะเดียวกัน Net Profit Margin ของ S&P 500 เพิ่มขึ้นสู่ 16.9% จาก 14.8% ใน ไตรมาสก่อนและ 12.9% ในปีก่อน ซึ่งหากจบที่ระดับนี้จะสูงที่สุดนับตั้งแต่ FactSet เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2009 และแม้ตัด Alphabet และ Amazon ออก Margin ยังอยู่ที่ 15.0% ซึ่งยังเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
Earnings Momentum ยังมีแนวโน้มต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง โดยตลาดคาดกำไร S&P 500 เติบโต 27.4% ใน Q3 และ 25.2% ใน Q4 ส่งผลให้ทั้งปี 2026 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 30% ขณะที่บริษัทที่ออก Negative EPS Guidance สำหรับ Q3 มีเพียง 33% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 58% อย่างมาก
ด้าน Valuation ปัจจุบัน Forward P/E ปี 2026 ของ S&P 500 อยู่ที่ 21.7 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 21 เท่า ขณะที่ Forward P/E ปี 2027 อยู่ที่ 19.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีราว 0.5 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ถือว่ายังอยู่ในระดับสมเหตุสมผล กล่าว
อีกนัยหนึ่งคือ แม้ราคาหุ้นปรับขึ้น แต่การเติบโตของผลประกอบการยังช่วยรองรับ Valuation ของตลาด
เราจึงมองว่า การแรลลี่ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะการเติบโตของกำไรและรายได้ในกลุ่ม Semiconductor และ Technology ประกอบกับอัตรากำไรที่แข็งแกร่งและโมเมนตัมของกำไรที่ยังต่อเนื่อง ซึ่งยังเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปี


สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ร่วงสลับหน้ากับวันก่อน โดย DELTA กดดันหลัก 10 จาก 12 จุด ตามมาด้วย GULF CPALL CPN AOT GPSC BDMS MINT เป็นต้น เหมือนเป็นแรงขายหนีก่อนวันหยุด ขณะที่หุ้นเล่นดิงน้ำมัน PTT PTTEP TOP PTTGC IRPC บวกสวน นอกจากนี้ ยังมีหุ้นบวกจากปัจจัยรายตัว เช่น CENTEL งบดีกว่าคาด


แนวโน้มตลาดวันนี้ Carry trade เติมเงินให้แล้วจะเล่นอะไร...
แนะนำเล่นหุ้นตามกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ หลังราคาน้ำมันเริ่มขยับบวก ซึ่งเรามองว่าหากมีเม็ดเงินเก็งกำไรใหม่เข้ามาจาก ช่องทางต่างๆรวมทั้ง Carry trade รอบใหม่ คาดราคาน้ำมัน และส่วนต่างผลิตภัณฑ์ เชื่อมโยงจะลากขึ้นได้ง่ายกว่าสินทรัพย์อื่นๆ
ด้วยนักลงทุนต่างเห็นตรงกัน จากภาวะเศรษฐกิจโลก ที่กลับมาขยายตัวสะท้อนผ่าน GDP ประเทศต่างๆ ที่เราพบรายงานเติบโตสูงเกินคาดเป็นส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่าง ฮ่องกง ไต้หวัน, สิงคโปร์ ยังมีอัตราการเติบโตที่สูง ซึ่งฝั่งสิงคโปร์ ส่วนหนึ่งล้อไปกับ ราคาน้ำมัน และค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่ประเทศ อิงส่งออกชิ้นส่วน เช่น เกาหลีใต้ ฯลฯ รายงาน GDP สูงเป็นเรื่องปกติ
เรามองเป็นเหตุผลเพียงพอ ที่จะลากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขึ้น และหนุนราคาหุ้นที่เชื่อมโยงทั้ง พลังงานต้นน้ำ-กลางน้ำ ค่าระวางเรือ ราคาสินค้าเกษตร
สอดคล้องกับราคาหุ้นที่รายงานกำไรดีเกินคาด เช่น PSL RCL ราคาหุ้นมีความพร้อมในการแรลรี่แรงทันที และคาดจะมีความต่อเนื่องระดับหนึ่งจาก เหตุผลด้านเศรษฐกิจโลก และเม็ดเงินเก็งกำไรใหม่ที่เราเห็นสัญญาณในการไหลเข้า


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้


วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: SET Index อยู่ในช่วงปรับฐานย่อย เพื่อสะสมพลังในการทำ Impulse Wave 5
Make-or-Break Zone: ดัชนียก High ยก Low เหนือเส้น EMA 50 ทำให้ยังมีโอกาสกลับขึ้นสู่กรอบบนโซน Previous high 1,657 จุด
EMA Dynamic Bands:
*EMA 10 & 25 (Short-term): ปัจุบันดัขชีหลุดเส้น EMA 10 & 25 วัน ลงมาเล็กน้อย
*EMA 50 & 75 (Medium-term): ดัชนีเคยลงแตะเส้น EMA 50 วัน แล้วดีดกลับทันที ปัจจุบันยังคงทำหน้าที่เป็นแนวรับระยะกลางที่สำคัญ 1,590 จุด ขณะที่เส้น EMA 75 จะทำหน้าที่เป็นแนวรับตัดสินเทรนด์ใหญ่ (Bull/Bear market) อยู่ที่ 1,565 จุด
MACD & RSI: MACD ยืนเหนือแกน Zero Line สนับสนุนโมเมนตัมฝั่ง Bull ขณะที่ RSI อยู่ที่ระดับ 50 หากอยู่สูงกว่าจะสะท้อนถึงกำลังซื้อ
Support: 1,600-1,620 จุด (เส้น EMA 10,25,50) เรียงตัวกันอยู่
Resistance: 1,630 จุด (ด่าน week high เมื่อ 2 สัปดาห์ล่าสุด)
Action Strategy: ฝั่งซื้อแนะนำ Follow Buy เมื่อดัชนีทะลุ 1,630 จุด พร้อมวอลลุ่มแน่น จะเป็นสัญญาณกลับตัวขึ้นรอบใหม่หรือตั้งรับหุ้นกลุ่ม Champion Stocks & Laggard ที่ย่อลงมาไม่หลุดแนวรับสำคัญ หากดัชนีหลุด 1,590 จุด ให้พิจารณาปรับพอร์ตลดความเสี่ยง
หุ้นแนะนำวันนี้: แผนเทรดสองคอมโบหุ้นใหญ่ “PTTG & BDMS” / แนะนำ “ BUY” PTT & CBG / “Short against port” WHA

 



What to watch
MSCI review ประจำไตรมาส ประกาศ 13 ส.ค.นี้
ตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%
ครม.ญี่ปุ่น ประกาศแล้ว ปรับลดอัตราภาษีการบริโภค (consumption tax) หมวดอาหารและเครื่องดื่มจากปัจจุบัน 8% เหลือ 1% เป็นเวลา 2 ปี โดยจะเริ่มในเดือนเมษายน 2570 ถือเป็นการลดภาษีประเภทนี้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มบังคับใช้ในปี 2532
นอกจากการลดภาษีเหลือ 1% แล้ว รัฐบาลเตรียมแจกเงินสดแก่ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ภายใต้วงเงินปีละ 6 แสนล้านเยน เพื่อชดเชยส่วนที่เหลือ ทำให้ลดภาระภาษีลงจนเท่ากับ 0% ในทางปฏิบัติ
(มาตรการกระตุ้นการบริโภคครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นผ่าน ครม. แล้ว และมีผลบังคับใช้ เริ่ม เม.ย.ปีหน้า คาดหุ้นที่ส่งออกชิ้นส่วนไก่โดยตรงจะได้ประโยชน์ คือ GFPT ผ่าน บริษัทย่อย GFN (ขายชิ้นส่วนไก่) และ McKey (ขายชิ้นส่วนไก่เข้า McDonald) หุ้นอื่นที่เชื่อมโยงมี TU รายได้บางส่วนจากการขายที่ญี่ปุ่น ทูน่ากระป๋อง และ ITC ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง)
"ภราดร" ชี้ใช้งบ พ.ร.ก.เงินกู้ทำ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน เหตุช่วยภาคธุรกิจรายเล็กจากวิกฤตสงคราม ส่วนไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ต้องให้ "เอกนิติ" ตัดสินใจเดินหน้าโครงการ
นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ลดลงในเดือนก.ค. ขณะที่ก่อนหน้านี้ นักลงทุนพากันเทน้ำหนักคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนดังกล่าว
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 59.9% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 33.0% ในสัปดาห์ที่แล้ว
นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 40.1% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 67% ในสัปดาห์ที่แล้ว


หุ้นแนะนำวันนี้
PSL ค่าระวางเรือ TC rate ล่าสุดขยับขึ้นมาที่ 16442 USD/วัน (สูงกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังที่ราว 15000) เมื่อปี 2023 อยู่ที่ 11752 USD/วัน แต่ราคาหุ้นตอนปี 2023 เล่นอยู่โซน 15/16 บาท VS.ปัจจุบัน 10 บาท
แนวรับ 9.5 ต้าน 11 Stop loss 9.2


Tactical port ถอด CPN เพิ่ม PSL

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Wealth Insight
ไขปริศนาภาคการผลิตไทย... เหตุใดส่งออกโตแรง แต่แรงส่งสู่ภาคการผลิตกลับแผ่ว?
แม้การส่งออกไทยขยายตัวแข็งแกร่ง แต่ยังไม่สามารถส่งผ่านไปสู่ภาคการผลิตในประเทศได้เต็มที่ โดยสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตลดลงเหลือ 23.6% ของ Nominal GDP ใน 1Q26 จาก 32.8% ใน 1Q08 ขณะที่ MPI ใน 1H26 หดตัว 0.5% YoY สวนทางมูลค่าส่งออกที่ 1.97 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ (+17.6% YoY) สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างการส่งออกกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศที่อ่อนลง โดยมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจาก Local Content ที่จำกัด การพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนนำเข้าสูง อุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก และ Transshipment ทำให้การส่งออกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ส่งผ่านไปสู่การผลิต การจ้างงาน และรายได้ในประเทศในสัดส่วนเดียวกัน


โครงสร้างการส่งออกที่เปลี่ยนไปยังกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ยิ่งทำให้ภาพดังกล่าวชัดขึ้น โดยกลุ่ม Computers & Components, Telephones & Related Equipment, ICs, PCBs, Semiconductors และ Transformers & Components รวมกันคิดเป็นราว 25% ของมูลค่าส่งออกไทย และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออก แต่การผลิตยังใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าขั้นกลางจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง จึงสร้าง Domestic Value-added และการเชื่อมโยงกับ Supply Chain ในประเทศได้จำกัด ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังเผชิญทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอและการแข่งขันด้านราคาจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและเทคโนโลยีการผลิต


การฟื้นตัวของภาคการผลิตจึงยัง กระจุกตัวและไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มที่การผลิตขยายตัวและโมเมนตัมเร่งขึ้น ได้แก่ Semiconductors และ Furniture ในกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออกสูง, Pet Food, Tires และ Motorcycles ในกลุ่มที่พึ่งพาทั้งตลาดส่งออกและในประเทศ และ Synthetic Rubber ในกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ ซึ่งโดดเด่นด้วย MPI เฉลี่ย 12 เดือนขยายตัว 28% ขณะที่ Computers & Components, ICs และ PCBs ยังเติบโต แต่โมเมนตัมเริ่มชะลอลง สะท้อนว่า AI Tech Upcycle ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ฐานที่สูงขึ้นอาจทำให้อัตราการเติบโตบางกลุ่มชะลอลงในระยะถัดไป
ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมดั้งเดิมบางส่วน ได้แก่ Rubber Gloves, Apparel & Footwear และ Textile Fibers ยังหดตัวและยังไม่เห็นการฟื้นตัวชัดเจน อย่างไรก็ตาม Canned Tuna, Non-alcoholic Beverages และ Plastic Products เริ่มมีโมเมนตัมดีขึ้น แม้ระดับการผลิตบางกลุ่มยังหดตัว สะท้อนว่าแรงกดดันเริ่มบรรเทาลงและมีโอกาสฟื้นตัวหากอุปสงค์ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง


Economist view: โจทย์สำคัญของภาคการผลิตไทยคือการทำให้การเติบโตของการส่งออกและอุตสาหกรรมใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น ผ่านการเพิ่ม Local Content, เชื่อมโยงอุตสาหกรรมใหม่กับ Supply Chain ในประเทศ, ยกระดับเทคโนโลยีและ Productivity, เพิ่มทักษะแรงงาน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดั้งเดิม มิฉะนั้น แม้ตัวเลขส่งออกและ FDI ยังแข็งแกร่ง แต่ผลบวกต่อการผลิต การจ้างงาน รายได้ และศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจยังจำกัด

 

 

 



รายงานผลประกอบการวันนี้


(+) KCE รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 276 ล้านบาท (+52% YoY, +18% QoQ) หักรายการพิเศษแล้ว มีกำไรหลัก 242 ล้านบาท (+27% YoY, +34% QoQ) สูงกว่าตลาดคาด 12% โดยรายได้เพิ่มขึ้น 9% YoY และ 15% QoQ ขณะที่ GM ฟื้นเป็น 18.9% จาก 18.1% ใน 2Q25 และ 17.7% ใน 1Q26 แม้ต้นทุน Copper foil สูงขึ้น แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรหลัก 350–400 ล้านบาท และ GM เพิ่มเป็น 21–23% ใน 2H26 จากการปรับราคากับลูกค้าและ Utilization ที่สูงขึ้น เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 2026 ขึ้น 5% คงคำแนะนำ Trading Buy ราคาเป้าหมาย 47 บาท

 

(0) IRPC รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 2.92 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุน YoY แต่ลดลง 63% QoQ หักรายการพิเศษแล้ว มีกำไรหลัก 4.82 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุน YoY และเพิ่มขึ้น 182% QoQ เป็นไปตามที่เราคาด แต่สูงกว่าตลาดคาด 15% โดย Market GIM เพิ่มเป็น US$17.12/bbl จาก US$8.41/bbl ใน 2Q25 และ US$13.21/bbl ใน 1Q26 ขณะที่ SG&A/Sales ลดลงเหลือ 1.7% แนวโน้ม 3Q26 คาดผลการดำเนินงานหลักดีขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ จาก Crude run และ GIM ที่ลดลง กำไรหลัก 6M26 คิดเป็น 55% ของประมาณการปี 2026 ที่ 1.19 หมื่นล้านบาท ซึ่งเรายังคงไว้ตามเดิม คงคำแนะนำขาย ราคาเป้าหมาย 2.10 บาท

 

(0) IVL รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 5.96 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุนทั้ง YoY และ QoQ โดยกำไรสุทธิเป็นไปตามที่เราคาด แต่ต่ำกว่าตลาดคาด 8% ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ 6.40 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุนทั้ง YoY และ QoQ และสูงกว่าที่เราคาด 9% จาก Margin ที่ดีกว่าคาด โดยกำไรจากทุกกลุ่มธุรกิจเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ แม้ปริมาณขายลดลง 7% YoY และ 3% QoQ ขณะที่ EBITDA/tonne เพิ่มเป็น US$219 จาก US$91 ใน 2Q25 และ US$81 ใน 1Q26 แนวโน้ม 3Q26 คาดผลการดำเนินงานหลักฟื้น YoY แต่ลดลง QoQ ตามฤดูกาล เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 เป็น 7.15 พันล้านบาท คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 30 บาท

 

(0) PR9 รายงานกำไรสุทธิและกำไรหลัก 2Q26 ที่ 184 ล้านบาท โดยกำไรหลักลดลง 1% YoY และทรงตัว QoQ เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด ขณะที่รายได้หลักเพิ่มขึ้น 3% YoY และ 2% QoQ จากรายได้ผู้ป่วยประกันเพิ่มขึ้น 20.2% YoY และผู้ป่วยสัญญาเพิ่มขึ้น 5% YoY ขณะที่รายได้ผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้น 11% YoY และ 14% QoQ แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรหลักทำจุดสูงสุดของปีและเติบโตทั้ง YoY และ QoQ จากผู้ป่วยไทยและ Fly-in ที่เพิ่มขึ้น พร้อมคาด GM เพิ่มเป็นราว 37% เรายังคงประมาณการกำไรปี 2026 ที่ 877 ล้านบาท พร้อมประกาศปันผลระหว่างกาล 0.20 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend yield 1.1% ขึ้น XD วันที่ 24 ส.ค. คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 22 บาท

 

(0) MTC รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1.9 พันล้านบาท (+16% YoY, +4% QoQ) ทำจุดสูงสุดรายไตรมาส เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด จากสินเชื่อเติบโตและ Cost/income ratio ลดลง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์อ่อนตัวเล็กน้อย QoQ โดย NPLs/loans ratio เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.61% และ Loan-loss coverage ratio ลดลงเล็กน้อยเป็น 143% ณ สิ้น 2Q26 แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรสุทธิ 1.9 พันล้านบาท (+13% YoY, +2% QoQ) จากสินเชื่อเติบโตและ NIM ขยายตัว ส่วนกำไรปี 2026 คาดเติบโต 12% YoY ทำจุดสูงสุดรายปี ขณะที่ PEG ratio อยู่ที่เพียง 0.7 เท่า คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 46 บาท

 


(0) SAWAD รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1.4 พันล้านบาท (+10% YoY, +4% QoQ) เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด จาก Credit cost และ Cost/income ratio ที่ลดลง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ค่อนข้างทรงตัว QoQ แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรสุทธิ 1.5 พันล้านบาท (+10% YoY, +4% QoQ) จากสินเชื่อเติบโตและ NIM ขยายตัว ส่วนกำไรปี 2026 คาดอยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท ทำ New high และเติบโต 13% YoY ขณะที่ Valuation ปัจจุบันอยู่ในระดับถูก คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 37 บาท

(-) BAM รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 234 ล้านบาท (-82% YoY, +8% QoQ) ต่ำกว่าที่เราคาด 9% และต่ำกว่าตลาดคาด 7% จากกำไรจากการขาย NPL ที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่ปัจจัยบวกคือค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและกำไรจากการขายทรัพย์สินรอการขายที่ฟื้น QoQ ตามคาด แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรฟื้นทั้ง YoY และ QoQ จากการจัดเก็บเงินสดที่ดีขึ้น ส่วนกำไรปี 2026 คาดลดลง 5% YoY จากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและธนาคารยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ กดดันธุรกิจบริหารหนี้แบบมีหลักประกันให้ฟื้นช้า คงคำแนะนำขาย ราคาเป้าหมาย 6.50 บาท

 

(-) JMT รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 234 ล้านบาท (-5% YoY, -7% QoQ) ต่ำกว่าที่เราคาด 8% และต่ำกว่าตลาดคาด 9% จากการตั้งสำรองหนี้ที่สูงกว่าคาดและส่วนแบ่งกำไรจาก JK AMC ที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่การจัดเก็บเงินสดอยู่ที่ 1.2 พันล้านบาท (-5% YoY, +2% QoQ) เป็นไปตามที่เราคาด แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรฟื้นทั้ง YoY และ QoQ จากการจัดเก็บเงินสดที่ดีขึ้น หลังทยอยเก็บหนี้ก้อนใหม่ที่ซื้อเข้ามาใน 1Q26 ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การตั้งสำรองลดลง เราคาดกำไรปี 2026 ฟื้น 12% YoY และเติบโตอีก 16% YoY ในปี 2027 พร้อมประกาศปันผลงวด 1H26 ที่ 0.27 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend yield 2.3% ขึ้น XD วันที่ 24 ส.ค. 26 และจ่ายวันที่ 11 ก.ย. 26 คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 15 บาท


(-) BTG รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 598 ล้านบาท (-77% YoY, -40% QoQ) หักรายการพิเศษแล้ว มีกำไรหลัก 576 ล้านบาท (-78% YoY, -39% QoQ) ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด จากราคาปศุสัตว์ที่อ่อนตัว โดยยอดขายลดลง 6.7% YoY แต่เพิ่มขึ้น 3.7% QoQ ขณะที่ GM ลดลงเหลือ 14.1% จาก 19.6% ใน 2Q25 และ 14.9% ใน 1Q26 ตามราคาเนื้อสัตว์ที่ลดลง แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากราคาหมูและไก่ที่ฟื้น รวมถึง GM ของธุรกิจอาหารในไทยและต่างประเทศที่ดีขึ้น เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2026 ลง 9.7% และปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 23.40 บาท จาก 26 บาท โดยยังคงคำแนะนำ Trading Buy

 

 

 

สรุปประเด็นจาก Quick take

ADVANC
แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
ARPU-led Growth ยังเป็นแกนหลัก ไม่ใช่ Subscriber Growth: Revenue CAGR 6.7% vs Subscriber CAGR 2.5% — incremental ARPU มาจาก content เป็นหลัก กลยุทธ์เน้น value over price ทำให้ AIS เพิ่ม content investment
View from fundamental: แม้เรื่องฐานของ cost ที่เริ่มกลับสู่ normalization แล้ว แต่เราคาดจะยังเห็นการเติบโตของรายได้จาก ARPU uplift อย่างต่อเนื่อง ยังคงคำแนะนำ ซื้อ

 

 

 

MINT
ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
Bonchon acquisition
MINT ลงทุนสุทธิ US$50m หรือราว Bt1.6bn เพื่อเข้าถือ Bonchon brand และ operations ทั่วโลกนอก Americas โดยดีลคาดปิดภายในเดือน ส.ค. 2026
View from fundamental: เรามองบวก นอกจากช่วยเพิ่มกำไร เพิ่มสัดส่วนรายได้ asset-light และช่วยผลักดัน Minor Food จาก master franchisee ไปสู่ global brand owner ซึ่งสร้าง upside ระยะยาวได้มากกว่าผลบวกต่อ EPS ในช่วงแรก

 

 

GULF
กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์
DPPA Unlimited เปิดโอกาส Upside เพิ่มเติมต่อประมาณการปี 2028
DPPA เปลี่ยนจาก Cap 2,000MW เป็น Unlimited: ผู้บริหารเปิดเผยว่ากติกา DPPA (Direct PPA) ปัจจุบันไม่มีเพดาน 2,000MW อีกต่อไป เปลี่ยนเป็นระบบ unlimited ที่ใครพร้อมก็สามารถยื่นขอได้ โดย GULF ประเมินว่าปัจจุบันมีดีมานด์ในมือแล้วราว 2,000-3,000MW จากกลุ่มลูกค้า Data Center, Semiconductor และ Hard Disk ของตนเอง เราประเมินว่าปริมาณนี้จะสร้าง upside ต่อประมาณการกำไรปี 2028 ราว 4-6% จากประมาณการปัจจุบันของเรา

View from fundamental: เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อ GULF และให้เป็น Top Pick ของกลุ่มโรงไฟฟ้า จากงบดุลที่แข็งแกร่งและวินัยทางการเงินที่ดี (Net IBD/E ยังต่ำกว่า covenant มาก) เรามองว่า GULF จะเป็นผู้เล่นที่เห็นการเติบโตของกำไรต่อเนื่อง ทั้งจากธุรกิจไฟฟ้าหลัก, การขยายสู่ DPPA/Data Center และ upside จาก portfolio ใหม่ๆ ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 82 บาท

 

KBANK
ธนาคารกสิกรไทย
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
KBANK ประเมินการเติบโตของสินเชื่อ (เติบโตราว 2% YoY) และรายได้ค่าธรรมเนียม (เติบโต high single digit) ปีนี้จะอยู่ในกรอบบนของเป้าหมาย จากการเน้นเติบโตสินเชื่อองค์กรและรายได้ค่าธรรมเนียมการบริหารความมั่งคั่ง

View from fundamental: เราคาดแนวโน้มกำไรของ KBANK จะยังดีใน 2H26 หนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมและคุณภาพสินทรัพย์ยังดี และยังคาด dividend yield ปกติได้ราว 5% แนะนำ ซื้อ

 


CENTEL
โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
RevPar รวม เดือนก.ค. +8% YoY โดยไทยเป็นตัวขับเคลื่อนหลักด้วย RevPar+18%YoY หนุนจากโรงแรมในต่างจังหวัด ซึ่งดีจากทั้ง OCC และ ADR
View from fundamental: แนวโน้มธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารในเดือนก.ค. สนับสนุนมุมมองของเราว่า 2Q26 เป็นจุดต่ำสุด และมองบวกต่อการฟื้นตัวใน 2H26

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับตัวขึ้น ตามตลาดต่างประเทศ บน นักลงทุน คลายความกังวล เฟด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้