Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

197

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow
- แรงขายจากต่างชาติในตลาดหุ้นเอเชียเหนือชะลอลง
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชียต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 แต่แรงขายชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมียอดขายสุทธิอยู่ที่ 788 ล้านดอลลาร์ ชะลอลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่มีแรงขายเข้ามาที่ 8,770 ล้านดอลลาร์ อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้แรงขายในตลาดหุ้นเอเชียเหนือชะลอลง โดยตลาดหุ้นไต้หวัน แรงขายชะลอลงสู่ 2,164 ล้านดอลลาร์ จาก 8,760 ล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ นั้นกระแสเงินลงทุนพลิกกลับมาเป็นซื้อสุทธิได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ โดยแรงซื้ออยู่ที่ระดับ 1,378 ล้านดอลลาร์ ส่วนตลาด TIP นั้น กระแสเงินลงทุนพลิกกลับเป็นการไหลออกสุทธิที่ระดับ 3 ล้านดอลลาร์ โดยตลาดกระแสเงินพลิกกลับมาเป็นการขายสุทธิ ได้แก่ อินโดนีเซีย (-188 ล้านดอลลาร์) และ ฟิลิปปินส์ (-7 ล้านดอลลาร์) ส่วนตลาดหุ้นไทยเม็ดเงินยังคงไหลเข้าได้อย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 โดยมียอดซื้อที่ระดับ 193 ล้านดอลลาร์
-Fund Flow ที่สะสมตั้งแต่ต้นปี: ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายมากที่สุด
กระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคในสัปดาห์ล่าสุด ส่งผลให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน Fund Flow ของภูมิภาคอยู่ในสถานะขายสุทธิรวม 145,057 ล้านดอลลาร์ โดยแรงขายหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งถูกนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสะสมสูงถึง 101,570 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของแรงขายรวม ตามด้วยไต้หวันที่มียอดขายสุทธิสะสม 41,090 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 4,553 ล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 181 ล้านดอลลาร์ ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงตลาดเดียวในกลุ่มที่ยังสามารถรักษาสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีไว้ได้ โดยมียอดซื้อสุทธิสะสม 2,336 ล้านดอลลาร์
- ภาพรวมรายอุตสาหกรรม
จากการประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบสัญญาณการสะสมหุ้นที่ชัดเจนใน 2 อุตสาหกรรม ได้แก่ 1) กลุ่มพลังงาน ในตลาดหุ้นไทย ฟิลิปปินส์และไต้หวัน 2) กลุ่ม Chemical ในตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซีย
สำหรับแนวโน้มเซคเตอร์เด่นของไทยในสัปดาห์นี้ เราประเมินว่ากลุ่ม Utilities มีแนวโน้มปรับตัวได้โดดเด่นกว่าตลาด
- แรงขายต่างชาติชะลอลง แต่ยังต้องติดตามความต่อเนื่องของ Fund Flow
หลังจากที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายอย่างหนักจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงก่อนหน้า การที่แรงขายชะลอลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 และพลิกกลับมาเป็นการซื้อสุทธิในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่าแรงลดสถานะของนักลงทุนต่างชาติเริ่มผ่อนคลายลง อย่างไรก็ตาม เรามองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ากระแสเงินทุนได้กลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน เราแนะนำติดตามความต่อเนื่องของ Fund Flow ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อยืนยันสัญญาณการฟื้นตัว

ในฝั่งตลาดหุ้นกลุ่ม TIP แม้ว่าสัปดาห์ล่าสุดกระแสเงินทุนจะพลิกกลับมาเป็นการไหลออกสุทธิ แต่แรงขายยังอยู่ในระดับจำกัด โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ยังคงมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 สะท้อนว่าความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อตลาด TIP ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เราจึงมองว่าการชะลอตัวของ Fund Flow ในระยะสั้นเป็นเพียงการพักฐานหลังจากมีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่องกว่า 1,664 ล้านดอลลาร์ ในช่วงสามสัปดาห์ก่อนหน้า มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการกลับทิศทางของกระแสเงินทุน


สรุปภาพตลาดวานนี้ จันทร์ที่ผ่านมา DELTA กดหุ้นไทย แต่หุ้นใหญ่อื่นดันไว้ (ตลาดลงเท่าแรงกดดัน DELTA) โดยแรงขายเกิดหลังงบฯ ต่ำคาด แต่ไม่ได้ถือว่ารุนแรงไป ขณะที่กลุ่มธนาคาร ท่องเที่ยว ค้าปลีก เป็นกลุ่มที่ดันดันดัชนีหุ้นไว้ได้ โดยเฉพาะท่องเที่ยว ที่โดดเด่นยกกลุ่ม (รีบาวด์หลังลงแรง) โดยเฉพาะ AWC ที่เป็นตัว Lead หลักในรอบนี้ ส่วน Flow นลท. ต่างชาติ เป็นขายสุทธิออกมา 1.7 พัน ลบ. และกองทุนฯ อีก 2.5 พัน ลบ. ด้านรายย่อยรับซื้อสุทธิ 4.7 พันลบ.


แนวโน้มตลาดวันนี้ ไฟลุกหุ้นชิป-AI Hardware ส่วนหุ้นไทยยังพอมีแหล่งพักเงิน

ช่วงที่ตลาดหุ้นไทยหยุด 2 วัน ประเด็นต่างประเทศที่ต้องให้น้ำหนักมากขึ้นคือแรงขายหุ้นชิปและ AI hardware ที่ลามแรง โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่ KOSPI ร่วงกว่า 12% ระหว่างวัน และต้องใช้ Circuit Breaker เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลังแรงขายหุ้น SK Hynix และ Samsung กดดันตลาด และเริ่มตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของ demand จาก AI รวมถึงความกังวลเรื่องเงินลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน AI และการแข่งขันจากจีนใน semiconductor supply chain

ภาพนี้ทำให้ตลาดไทยวันนี้ ต้องระวังแรงกดดันต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยเฉพาะ DELTA, CCET, HANA และ KCE แม้ DELTA หลังประชุมนักวิเคราะห์จะให้ภาพฟื้นตัวใน 2H26 และ 2Q26 อาจเป็นจุดต่ำสุด แต่ sentiment หุ้นชิปโลกที่ยังลบหนักอาจทำให้ตลาดยังไม่รีบให้ valuation กลับทันที ดังนั้น เราจึงตัดสินใจยอมตัดขาดทุนหุ้น DELTA ในพอร์ต SET100 Smart Tactical ไปก่อน

อีกประเด็นสำคัญคือราคาน้ำมันโลกกลับมาพุ่งแรงกว่า 7% จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังมีข่าวอิหร่านโจมตีกองกำลังสหรัฐ และสหรัฐฯ–ซาอุฯ โจมตีกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน รวมถึงความเสี่ยงจากฮูตีต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย อาจกดดันหุ้นที่อ่อนไหวต่อต้นทุน เช่น ท่องเที่ยว ขนส่ง โรงไฟฟ้าบางส่วน (โดยเฉพาะกลุ่ม SPP) และค้าปลีก แต่เป็น sentiment บวกต่อพลังงานต้นน้ำและ commodity hedge เช่น PTTEP, PTT รวมถึงบางส่วนของปิโตรเคมี PTTGC IVL IRPC

โดยวันนี้ ไม่สวนหุ้นชิป-Elect จนกว่าสัญญาณขายในเกาหลี ไต้หวัน และ SOX/SOXX จะนิ่ง ขณะที่กลุ่มที่น่าจับตาเพิ่มคือพลังงานต้นน้ำและ commodity hedge จากน้ำมันพุ่ง รวมถึงหุ้น local play ที่มีแรงซื้อเฉพาะตัว (รวมทั้งเป็นแหล่งพักเงินอย่างธนาคาร และ GULF พอเก็งกำไรได้) หากตลาดไทยเปิดอ่อนจากแรงกดดันต่างประเทศ แต่ไม่หลุดแรงและมีแรงรับในหุ้นใหญ่ จะสะท้อนว่าเม็ดเงินในประเทศยังพร้อมหมุนกลุ่ม ไม่ได้ออกจากตลาดทั้งหมด

ด้านผลการประชุมเฟดเมื่อคืน คงดอกเบี้ยตามคาด (9:3 เสียง) แต่มองว่าวันนี้ตลาดจะให้น้ำหนักความเสี่ยงเงินเฟ้อกลับมาหลังน้ำมันกลับมาพุ่ง โดยวันนี้ติดตามตัวเลข PCE ต่อ นอกจากนี้ เมื่อเช้ามืดมีรายงานงบของ Microsoft (ดีกว่าตลาดคาด-ราคา Overnight เด้งแรง) แต่ Meta (ต่ำกว่าตลาดคาด-ราคา Overnight ร่วงแรง) แนะติดตามต่อ Guidance จะชี้นำธีม AI capex/cloud, ทิศทางราคาน้ำมันหลังความตึงเครียดตะวันออกกลางปะทุ และแรงขายหุ้นชิปในสหรัฐฯ รวมถึงตลาดเอเชียเช้าวันนี้ (ว่าจะรีบาวด์หรือไม่) ก่อนตลาดไทยเปิดทำการมา

กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้


วิเคราะห์ทางเทคนิค
ภาพรวม: ดัชนีถูกกดดันจาก DELTA หุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนีสูง (Market Cap Weighting) หลังรายงานงบ 2Q26 ต่ำกว่าที่ตลาด ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "Index Distortion" SET ปรับลงแรงเกินจริงเมื่อเทียบกับหุ้นส่วนใหญ่ในตลาด

Elliott Wave: แรงขาย DELTA ส่งผลให้ดัชนีเกิดการพักตัวในรูปแบบ Corrective Wave (a-b-c) ของคลื่นขาขึ้นระยะกลาง
Dynamic Support: ดัชนีหลุดเส้น EMA 10 วันบริเวณ 1,635 จุด (ถ้าดึงกลับไม่ได้) มีโอกาสลงมาที่เส้น EMA 25 วัน 1,615 จุด
Bullish Alignment: แม้ดัชนีจะสวิงแรงจาก DELTA แต่การเรียงตัวของเส้นค่าเฉลี่ยระยะกลาง-ยาวยังเป็นบวก การลงมาแตะโซน Fibo 50% ของรอบขึ้นใหญ่ถือเป็นการ Health Correction เพื่อสะสมพลัง

MACD: ยืนเหนือเส้น Zero Line แต่! เริ่มส่งสัญญาณเตือน cross เส้น signal line ลง บ่งชี้การพักตัวระยะสั้น

Price Action Rules (แผนจัดการความเสี่ยง) แบ่งเป็น 3 ระดับ:
1) Base Support (EMA 25 & Fibo 50%) บริเวณ 1,610: หาก SET ยืนได้จะเป็นจังหวะ Buy on Dip / Rotation เข้าหาหุ้นกลุ่มที่งบ 2Q26 ออกมาแข็งแกร่งหรือทรงกราฟยก Low เช่น กลุ่มธนาคาร, ปิโตรเคมี , สื่อสาร , ท่องเที่ยวและโรงแรม

2) Warning Zone: หาก SET หลุด 1,590 แนะปิดสถานะเก็งกำไรระยะสั้น (short-term Trading) เพื่อถือเงินสดเพิ่มขึ้น
3) Stop loss: หลุด Low ของเดือน 1,575 อาจจบรอบขึ้นระยะกลาง แนะลดพอร์ต ถือ Cash ให้มากที่สุด...ถอยมาตั้งหลัก

เทคนิคการบริหารพอร์ต: สำหรับหุ้นที่มีกำไร ให้ขยับจุด Trailing Stop ขึ้นตามเส้น EMA 10 หรือ 25 วัน เพื่อไม่ให้กำไรกลายเป็นขาดทุน
กลยุทธ์การเทรด: ในภาวะที่ดัชนีผันผวนจากหุ้นใหญ่เพียงตัวเดียว กลยุทธ์การเทรดต้องแยกแยะระหว่าง "การเก็งกำไรดัชนี (TFEX/SET50)" กับ "การเลือกหุ้นรายตัว (Stock Selection)"

Ex-DELTA Index Reality: หากตัด DELTA ออก จะพบว่าโครงสร้างหลักของกลุ่ม Banking, Energy, Petro, Utility, และ ICT ยังคงรักษาโครงสร้าง Lower high บ่งชี้ว่าเป็นการย่อตัวจากปัจจัยเฉพาะตัว (Stock-Specific Event) ไม่ใช่การพังทลายของโครงสร้างหลัก

 

 

What to watch
การประชุมเฟดเมื่อคืนนี้ คงดอกเบี้ย 3.5-3.75% ที่ 9:3 เสียง มองโจทย์ 2 ด้าน คือ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ (เป้าหมาย 2%) ทั้งนี้ 3 เสียงข้างน้อย โหวตด้านขึ้นดอกเบี้ย // ด้านบอนด์ยีลสหรัฐ 10 ปี บวกดักเฟดตั้งแต่เมื่อคืน (เช้านี้อยู่ที่ 4.67%)
ติดตามตัวเลข การประชุม BoE (พฤ.), US-PCE (เย็น พฤ.), US-GDP, การประชุม BOJ (ศุกร์) ตลาดคาดคงดอกเบี้ย, Re-action หลัง งบ+Guidance หุ้นใหญ่อย่าง Microsoft (ดีกว่าตลาดคาด-ราคา Overnight เด้งแรง) แต่ Meta (ต่ำกว่าตลาดคาด-ราคา Overnight ร่วงแรง)
แรงขายหุ้นหุ้นชิป-AI โลก หลังความกังวลเรื่องเงินลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน AI และการแข่งขันจากจีนใน semiconductor supply chain
ติดตามประเด็นการสู้รบ-พักรบ (ยังมีความไม่แน่นอน และกลับมามีน้ำหนัก) ในหลายพื้นที่ เช่น ระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน พักการสู้รบชั่วคราว ฮูตี-ซาอุฯ, ยูเครน-อิหร่าน (ยิงเรือสินค้าอิหร่าน), รัสเซีย-ยูเครน เป็นต้น // ล่าสุดน้ำมันดิบ Brent กลับมาพุ่ง 7% สู่ $90 เช้าวันนี้ หลังทรัมป์ออกมาขู่โจมตีกลับครั้งใหญ่ หลังถูกอิหร่านโจมตีเมื่อวาน
ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) TSD และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ร่วมกันชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์การลักลอบเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้ใช้บริการระบบ Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานประมาณ 200,000 ราย จากจำนวนบัญชีหลักทรัพย์ ทั้งหมด 5 ล้านราย (กรุงเทพธุรกิจ)
ไทยน้ำทิพย์" เตรียมขายIPO จำนวน 612.45 ล้านหุ้น ระดมทุนเข้าSET
ศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติของจีน (National Climate Center) เตือนว่า จีนมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะน้ำท่วมและคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นในเดือนสิงหาคม โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนจะสูงกว่าระดับปกติในภูมิภาคทางตอนเหนือ ตะวันออก และตอนใต้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทั่วบริเวณลุ่มน้ำสายหลักหลายแห่ง
รัฐบาลหยุดเดินหน้าโครงการ Landbridge และมีแนวโน้มที่จะไปเร่งการลงทุนโครงการอื่นๆ แทน ซึ่งเรามองเป็นบวกกับกลุ่มรับเหมาฯ เพราะไม่ได้ถูกสะท้อน Landbridge ไปแต่แรกแล้ว แต่ความคาดหวังจะอยู่กับงานอื่นๆ มากกว่า
ซึ่งคมนาคมรับลูก เล็งดัน Missing Link สถานีชุมพร-ท่าเรือระนองวงเงิน 2.7 หมื่นลบ. เชื่อมโครงข่ายเหนือ-ใต้ //สำหรับรถไฟทางคู่สายใต้ปัจจุบันก่อสร้างไปถึงชุมพร สิ่งที่ยังขาดอยู่คือ จากสถานีรถไฟชุมพร ไปยังท่าเรือระนอง


หุ้นแนะนำวันนี้
PTTGC ใช้ Hedge พอร์ต ด้วยหุ้น Commodities ในช่วงสถานการณ์ Geopolitical Risk ยังรุนแรง และในอีกมุมเป็นเป้าหมายในการ Rotation ของต่างชาติในช่วงนี้ได้ด้วย
แนวรับ 37 ต้าน 42 Stop loss 36


Tactical port ถอด DELTA (ตัดขาดทุน)

 

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

Commodities Tracker
น้ำมันพุ่งจากตะวันออกกลาง แต่ถึงเวลาสลับจากโรงกลั่นไปปิโตรเคมี
เรามองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์พลังงานปรับตัวขึ้นอีกครั้ง โดยหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันและค่าขนส่งมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง

ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยสัปดาห์ล่าสุดเพิ่มขึ้น 10.34 ดอลลาร์ สู่ 87.84 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทานผ่านช่องแคบฮอร์มุซและ Bab el-Mandeb

ขณะที่ Singapore GRM เพิ่มขึ้นต่อเป็น 26.83 ดอลลาร์/บาร์เรล จาก Crack Spread ของน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันอากาศยานที่ขยายตัว แม้ต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจะกดดัน Spread ของน้ำมันเตาบางส่วนก็ตาม

ด้านปิโตรเคมี แม้ราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับขึ้น แต่ Chemical Spread อ่อนตัว เพราะราคานาฟทาปรับขึ้นเร็วกว่าราคาผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ Spread ของ Ethylene, Propylene, HDPE และ PP ปรับลดลงทั้งหมด

ขณะที่ราคา ถ่านหิน Newcastle ขยับขึ้นเล็กน้อยจากอุปสงค์ในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง ส่วนค่าระวางเรือทั้ง BDI และ World Container Index ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน แม้เส้นทางเดินเรือในทะเลแดงยังมีความไม่แน่นอนอยู่

Fundamental view: เรายังให้น้ำหนัก Overweight กลุ่มปิโตรเคมี และมองว่าจังหวะนี้เหมาะสำหรับการ Switch จากหุ้นโรงกลั่นไปยัง IVL และ PTTGC หลังราคาหุ้นปิโตรเคมียัง Laggard ขณะที่ธีมพลังงานและค่าระวางเรือยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ หากความตึงเครียดคลี่คลาย อุปทานน้ำมัน LNG และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจะกลับเข้าสู่ตลาดและกดดันราคาในระยะถัดไป
ส่วนการเดินเรือที่ต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปจากปัญหาในทะเลแดง อาจหนุนค่าระวางเรือระยะสั้นและเปิดโอกาสเก็งกำไรหุ้นเดินเรือ


DELTA
เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)
พอเห็นแนวโน้มการฟื้นตัวหลังปัญหา Supply Shock
การประชุมนักวิเคราะห์หลังงบฯ ชี้ว่า ผลประกอบการที่อ่อนแอใน 2Q26 เกิดจาก ปัญหาด้าน Supply Chain มากกว่าการชะลอตัวของอุปสงค์ โดยบริษัทเริ่มควบคุมสถานการณ์ได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และคาดว่าการผลิตจะกลับสู่ภาวะปกติในเดือนสิงหาคม ทำให้ 2Q26 มีแนวโน้มเป็นจุดต่ำสุดของกำไรปีนี้ ก่อนทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง

สาเหตุหลักของกำไรที่อ่อนตัวมาจากการขาดแคลนวัตถุดิบหลายรายการ ทั้ง Power MOSFET, IC, DRAM, MLCC, PCB และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น Product Mix ผิดปกติ และต้องตั้งสำรองสินค้าคงเหลือเพิ่ม ขณะที่สินค้าบางส่วนไม่สามารถส่งมอบได้ทัน แม้ความต้องการจากลูกค้ากลุ่ม AI และ Data Center ยังคงแข็งแกร่ง โดยสัดส่วนรายได้จากธุรกิจดังกล่าวยังอยู่ที่ราว 58% ของยอดขาย ใกล้เคียงไตรมาสก่อน

เรามองว่าบริษัทได้จัดหาซัพพลายเออร์สำรองเพิ่มเติมแล้ว และคำสั่งซื้อที่สูญเสียไปราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 2Q26 มีแนวโน้มทยอยกลับมาใน 3Q26 และบางส่วนต่อเนื่องถึง 4Q26 ส่งผลให้รายได้มีโอกาสกลับมาเติบโต 10-15% QoQ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดฟื้นกลับสู่ระดับประมาณ 30% หลังแรงกดดันจากต้นทุนและการตั้งสำรองทยอยลดลง

เรายังคงประมาณการกำไรปี 2026 ที่ราว 3.8 หมื่นล้านบาท โดยคาดกำไร 3Q26 จะฟื้นกลับสู่ระดับ 9-10 พันล้านบาท และหากการฟื้นตัวเป็นไปตามที่ผู้บริหารคาด กำไรในช่วง 2H26 อาจแตะ 2.2-2.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% YoY และ 45% HoH สะท้อนการกลับเข้าสู่รอบการเติบโตหลังปัญหา Supply คลี่คลาย

Fundamental view: แม้ภาพระยะยาว เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ (และราคาเป้าหมาย 440 บาท) จากยังเชื่อว่าปัจจัยลบใน 2Q26 เป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวจาก Supply Chain ขณะที่แนวโน้มธุรกิจ AI และ Data Center ยังแข็งแกร่ง แต่ระยะสั้น ราคาหุ้นระยะสั้นอาจยังถูกกดดันจาก Sentiment หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ที่ยังอ่อนแอ อาจทำให้ราคาหุ้นยังแกว่งตัวในกรอบ 270-275 บาท ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า ค่อยเป็นจังหวะในการกลับเข้าไปสะสม


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับตัวขึ้น ตามตลาดต่างประเทศ บน นักลงทุน คลายความกังวล เฟด.....

ร้องเพลงรอ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม ขอสวมบทเป็น นักร้องคีย์เดียว ร้องเพลงรอให้กับตลาดหุ้นไทย รอปัจจัยบวก รอเงินนอกไหล เข้ามาในตลาดหุ้นไทย ....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้