แรงกดดันรอบด้าน กดดันตลาดหุ้นไทยวันนี้
HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ตลาดหุ้นโลกร่วงลงแรง นำโดยเกาหลีใต้ -6%, ญี่ปุ่น -1.5%, สหรัฐฯ -1.5% ถึง-2.2% สวนทางกับ BOND YIELD 10Y ที่ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 4.68% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดัน VALUATION หุ้นเติบโต หุ้นเทคโนโลยี และสินทรัพย์เสี่ยง
• หลัง FED ส่งสัญญาณ HAWKISH มากกว่าตลาดคาด ถึงแม้การประชุม FED รอบเดือน ก.ค. 69 จะมีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% แต่มีกรรมการ 3 ราย สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ขณะที่ FEDWATCH TOOL ให้น้ำหนักราว 57% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบถัดไป โดยความเสี่ยงเงินเฟ้อยังไม่หมดไป และอาจจะกลับมาเร่งตัวจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ภาษีนำเข้า และการลงทุน AI
• ขณะที่ประเด็นสงครามตะวันออกกลางมีแนวโน้มขยายจากความขัดแย้งสหรัฐฯ –อิหร่าน เสี่ยงลุกลามสู่สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ
REGION RADAR
• STARBUCK (SBUX US) เผยรายได้รวมอยู่ที่ $9.32 หมื่นล้าน -1%YOY (สูงกว่าคาด 2%)ขณะที่ EPS อยู่ที่ $0.85 +70% YOY (สูงกว่าคาด 31%) โดยได้รับแรงหนุนหลักจากยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG)แนะนำเก็งกำไร DR: SBUX80
• MICROSOFT (MSFT US) เผยงบไตรมาส 4 ปีบัญชี 2026 แข็งแกร่งและสูงกว่าที่ตลาดคาด โดยรายได้รวมอยู่ที่ $9.0 หมื่นล้าน +18%YOY (สูงกว่าคาด 2.6%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $4.74 +30% YOY (สูงกว่าคาด 12%) หลังได้แรงหนุนจากการเติบโตในทุกธุรกิจหลัก
THAI FOCUS
• ในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา ตลาดโลกอยู่ในภาวะ RISK-OFFS&P500 -1.3% เกาหลีใต้ -16.2% และญี่ปุ่น -5.4% ซึ่งเห็นต่างชาติโยกเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีฝั่งเอเชียเหนือ เข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีโครงสร้างหุ้นที่ปลอดภัยจากเทคฯกว่า
• แนวโน้มหุ้นไทยวันนี้มีลุ้นรับแรงซื้อย้อนหลัง (CATCH-UP BUY) ตามกลุ่ม TIP จาก VALUATION ที่โดดเด่น (PE, PBV, MARKETEARNING YIELD GAP) อีกทั้งได้ SENTIMENT บวกจากน้ำมันดิบปรับขึ้น โดยประเมินแนวรับแรก SET INDEX วันนี้ไว้ที่1,615 จุด
SYNAPSE STRATEGY
• 3 ปัจจัยลบหลักฉุดตลาดไทยวันนี้หลังหยุดมา 2 วันทำการ คือ 1.FEDส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย (HAWKISH) ในระยะถัดไป 2.สงครามตะวันออกกลางบานปลายในหลายพื้นที่ 3.หุ้นกลุ่ม AI สหรัฐฯ +เกาหลีใต้ปรับฐานแรง หลังงบ 2Q69 บางบริษัทอกมาต่ำคาด
• กลยุทธ์เน้น "ตั้งรับ" เลือกหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน หรือทิศทางดอกเบี้ยสูง อาทิ PTTEP(ราคาน้ำมันพุ่ง + งบQ2 เด่น + ปันผลสูง) KTB(ทิศทางดอกเบี้ยทรงตัวสูง + ลงทุนโครงการภาครัฐฯ) SJWD(2H69 ฟื้นตัวชัดเจน + ราคาหุ้นมี UPSIDE สูง)
HORIZON MARKET VIEW
แรงกดดันรอบด้าน !!! ดอกเบี้ยสูง น้ำมันพุ่ง AI สะดุดวานนี้ตลาดหุ้นโลกร่วงลงแรง นำโดยเกาหลีใต้ -6%, ญี่ปุ่น -1.5%, สหรัฐฯ -1.5% ถึง -2.2% สวนทางกับBOND YIELD 10Y ที่ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 4.68% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดัน VALUATION หุ้นเติบโต หุ้นเทคโนโลยี และสินทรัพย์เสี่ยง
หลัง FED ส่งสัญญาณ HAWKISH มากกว่าตลาดคาด ถึงแม้การประชุม FED รอบเดือน ก.ค. 69 จะมีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% แต่มีกรรมการ 3 ราย สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ขณะที่ FEDWATCH TOOL ให้น้ำหนักราว 57% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบถัดไป โดยความเสี่ยงเงินเฟ้อยังไม่หมดไป และอาจจะกลับมาเร่งตัวจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ภาษีนำเข้า และการลงทุน AI
ขณะที่ประเด็นสงครามตะวันออกกลางมีแนวโน้มขยายจากความขัดแย้งสหรัฐฯ – อิหร่าน เสี่ยงลุกลามสู่สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ หลังการเผชิญหน้าครอบคลุม สหรัฐฯ อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย อิรัก และเยเมน (HOUTHI)พร้อมความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ ได้แก่ ช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดง และช่องแคบบับอัลมันเดบทั้งนี้การเดินเรือผ่านฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ และการเจรจาผ่านโอมานชะงัก เพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีแนวโน้มหนุนราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิต
REGION RADAR
STARBUCK เผยงบออกมาแข็งแกร่ง บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตปี 2026
STARBUCK (SBUX US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีบัญชี 2026 ออกมาสูงกว่าคาด โดยรายได้รวมอยู่ที่ $9.32 หมื่นล้าน -1% YOY (สูงกว่าคาด 2%)ขณะที่ EPS อยู่ที่ $0.85 +70% YOY (สูงกว่าคาด 31%)โดยได้รับแรงหนุนหลักจากยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 8% นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการตลอดทั้งปี หลังจากยอดขายร้านสาขาเดิมเติบโตติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 4 ซึ่งคาดว่ายอดขายทั่วโลก (SSSG) สำหรับปี 2026 จะเติบโตมากกว่า 6% (จากเดิมคาด 5%) และคาด EPS อยู่ที่ราว $2.55-$2.65(จากเดิมคาด $2.25-$2.45) โดยภาพรวมเรามีมุมมองเชิงบวกต่อ STARBUCK แนะนำเก็งกำไร DR: SBUX80คาดว่าราคาหุ้นจะตอบรับเชิงบวกในวันนี้ หลังจากที่ผลประกอบการออกมาแข็งแกร่งมากและยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง
MICROSOFT เติบโตแข็งแกร่งในทุกธุรกิจ
MICROSOFT (MSFT US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีบัญชี 2026 แข็งแกร่งและสูงกว่าที่ตลาดคาด
โดยรายได้รวมอยู่ที่ $9.0 หมื่นล้าน +18% YOY (สูงกว่าคาด 2.6%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $4.74 +30% YOY (สูงกว่าคาด 12%) หลังได้แรงหนุนจากการเติบโตในทุกธุรกิจหลัก โดยเฉพาะธุรกิจ CLOUD มีรายได้อยู่ที่ $3.93หมื่นล้าน เติบโตในอัตราเร่งตัวสู่ระดับ +32% YOY โดยในวันนี้คาดกลุ่ม MAG 7 จะได้รับ SENTIMENT เชิงบวกจากงบของ MICROSOFT ที่ออกมาแข็งแกร่งแนะนำเก็งกำไร DR: MSFT80
THAI FOCUS
สัญญาณโยกเงินเข้ากลุ่ม TIP กับโอกาสเห็นความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นไทย
ในช่วง 2 วันทำการที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการ (28–29 ก.ค. 2026) ตลาดการเงินโลกอยู่ในภาวะ RISK-OFF ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐฯ และเอเชียเหนือที่ปรับตัวลงแรง อาทิDOW JONES (-1.2%), S&P500 (-1.3%), NASDAQ (-2.0%)ญี่ปุ่น (-5.4%), เกาหลีใต้ (-16.2%)ขณะที่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันดิบ+2.7% และตลาดหุ้นเกิดใหม่บางแห่งสามารถปรับตัวบวกสวนทางได้ อาทิ ฮ่องกง +2.4%,เวียดนาม +2.1%,อินเดีย (+1.1%), ฟิลิปปินส์ (+0.6%), ยุโรป STOXX600 (+0.1%)เมื่อพิจารณากระแสเงินทุนต่างชาติ (FOREIGN FUND FLOW) ในภูมิภาคเอเชียช่วงวันที่ 28–29 กรกฎาคม พบปรากฏการณ์SECTOR & REGIONAL ROTATION หรือการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีในเอเชียเหนือมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดังรูปด้านล่าง
ดังนั้น การที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้ากลุ่ม TIP อย่างชัดเจน สะท้อนว่าต่างชาติกำลังสลับเงินมายังตลาดที่มีVALUATION ปลอดภัยกว่า ซึ่งตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม TIP ที่มี VALUATION โดดเด่นทั้งในมุม PEPBV และ MARKET EARNIGN YIELD GAP จึงมีลุ้นรับแรงซื้อย้อนหลัง (CATCH-UP BUY) เมื่อเปิดทำการวันนี้และทำให้ตลาดหุ้นไทยวันนี้ไม่น่าผันผวนมากนัก มองแนวรับแรก 1615 จุด
SYNAPSE STRATEGY
วันนี้ SET เผชิญ 3 แรงกดดันรอบด้าน "ดอกเบี้ยสูง - น้ำมันพุ่ง - AI สะดุด"
ตลาดหุ้นไทยหยุดไป 2 วันทำการซึ่งมี 3 ปัจจัยลบรอบด้านที่กดดันตลาดโลกในช่วงนั้น อาทิ
• FED ส่งสัญญาณ HAWKISH : ตลาดให้น้ำหนักถึง 57% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.69 หลังมีกรรมการ 3 ท่านโหวตขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้บวกกับความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นรอบใหม่จากสงครามและราคาน้ำมันในเดือนนี้
• วิกฤตตะวันออกกลางบานปลาย : การปะทะขยายวงกว้างของทั้ง 2 ฝั่ง โดยมีประเทศพันธมิตรร่วมอจมด้วย อาทิ อิรัก, ซาอุฯ กดดันเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ (ช่องแคบฮอร์มุซ/ทะเลแดง) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น
• หุ้นกลุ่ม AI ปรับฐานแรง : ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ดัชนี NASDAQ 100 ปรับตัวลงเกิน 10% และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ร่วงเฉลี่ย 25% จากความกังวลเรื่องความคุ้มค่าในการลงทุน (AI SPENDING) และการรายงานงบ 2Q69 ต่ำคาดในบางบริษัท
ประเด็นดังกล่าว ทำให้US BOND YIELD 30 ปี พุ่งแตะ 5.21% (สูงสุดในรอบ 19 ปี) และเม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง DOLLAR INDEX ซึ่งเริ่มเห็นต่างชาติเร่งลดความเสี่ยงขายสุทธิหุ้นไทยวันจันทร์ที่ผ่านมา 1.6พันล้านบาท และ SHORT สุทธิ SET50FUTURES สูงถึง 1.8 หมื่นสัญญา ซึ่งกลุ่มหุ้นที่ต้องระวังในวันนี้คือ หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจปรับลงตามหุ้นเทคฯ โลกได้(โดย DELTA ลง 1 บาท กดดัน SET ประมาณ 1 จุด)
กลยุทธ์เน้นตั้งรับในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน หรือได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยสูง อาทิPTTEP(รับอานิสงส์ราคาน้ำมันพุ่งจากสงคราม + งบไตรมาส 2 เด่นและปันผลสูง) KTB(ได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยทรงตัวสูง (HIGHER FOR LONGER) + สินทรัพย์แข็งแกร่ง) SJWD(ผลประกอบการครึ่งปีหลังฟื้นตัวชัดเจน + ราคาหุ้นมี UPSIDE สูง)
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์