แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตแนวโน้มตลาดหุ้นโลก
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกยังคงปรับตัวลง โดยดัชนี MSCI ACWI ลดลง 0.3% ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P 500 ปรับลง 0.6% และ Nasdaq ปรับลงมากกว่าอยู่ที่ 1.6% สะท้อนว่าแรงขายยังกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ซึ่งดัชนี Bloomberg Magnificent 7 ปรับลงถึง 5.7% หลังนักลงทุนเริ่มกลับมาประเมินทั้งระดับ Valuation และความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI อย่างเข้มงวดมากขึ้น
นอกจากแรงขายในหุ้นเทคโนโลยีแล้ว ตลาดยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันและ Bond Yield ที่ปรับตัวขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะย่อตัวลงมาปิดที่ 96.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขึ้นไปแตะบริเวณ 4.70% ก่อนปิดสัปดาห์ที่ประมาณ 4.68%
สำหรับหุ้นกลุ่ม Big Tech แรงขายในรอบที่ผ่านมาเกิดขึ้นหลัง Alphabet แม้จะรายงานการเติบโตของธุรกิจ Cloud ที่แข็งแกร่ง แต่บริษัทปรับเพิ่มกรอบ CapEx ปี 2026 จากเดิม 180–190 พันล้านดอลลาร์ เป็น 195–205 พันล้านดอลลาร์ และยังส่งสัญญาณว่า CapEx ในปี 2027 จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง
ประเด็นนี้ทำให้นักลงทุนกลับมาตั้งคำถามว่า การลงทุนใน AI Infrastructure จำนวนมหาศาลจะสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้รวดเร็วเพียงใด ดังนั้น ตลาดจึงไม่ได้พิจารณาเพียงว่าผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดหรือไม่ แต่เริ่มให้น้ำหนักมากขึ้นกับผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ Return on AI CapEx
ในสัปดาห์นี้ ประเด็นดังกล่าวจะถูกทดสอบอีกครั้งจากผลประกอบการของ Microsoft, Meta และ Amazon รวมถึง Apple โดยเฉพาะสามบริษัทแรก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มการลงทุนใน Data Center, Cloud และ AI Infrastructure อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ตลาดต้องการเห็นคือ รายได้จาก Cloud และ AI ต้องเติบโตได้เร็วเพียงพอที่จะรองรับค่าเสื่อมราคา ต้นทุนพลังงาน และค่าใช้จ่ายจากโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน Margin และ Free Cash Flow ไม่ควรอ่อนแอลงมากเกินไป
ดังนั้น แม้บริษัทจะรายงานรายได้และกำไรสูงกว่าคาด แต่หากปรับเพิ่ม CapEx โดยไม่ได้ยกระดับแนวโน้มรายได้หรือกำไรให้สอดคล้องกัน หุ้นก็อาจถูกขายได้เช่นเดียวกับกรณีของ Alphabet
อย่างไรก็ตาม ภาพพื้นฐานของตลาดโดยรวมยังไม่ได้อ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่รายงานออกมาจนถึงขณะนี้ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 27% ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ยังคงแข็งแกร่ง โดย 86% ของบริษัทที่ประกาศผลประกอบการแล้ว รายงานกำไรสูงกว่าที่ตลาดคาด
ขณะเดียวกัน ประมาณการกำไรของ S&P 500 ยังถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้อมูลล่าสุดจาก FactSet ระบุว่า นักวิเคราะห์ประเมินกำไรไตรมาส 2 เติบโตเฉลี่ย 37.9% เพิ่มขึ้นจากประมาณการ 24.8% ในสัปดาห์ก่อนหน้า จึงอาจกล่าวได้ว่า แรงขายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ยังเป็นการลด position มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มกำไรทั้งตลาด นักลงทุนยังไม่ได้ปฏิเสธธีม AI แต่เริ่มเลือกลงทุนมากขึ้น และต้องการเห็นหลักฐานว่าการใช้จ่ายจำนวนมากสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้จริง
ปัจจัยสำคัญลำดับถัดมาคือการประชุม Fed ในวันอังคารและวันพุธ ตลาดส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ย แต่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับน้ำเสียงของคณะกรรมการและมุมมองต่อเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังของปี
ตลาดจึงจะจับตาว่า Fed มีความกังวลต่อราคาพลังงานที่ปรับขึ้นมากน้อยเพียงใด และประธาน Fed Kevin Warsh จะส่งสัญญาณถึงโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่ หากถ้อยแถลงออกมาในลักษณะ Hawkish มากกว่าที่ตลาดคาด ก็อาจทำให้ Bond Yield ปรับขึ้นต่อและสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อหุ้น Growth
นอกจากนี้ สัปดาห์นี้ยังมีข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ทั้ง GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 2 และดัชนีราคาการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญ หากเศรษฐกิจยังขยายตัวแข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้อเริ่มเร่งขึ้น ก็อาจทำให้ตลาดกลับมากังวลว่าดอกเบี้ยจำเป็นต้องอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด
สำหรับมุมมองการลงทุน เราคาดว่าตลาดในสัปดาห์นี้จะยังคงผันผวน เนื่องจากนักลงทุนมีแนวโน้มลดสถานะความเสี่ยงก่อนทราบผลการประชุม Fed และผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม เรามองเป็นจังหวะทยอยสะสม เพราะ Earnings ของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง และความต้องการลงทุนด้าน AI ยังไม่ได้ชะลอตัว เพียงแต่ตลาดจะเริ่มให้ Premium กับบริษัทที่สามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดจาก AI ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
นอกจากนี้ เครื่องมือ Momentum Tracker ของเรายังชี้ว่า ระดับ Positioning ของดัชนี Nasdaq 100 ได้ลดความร้อนแรงลงแล้ว ส่งผลให้ตลาดอาจอ่อนไหวต่อข่าวลบน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
กลยุทธ์ของเราจึงยังแนะนำให้ buy the dip โดยเน้นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง สามารถรักษา Margin ได้ และเริ่มแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การลงทุนด้าน AI กำลังเปลี่ยนเป็นรายได้และกระแสเงินสดจริง
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ดิ่งแรง แต่แซงกลับมาได้ โดยแรงซื้อในกลุ่มธนาคาร โรงกลั่น ไอซีที ขณะที่แรงขายสุทธิออกจาก DELTA ปิโตรเคมี PTTGC SCC IVL เป็นต้น
แนวโน้มตลาดวันนี้ เมื่อต้านไม่ไหว ก็จงเข้าร่วม (Go w/the flow)
แรงซื้อสุทธิต่างชาติ อาจจะลดลงเล็กน้อยในระหว่างสัปดาห์ แต่ยังคงทยอยซื้อสุทธิหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับกระแสของการ กลับมาทยอย Upgrade หุ้นไทยในสายตาโบรกเกอร์ต่างชาติ เช่น JP Morgan, UBS, Morgan Stanly และกลุ่มหุ้นที่ขึ้นต่อเนื่องส่วนใหญ่เป็นหุ้นตัวแทนต่างชาติ เช่น ธนาคาร KTB KBANK TTB, โรงกลั่น TOP SPRC BCP และ GULF ซึ่งได้รับการปรับเพิ่มคำแนะนำ ในระหว่างสัปดาห์ดันราคาหุ้นพุ่งขึ้นแรงแซงดัชนี
จากรายชื่อหุ้นที่โบรกต่างชาติทยอยแนะนำซื้อ ชัดเจนกว่าเป็นหุ้นขนาดใหญ่ 5-10 ตัวที่มักจะเห็นราคาบวกนำตลาดหุ้น เช่น KTB KBANK DELTA GULF PTT ดังนั้นหากเรามองว่าแรงซื้อสุทธิที่เข้ามาร่วมเดือน ยังไม่หมุนออก แนะเกาะตามกระแสเล่นหุ้นใหญ่ตามแรงซื้อสุทธิต่างชาติ เช่น DELTA PTT PTTEP
ด้วยเหตุผลเป็นหุ้นที่เล่นได้ดีท่ามกลาง ปัจจัยหนุนการลงทุน กระแส AI และ ราคาน้ำมัน พลังงาน โลกพุ่งขึ้นรับเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางกลับมาปะทุระลอกใหม่ ดั่งที่เราแนะนำ เพิ่ม PTTEP DELTA ดักทางแรงซื้อสุทธิต่างชาติ ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ส่วนเย็นวันศุกร์ DELTA ประกาศงบฯ ต่ำกว่าตลาดคาดมาก เรายังไม่ปรับพอร์ต (แต่หากระหว่างวันหุ้นร่วงแรงเกินจุด Stop Loss และไม่มีแรงซื้อกลับ นลท. สามารถตัดขาดทุนก่อนได้ เพื่อรอดูจังหวะเข้าใหม่ ในทางตรงข้าม หากแรงซื้อตีกลับระหว่างวัน จะสะท้อนว่า นลท. มองข้ามกำไร 2Q26 ได้เร็ว อาจเป็นจังหวะสวน)
ส่วนพอร์ตกลยุทธ์ ที่ไม่สามารถปรับระหว่างวันได้ ขอดูสารฯ จากการประชุมนักวิเคราะห์เช้านี้ เพราะภาพรวมยังเห็น Demand สินค้าที่ยังดีอยู่ บวกกับรอดูแรงซื้อของฝรั่ง-กองฯ หลังราคาย่อ แล้วจะตัดสินใจจะถือต่อ หรือยอมตัดขาดทุนอีกครั้ง เพราะช่วงที่ผ่านมาเราเห็นว่าหุ้นใหญ่ที่รับ Flow ต่างชาติบางตัว แม้งบต่ำคาด อย่าง BBL ราคาหุ้นย่อลงมาไม่นาน ก็มีแรงซื้อกลับมา เป็นต้น
ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารเราขอรอดูจังหวะ หากราคาหุ้นไม่ยอมลงหลังจากที่แนะนำขายไปแล้ว อาจจะต้องกลับมาซื้อคืน แต่ตอนนี้อาจจะยัง...รวมไปถึงหุ้นในบางกลุ่มที่เราอาจจะยัง...เช่น โรงแรม ท่องเที่ยว การท่าฯ ที่ราคาพักฐานลงมา โดยอาจจะอ้างเหตุความไม่สงบตะวันออกกลางกระทบบรรยากาศ เดินทางท่องเที่ยว
นอกจากการหมุนกลุ่มตามที่เราแนะนำ หุ้นรายตัวที่เล่นเกาะกระแส คาดมีแนวโน้มเล่นดีกว่าตลาด เช่น กระแสดักผลการดำเนินงาน, การขาย IPO หุ้น Coca Cola บ้านเรา (ไทยน้ำทิพย์ TNCC) อาจหนุนการเก็งกำไรหุ้นเครื่องดื่ม, การเก็บภาษีนำเข้าสูงในบางประเทศ เช่น บราซิล สินค้าเกษตรอาจไหลทะลักเข้าไทย; ไทยต้องยอมนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐ อาจส่งผลดีต่อต้นทุนในการผลิตหุ้นกลุ่มปศุสัตว์บ้านเรา, เกาะการลงทุนภาครัฐ ที่จะมีการเร่งลงทุน เบิกจ่ายก่อนหมดปีงบประมาณ เช่น Missing Link โครงการรถไฟทางคู่เชื่อมลงภาคใต้ 2.7 หมื่นล้านบาท เป็นต้น
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค Elliott Wave & Fibonacci: ดัชนีฟอร์มตัว Impulse Wave 5 หลังจากการยก High - ยก Low สม่ำเสมอเหนือเส้นแนวรับสำคัญ ปัจจุบันกำลังทดสอบโซนแนวต้าน Fibonacci channel 38.2% บริเวณ 1,650 จุด
EMA Cluster: เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น-กลาง (EMA 10, 25, 50 วัน) เรียงตัวเป็นรูปแบบ Bullish Alignment ได้เปลี่ยนบทบาทจากแนวต้าน กลายมาเป็น Major Dynamic Support ที่แข็งแกร่ง ปัจจุบันดัชนีกำลังสู้ที่เส้น EMA 10 วันบริเวณ 1,635 จุด (หลุดแล้วดึงกลับ)
MACD: ยืนเหนือเส้น Zero Line ได้อย่างมั่นคง แต่!เริ่มส่งสัญญาณเตือน cross เส้น signal line ลง บ่งชี้การพักตัวระยะสั้น
Price Action Rules แบ่งเป็น 3 ระดับ:
1) Base Support (EMA 25 & Fibo 23.6%) บริเวณ 1,610 หากดัชนีย่อแต่ไม่หลุด ถือเป็นจังหวะ Buy on Dip หรือ Rebalancing เติมหุ้นกลุ่ม Alpha & Big Cap เข้าพอร์ต
2) Warning Zone: หลุด 1,600 แนะปิดสถานะเก็งกำไรระยะสั้น (short-term Trading) และถือเฉพาะหุ้นลงทุนระยะยาว
3) Stop loss: หลุด Low ของเดือน 1,575 อาจจบรอบขึ้นระยะกลาง แนะลดพอร์ต ถือ Cash เพื่อถอยมาตั้งหลัก
เทคนิคการบริหารพอร์ต: สำหรับหุ้นที่มีกำไร ให้ขยับจุด Trailing Stop ขึ้นตามเส้น EMA 10 หรือ 25 วัน เพื่อไม่ให้กำไรกลายเป็นขาดทุน
Hedging with TFEX (SET50 Index Futures): หากมีพอร์ตหุ้นใหญ่และไม่อยากขายหุ้นออก สามารถเปิดสถานะ Short S50 Futures เพื่อใช้เป็นเครื่องมือประกันความเสี่ยง (Hedge) ในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงแรงได้ครับ
What to watch
สัญญาณสหรัฐฯ – อิหร่าน พักการสู้รบชั่วคราว (ว่าจะได้แค่ไหน) แต่ก็ยังต้องติดตามความรุนแรงในแถบนั้นต่อ เพราะมีพื้นที่รบใหม่อย่างฮูตี-ซาอุฯ และทะเลแคสเปียน เพิ่มเข้ามาในสมการ
กบง. เห็นชอบ นำผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันดีเซล 2.40 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระประชาชน
ใช้หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เคยให้ไว้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น โดยกำหนดสมมติฐานปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทย (เบนซินและดีเซลหมุนเร็ว) ณ เดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 91.03 ล้านลิตรต่อวัน สามารถประมาณการมูลค่าของผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 1 - 15 กรกฎาคม 2569 ตามหลักการของ คตร. ได้ประมาณ 3,892 ล้านบาท นำมาช่วยเป็นส่วนลดของราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น สำหรับดีเซลหมุนเร็ว
กกพ. เคาะค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค. ที่ 3.95 บาท/หน่วย หลังใช้เงิน Claw back อุดหนุน
กกพ. เปิดเผยว่า ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนประมาณการต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนก.ย.-ธ.ค. 69 จำนวน 41.27 สตางค์ต่อหน่วย ภายหลังการปรับประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 31,268 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวน 16,127.17 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25.04 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า ทำให้ค่าเอฟทีเรียกเก็บลดลงเหลือ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย
ศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติของจีน (National Climate Center) เตือนว่า จีนมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะน้ำท่วมและคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นในเดือนสิงหาคม โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนจะสูงกว่าระดับปกติในภูมิภาคทางตอนเหนือ ตะวันออก และตอนใต้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทั่วบริเวณลุ่มน้ำสายหลักหลายแห่ง
ปธน.ทรัมป์เตรียมตั้งกำแพงภาษียานำเข้า, ปธน.ทรัมป์ ได้ลงนามในประกาศ 3 ฉบับ เพื่อเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมในอัตรา 50% สำหรับสินค้าบางประเภทจากแคนาดา โดยระบุว่า แคนาดามีการเลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ, สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีลงโทษบราซิล 25% เริ่ม 22 ก.ค. นี้ ชี้ทำการค้าไม่เป็นธรรม กระทบน้ำตาล เครื่องจักร สินค้าเกษตร
ไทยน้ำทิพย์" เตรียมขายIPO จำนวน 612.45 ล้านหุ้น ระดมทุนเข้าSET TNCC ผู้ประกอบธุรกิจ จัดเตรียม บรรจุ จัดจำหน่าย และจำหน่ายเครื่องดื่มตามสัญญากับ The Coca-Cola Company และ Schweppes Holdings Limited ในพื้นที่ 63 จังหวัดจาก 77 จังหวัดในประเทศไทย และในประเทศลาวผ่านการถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมใน Lao Coca-Cola Bottling Co., Ltd. (LCCB) ในสัดส่วนร้อยละ 100.00 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด รวมทั้งการลงทุนในบริษัทซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มและประกอบธุรกิจตามสัญญากับ The Coca-Cola Company และ Schweppes Holdings Limited ในประเทศกัมพูชาในสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด
คมนาคม เล็งดัน Missing Link สถานีชุมพร-ท่าเรือระนองวงเงิน 2.7 หมื่นลบ. เชื่อมโครงข่ายเหนือ-ใต้
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า จากที่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้พัฒนาโครงข่ายรถไฟเชื่อมโยงจากภาคเหนือลงมายังภาคใต้นั้น ปัจจุบัน โครงข่ายรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 อยู่ระหว่างก่อสร้างใกล้เสร็จแล้ว ส่วนทางคู่ระยะที่ 2 เริ่มก่อสร้างไปแล้วบางส่วน ส่วนรถไฟสายใหม่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ คาดจะเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า
สำหรับรถไฟทางคู่สายใต้ปัจจุบันก่อสร้างไปถึงชุมพร สิ่งที่ยังขาดอยู่คือ จากสถานีรถไฟชุมพร ไปยังท่าเรือระนอง
หุ้นแนะนำวันนี้
DELTA เกาะติดหุ้นที่เคยแนะนำไปตามพื้นฐานก่อนหน้า ระยะสั้นอาจสะดุดจากกำไรต่ำกว่าคาด แต่เช้าวันนี้จะมี Earnings call หากส่งสัญญาณเชิงบวก เช่น ทิศทางการฟื้นตัวของ Margin, พัฒนาการของ Supply Shortage ดีขึ้น คาดเป็นแรงซื้อกลับ โดยเฉพาะเป็นกลุ่มที่เป็นเป้าหมายของ Fund flow ต่างชาติ
แนวรับ 290 ต้าน 330 Stop loss 270
รายงานพื้นฐานวันนี้
Econ
ส่งออกเดือนมิถุนายนเติบโต 20.8% YoY สูงกว่าที่ตลาดคาด
มูลค่าส่งออกเดือนมิถุนายนเติบโต 20.8% YoY สูงกว่าที่ตลาดคาด และหากตัดทองคำและอัญมณีออก การส่งออกสินค้าแท้จริงขยายตัวถึง 24.9% YoY ทำให้เราปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของมูลค่าส่งออกปี 2026 จาก 11.8% เป็น 13.0% หลังมองว่าแรงหนุนจากวัฏจักร AI และ Data Center รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการผลิตโลกจะยังต่อเนื่อง
หัวใจของการเติบโตยังอยู่ที่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขยายตัวถึง 66% YoY โดยเติบโตในแทบทุกหมวด ทั้ง HDD, คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน, IC, PCB, โทรศัพท์ และ Semiconductor สะท้อนการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกที่ยังแข็งแกร่ง นอกจากนี้ สินค้าอุตสาหกรรมอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยาง ก็ยังเติบโตดีเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกจะโดดเด่น แต่ การนำเข้าขยายตัวถึง 50.3% YoY ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 และขาดดุลสะสมครึ่งปีแรกทำสถิติสูงสุดใหม่ อย่างไรก็ดีเรามองว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็น สินค้าทุน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ และวัตถุดิบเพื่อการผลิต ซึ่งสะท้อนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากกว่าการบริโภค จึงเป็นปัจจัยบวกต่อศักยภาพการผลิตและการส่งออกในระยะกลาง แม้อาจจำกัดแรงหนุนของภาคการค้าต่อ GDP ในระยะสั้น
ด้านภาคเกษตรยังเผชิญแรงกดดันจากราคาข้าวและมันสำปะหลังที่ลดลง ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรหดตัว ขณะที่สินค้าเกษตรแปรรูปยังทรงตัวได้จากการเติบโตของอาหารทะเลแปรรูป น้ำตาล และอาหารสัตว์เลี้ยง ส่วนการส่งออกทุเรียนสดแม้เดือนมิถุนายนลดลงจากฐานสูง แต่ภาพรวมครึ่งปีแรกยังเติบโตแข็งแกร่งจากความต้องการของจีน
ส่วน 2H26 เรามองว่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อในช่วงครึ่งปีหลัง โดยได้แรงหนุนจากธีม AI, Data Center และการฟื้นตัวของภาคการผลิตโลก พร้อมประเมินว่าผลกระทบจากมาตรการภาษี Section 301 ของสหรัฐฯ จะค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยได้รับการยกเว้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจผลักดันต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งให้สูงขึ้น กระทบต่อการค้าโลกในช่วงที่เหลือของปี
Tactical Stock
ปิดสถานะเก็งกำไร ITEL-ALT
วันนี้ เราขอปิดคำแนะนำ Tactical Trade ในหุ้น ITEL และ ALT หลังภาวะการลงทุนระยะสั้นเริ่มไม่เอื้อ แม้ทั้งสองหุ้นเคยให้ผลตอบแทนสูงสุดราว 7-14% หลังแนะนำเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม แต่แรงกดดันจากการอ่อนตัวของหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก รวมถึงความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้แรงเก็งกำไรในหุ้นขนาดกลางและเล็กลดลง โดย ณ สิ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลตอบแทนเฉลี่ยของธีมอยู่ที่ -1.4% (ITEL +4%, ALT -7%)
แม้เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อ โอกาสการเติบโตระยะยาวจากการลงทุน Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อของไทย แต่ภายใต้ภาวะตลาดปัจจุบันที่ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกเพิ่มขึ้น และความพร้อมรับความเสี่ยง (Risk Appetite) ในหุ้นขนาดกลางของนักลงทุนลดลง มองว่า Risk/Reward ของการเก็งกำไรระยะสั้นไม่จูงใจเหมือนเดิม จึงเลือกปิดสถานะ Tactical เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมกว่าในอนาคต
Alpha Pulse
เจาะแนวโน้มกำไรไตรมาส 2 | Selective Play หุ้นกำไรแกร่ง พร้อม Bottom Fishing หุ้นกำไรผ่านจุดต่ำสุด-คาดฟื้นเด่นครึ่งปีหลัง
เราคาดกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน 2Q26 เติบโต 24% YoY และ 2% QoQ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง แต่มีแรงหนุนหลักมาจาก กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน ค่าการกลั่น และส่วนต่างปิโตรเคมีที่ดีขึ้น รวมถึง กลุ่มสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ นิคมอุตสาหกรรม ค้าปลีก และโรงแรม ที่ยังเห็นการเติบโตของกำไร ขณะที่แรงกดดันยังอยู่ใน กลุ่มธนาคาร เนื้อสัตว์ และโรงพยาบาล จากปัจจัยเฉพาะอุตสาหกรรม
เรามองว่ากลุ่มที่กำไรโดดเด่นในไตรมาสนี้ ได้แก่ พลังงาน/ปิโตรเคมี จากการฟื้นตัวของ GRM และ HDPE/PET Spread รวมถึง GULF ที่รับรู้กำไรจากโรงไฟฟ้าและ ADVANC มากขึ้น, อิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังได้แรงหนุนจาก AI และ Data Center, นิคมอุตสาหกรรม จากยอดโอนที่ดินที่แข็งแกร่ง, สื่อสาร จาก ARPU ที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนโครงข่ายลดลง รวมถึง ค้าปลีก และ โรงแรม ที่ยังเห็นการเติบโตของยอดขายและ RevPar ในหลายบริษัท แม้การฟื้นตัวจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม
1) Selective Play: เราแนะนำลงทุนในหุ้นที่ กำไร 2Q26 ยังเติบโตเด่น ไม่มีการถูกปรับลดประมาณการแรงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และมีปัจจัยบวกสนับสนุนต่อเนื่อง ได้แก่
PTT, PTTGC ได้แรงหนุนจากราคาพลังงาน ค่าการกลั่น และส่วนต่างปิโตรเคมีที่ยังอยู่ในระดับสูง
ADVANC, TRUE จาก ARPU ที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนโครงข่ายที่ลดลง
AMATA จากการเริ่มโอนโครงการ Amata Smart City ซึ่งมีอัตรากำไรสูง และ Backlog ที่ยังแข็งแกร่ง
GULF, GUNKUL, WHAUP ซึ่งยังได้อานิสงส์จากธีม Data Center, AI Infrastructure, PDP ฉบับใหม่ และ Direct PPA ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว
2) Bottom Fishing: เรามองว่าหุ้นบางกลุ่มแม้กำไร 2Q26 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี แต่มีโอกาสฟื้นตัวชัดเจนในครึ่งปีหลัง ได้แก่
CBG คาดกำไรเริ่มกลับมาเติบโตตั้งแต่ 3Q26 หลังผลกระทบจากกัมพูชาลดลง ขณะที่ยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศยังเติบโต และธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เร่งตัวต่อเนื่อง
ERW ได้แรงหนุนจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนในช่วง Summer Holiday และ Golden Week รวมถึงอีเวนต์ใหญ่ในไทยช่วงปลายปี เช่น IMF 2026 และ Tomorrowland
CPF และ BTG มีโอกาสฟื้นตัวตามราคาสุกรที่คาดปรับดีขึ้นในครึ่งปีหลัง หากสภาพอากาศร้อนและความเสี่ยงจาก El Niño ส่งผลให้อุปทานตึงตัวมากขึ้น
MINT
ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
ธุรกิจโรงแรมยังแข็งแกร่ง แต่ตลาดจับตาแผนลดหนี้มากกว่า
เราคาด กำไรสุทธิ 2Q26 อยู่ที่ 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY แม้ได้รับผลกระทบจากสงคราม โดย RevPar ของโรงแรมในไทยเพิ่มขึ้นเพียง 3% YoY, มัลดีฟส์ลดลง 6%, และตลาดตะวันออกกลางรวมถึงดูไบลดลง 12% ขณะที่ธุรกิจโรงแรมในยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งกำไรหลักของบริษัท ยังเติบโตได้ 4% YoY ทำให้ RevPar รวมยังขยายตัวเล็กน้อย และสะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตโรงแรมที่มีการกระจายความเสี่ยง
ประเด็นสำคัญที่ตลาดจับตาจะเริ่มเปลี่ยนจากการเติบโตของกำไร ไปสู่ ความสามารถในการลดภาระหนี้ (Deleveraging) หลังการยกเลิกแผน REIT IPO เพราะนักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนสูงเกินระดับที่บริษัทรับได้ ส่งผลให้บริษัทหันมาเน้น Asset Recycling และการนำ Minor Food IPO เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการลดหนี้แทน โดยเราประเมินว่า หากไม่มีการขายสินทรัพย์หรือ IPO ธุรกิจอาหาร อัตราหนี้สุทธิต่อทุน (Net IBD/E) อาจเพิ่มขึ้นเป็น 1.42 เท่าในปี 2027 และ 1.56 เท่าในปี 2028 แม้ยังต่ำกว่า Covenant แต่จะทำให้ความยืดหยุ่นทางการเงินลดลง ท่ามกลางแผนลงทุนปีละ 1.4-1.6 หมื่นล้านบาท
สำหรับแนวโน้ม 2H26 เราคาดกำไรจะทรงตัวจากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากโรงแรมในยุโรปที่ยังแข็งแกร่ง การกลับมาของตลาด MICE และอีเวนต์ในประเทศไทย รวมถึงการฟื้นตัวของมัลดีฟส์ พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026 ขึ้น 4% แม้ยังคงประมาณการระยะยาวไว้ตามเดิม
Fundamental view: เราคงคำแนะนำ ซื้อ และราคาเป้าหมาย 35 บาท โดยมองว่าผลประกอบการยังมีความแข็งแกร่งและช่วยจำกัด
Downside ของหุ้น แต่การฟื้นตัวของราคาหุ้นจะขึ้นอยู่กับความชัดเจนของแผน ขายสินทรัพย์, Minor Food IPO และการลดภาระหนี้ มากกว่าการเติบโตของกำไรเพียงอย่างเดียว
รายงานผลประกอบการวันนี้
DELTA
เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)
(-) DELTA รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ ที่ 6.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% YoY แต่ลดลง 33% QoQ ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ 5.6 พันล้านบาท (+9% YoY, -39% QoQ) ซึ่ง ต่ำกว่าทั้งประมาณการของเราและตลาดราว 30-35% จากยอดขายที่ต่ำกว่าคาด อัตรากำไรขั้นต้นอ่อนแอกว่าประมาณการ SG&A สูงขึ้น และอัตราภาษีที่สูงกว่าคาด
ภาพรวมแม้รายได้ยังเติบโตแข็งแกร่งอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท (+47% YoY, +6% QoQ) โดยธุรกิจ Power Electronics ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก แต่ Gross Margin ลดลงเหลือ 26.8% จาก 31.7% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ต้นทุนจัดซื้อที่สูงขึ้น Product Mix ที่เปลี่ยนไป รวมถึงการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือเพิ่มเป็น 1 พันล้านบาท ส่งผลให้กำไรอ่อนตัวกว่าที่คาดไว้
เรามองว่าสถานการณ์วัตถุดิบจะทยอยคลี่คลายในช่วง 2H26 เมื่อการส่งมอบสินค้าที่ล่าช้ากลับมาเป็นปกติและประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น ส่งผลให้กำไรหลัก 3Q26 มีแนวโน้มฟื้นตัวทั้ง YoY และ QoQ อย่างไรก็ตาม กำไรที่ต่ำกว่าคาด มองว่าหุ้นอาจกลับไปเคลื่อนไหวในกรอบล่างวิ่งสู่ 275 บาท ตามที่ประเมินไว้ก่อนหน้า ซึ่งจะเป็นระดับที่น่าสะสม หากผู้บริหารยืนยันว่าปัญหา Supply เริ่มคลี่คลาย และดีมานด์จาก AI / Data Center ยังแข็งแกร่งตามเดิม เรายังคงราคาเป้าหมายเดิม 440 บาท และประมาณการกำไรปี 2026 ตามเดิมก่อน เพื่อรอความชัดเจนจากผู้บริหารหลังประชุมนักวิเคราะห์เช้าวันนี้
สรุปประเด็นจาก Quick take
AWC
แอสเสท เวิรด์ คอร์ป
งบ 2Q26 ดี และแนวโน้ม 2H26 แข็งแกร่ง
เราคาดกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 220 ลบ. (+5% YoY) ใกล้เคียงกับที่เราเคยคาดไว้ โดยมี RevPar +3% YoY หนุนจากโรงแรมกลุ่ม Luxury Resort และโรงแรมนอกกรุงเทพฯ RevPar เติบโตแข็งแกร่ง 6–9% YoY ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ RevPar คงที่ YoY
View from fundamental: คงคำแนะนำ ซื้อ และคงเป็น Top Pick ในกลุ่มโรงแรม ด้วยราคาเป้าหมาย Bt3.00 โดยมองว่า 2H26 จะเป็นช่วงที่การเติบโตของกำไรเร่งตัวจากทั้งMICE และการท่องเที่ยวต่างชาติที่แข็งแกร่ง
TFG
ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป
เราคาดงบ 2Q26 อ่อนตัว ก่อนฟื้นใน 2H26
เราประเมินกำไร 2Q26 ที่ 1.4 พันลบ. หรือ -47% YoY และ -37% QoQ ซึ่งจะออกมาน้อยกว่าที่เราเคยคาดไว้ที่ 2.2 พันลบ. เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นลดลงมากกว่าที่คาดไว้
View from fundamental: คงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” และราคาเป้าหมาย 11.50 บาท จากโมเมนตัมกำไรที่เร่งตัว QoQ จากทั้งราคาปศุสัตว์ขาขึ้น และกำไรมีโอกาสเติบโต YoY โดยการเติบโตของธุรกิจ รีเทล ช่วยเพิ่มความมั่นคงของกำไรและลดความผันผวนจาก commodity cycle โดย valuation ที่ 8.3 เท่า ยังน่าสนใจ
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน