Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

22

 

อัปเดตภาวะตลาดทองคำ
จีนปิดช่องทางซื้อขายทองคำผ่านธนาคาร: ผลกระทบต่อราคาทองคำโลกน่าจะจำกัด
ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของจีนหลายแห่ง รวมถึง ICBC, China Construction Bank, Postal Savings Bank of China, Ping An Bank และ China Guangfa Bank เตรียมยุติบริการตัวแทนซื้อขายโลหะมีค่าสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่เชื่อมโยงกับ Shanghai Gold Exchange หลังวันที่ 24 กรกฎาคม


การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจสร้างความผันผวนต่อสภาพคล่องในตลาดทองคำจีนได้บ้างในช่วงใกล้เส้นตาย แต่ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของราคาทองคำโลกในระยะกลางถึงยาวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมาตรการนี้เป็นการปิดช่องทางซื้อขายผ่านธนาคาร มากกว่าการจำกัดการลงทุนหรือการครอบครองทองคำของภาคเอกชนจีนโดยตรง

ประเด็นสำคัญคือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้ประกอบด้วย Paper Gold ในความหมายของบัญชีที่อ้างอิงราคาทองคำโดยไม่มีธุรกรรมในตลาดจริงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงบริการที่เปิดให้นักลงทุนรายย่อยส่งคำสั่งซื้อขายสัญญา Spot และสัญญา Deferred ผ่าน Shanghai Gold Exchange


สัญญาบางประเภทสามารถเข้าสู่กระบวนการรับมอบทองคำจริงได้ ขณะที่สัญญา Deferred เปิดให้นักลงทุนวางหลักประกันและถือสถานะ Long หรือ Short โดยไม่จำเป็นต้องชำระมูลค่าสัญญาทั้งหมดตั้งแต่ต้น ดังนั้น การยุติบริการครั้งนี้ควรถูกมองว่าเป็นการถอนธนาคารออกจากบทบาทตัวกลางในการให้บริการซื้อขายโลหะมีค่าแก่ลูกค้ารายย่อย มากกว่าการยกเลิกตลาดทองคำหรือการสั่งห้ามถือครองทองคำ

หลังเส้นตาย นักลงทุนจะไม่สามารถส่งคำสั่งผ่าน Mobile Banking, Internet Banking หรือสาขาธนาคารได้อีก ผู้ถือสถานะเดิมจึงต้องเลือกขาย ปิดสถานะ โอนสินทรัพย์ หรือรับมอบทองคำตามเงื่อนไขของแต่ละผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม การปิดสถานะเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดแรงขายสุทธิในตลาดทั้งหมด เนื่องจาก หากผู้ถือสถานะ Long เลือกปิดสถานะด้วยการหักล้างก่อนส่งมอบ จะต้องขายสัญญาคืน ขณะที่ผู้ถือสถานะ Short จะต้องซื้อสัญญาคืน ส่วนผู้ถือสัญญา Spot หรือทองคำในคลังของ Shanghai Gold Exchange อาจเลือกขายหรือรับมอบทองคำจริงก็ได้

ดังนั้น ทิศทางของผลกระทบต่อราคาในช่วงก่อนเส้นตายจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างสถานะคงค้างของนักลงทุน หากพอร์ตโดยรวมมีสถานะ Net Long สูง การปิดสถานะอาจสร้างแรงขายเชิงเทคนิคได้บ้าง แต่หากมีสถานะ Net Long ต่ำ หรือมีผู้ลงทุนเลือกรับมอบทองคำเป็นสัดส่วนมาก ผลกระทบด้านลบต่อราคาก็จะลดลง


ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่าสถานะคงค้างของนักลงทุนรายย่อยมีความเอนเอียงไปทาง Net Long มากน้อยเพียงใด การระบุว่ามาตรการนี้จะนำไปสู่ Forced Liquidation และกดดันราคาทองคำอย่างชัดเจนจึงเป็นข้อสรุปที่แรงเกินหลักฐานที่มีอยู่

นอกจากนี้ ผลกระทบน่าจะถูกจำกัดด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าธนาคารจีนหลายแห่งได้ทยอยระงับการเปิดสถานะใหม่และจำกัดบริการซื้อขายโลหะมีค่าแก่ลูกค้ารายย่อยมาตั้งแต่ปี 2022 แล้ว ฐานะที่ยังคงเหลืออยู่ในระบบจึงมีแนวโน้มเป็นพอร์ตเดิมที่ทยอยลดขนาดลงมาอย่างต่อเนื่อง

การยุติบริการในครั้งนี้จึงมีลักษณะเป็น Final Cleanup ของผลิตภัณฑ์เดิม มากกว่าการปิดช่องทางลงทุนที่ยังมีเงินทุนใหม่ไหลเข้าในปริมาณมาก
แรงผลักดันสำคัญของมาตรการมาจากความต้องการลดความเสี่ยงของธนาคารและคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย หลังราคาทองคำเผชิญความผันผวนสูงและสถานะที่ใช้ Margin มีความเสี่ยงต่อการถูกเรียกหลักประกันเพิ่มเติม

ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มด้านกฎระเบียบของจีนหลังเหตุการณ์ผลิตภัณฑ์ Crude Oil Treasure ของ Bank of China ในปี 2020 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากแก่นักลงทุนรายย่อยเมื่อราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวลงสู่ระดับติดลบ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยงานกำกับดูแลและธนาคารจีนเพิ่มความระมัดระวังต่อผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานสินทรัพย์ผันผวนสูงเข้ากับ Leverage ของนักลงทุนรายย่อย


ผลกระทบต่อตลาดทองคำสามารถแบ่งออกเป็นสองระยะ

ในระยะสั้น ตลาดทองคำจีนอาจเผชิญความผันผวนด้านสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม เนื่องจากลูกค้าต้องจัดการสถานะที่ยังคงค้างอยู่ การปิดสถานะพร้อมกันอาจทำให้ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นและ Market Depth ลดลงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวน่าจะมีขนาดจำกัดและเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากฐานลูกค้าใหม่ถูกจำกัดมาหลายปีแล้ว และนักลงทุนยังมีทางเลือกในการย้ายไปลงทุนผ่านช่องทางอื่น


ในระยะกลางถึงยาว ผลกระทบต่ออุปสงค์ทองคำพื้นฐานน่าจะอยู่ในระดับ Neutral ถึง Slightly Positive

มาตรการนี้ไม่ได้จำกัดการซื้อทองคำแท่ง การลงทุนผ่าน Gold ETF แผนสะสมทองคำ หรือการถือครองทองคำของนักลงทุนสถาบัน การซื้อขายและการส่งมอบทองคำผ่าน Shanghai Gold Exchange โดยผู้เล่นกลุ่มอื่นยังสามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ

นักลงทุนบางส่วนอาจย้ายเงินจากผลิตภัณฑ์ผ่านธนาคารไปสู่ทองคำแท่ง Gold ETF หรือผลิตภัณฑ์สะสมทองคำ แต่ไม่ควรสรุปว่าเงินลงทุนทั้งหมดจะถูกย้ายไปยังทองคำจริง นักลงทุนบางส่วนอาจเลือกถอนเงินออกจากตลาดทองคำหรือย้ายไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่น ส่งผลผลกระทบมีแนวโน้มเป็นกลางหรือเป็นบวกเล็กน้อยในระยะกลาง

กล่าวโดยสรุป การยุติบริการซื้อขายโลหะมีค่าของธนาคารจีนไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการปราบปรามอุปสงค์ทองคำหรือเป็นสัญญาณลบต่อทองคำจากทางการจีน มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่อลดความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ที่มี Margin และลดความเสี่ยงที่ธนาคารต้องเผชิญจากความผันผวนของตลาด
ในระยะสั้น การจัดการสถานะคงค้างอาจสร้างความผันผวนต่อสภาพคล่องของ Shanghai Gold Exchange และกดดันราคาทองคำในจีนได้บ้าง หากนักลงทุนที่เหลืออยู่มีสถานะ Net Long เป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่น่ามีขนาดใหญ่พอที่จะเปลี่ยนแนวโน้มของตลาดทองคำโลกอย่างรุนแรง
ขณะที่ในระยะกลางถึงยาว ผลกระทบต่ออุปสงค์และราคาทองคำควรอยู่ในระดับ Neutral เนื่องจากมาตรการนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงช่องทางการลงทุน ไม่ใช่การทำลายอุปสงค์ทองคำพื้นฐาน

ทิศทางราคาทองคำจะยังคงถูกกำหนดโดยปัจจัยมหภาคเป็นหลัก ได้แก่ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ ความคาดหวังเงินเฟ้อ ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และการซื้อทองคำของธนาคารกลาง

ดังนั้น ข่าวจากธนาคารจีนควรถูกมองเป็นปัจจัยรบกวนด้านสภาพคล่องในระยะสั้นและเป็นการปรับโครงสร้างตลาด มากกว่าจะเป็น Catalyst ที่เปลี่ยนแปลงทิศทางราคาทองคำในระยะยาว


สรุปภาพตลาดวานนี้
หุ้นธนาคารถูกขายล็อคกำไรกดดันดัชนีตามคาด โดยเป็นกลุ่มหลักที่กดดันดัชนี หลังหุ้นบวกมาก่อนงบฯ (ไม่รอแล้วปันผล) รวมทั้งฝั่งโรงกลั่นที่ตึงตัวเช่นกัน กดดัน Sentiment ในหลายกลุ่มมีแรงขายลงมาด้วย เช่น ไอซีที คอมเมิร์ช ขนส่ง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ต่างชาติจะขายทำกำไรบ้าง หลังซื้อมานาน แต่ข้อดี คือ เห็นการลงแรง แต่มีแรงดึงกลับ นั่นหมายถึงเม็ดเงินอาจยังไม่หายไปไหนแค่พัก ขณะที่หุ้นขนาดกลางหลายตัวก็มีแรงขายลงมาด้วย เช่น STECON SKY DITTO VGI แต่ก็มีหุ้นบวกสวนอย่าง SMT AJ ERW


แนวโน้มตลาดวันนี้ พบกันครึ่งทาง (คนหนึ่งขึ้น อีกคนจะลง)


คงมุมมอง Sector Rotations ที่กลยุทธ์แนะนำ ขายทำกำไรหุ้นธนาคารที่ราคาขึ้น ต่อเนื่องมาจากเดือน มิ.ย.ถึงค่อนเดือน ก.ค.บวกดีกว่าดัชนี โดยคาดราคาหุ้นธนาคาร และโรงกลั่น จะปรับฐาน-รับไม้ต่อจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่โดนเช็คบิลไปก่อน

ส่วนกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ รอบนี้หลังจากราคาไหลลงมาเซ็ตตัวได้ที่ เราใช้กลยุทธ์ ศึกตัดสิน (Battle Royale) เพื่อหาหุ้นยืนหยัดเป็นตัวสุดท้ายของกลุ่มนี้ ได้แก่ ปิโตรเคมี PTTGC SCC IVL IRPC และ พลังงานต้นน้ำ PTT PTTEP

ตามกลยุทธ์คาดว่าผู้ที่เล่นหุ้นโรงกลั่น แบงก์ อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบวกนำตลาดขึ้นไปก่อนหน้าตลอดช่วงครึ่งแรกของเดือน ก.ค. จะมองเห็นโอกาสในการขายทำกำไรแล้ว นำกำไรมาหมุนเข้าหุ้น ปิโตรเคมี รวมถึงหุ้นพลังงานต้นน้ำและ Soft commodity ที่ดัก Flows Rotation

ส่วนหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงในรอบนี้ เพราะเรามองว่ายังขาดซึ่ง (Catalyst) ปัจจัยหนุนราคาหุ้นระหว่างรอบ แต่เมื่อถึงจังหวะที่น่าเล่นเราพร้อมจะปรับพอร์ตรับหุ้นล่างที่น่าสนใจ

และปัจจัยที่ต้องติดตามระยะสั้นนี้; กำแพงภาษี “ทรัมป์” ที่จะทยอยประกาศ”เล่น”เป็นรายประเทศ และกลุ่มสินค้ามากกว่าที่จะกวาดหมดเหมือนรอบก่อน, แนวโน้มภาวะสงครามตะวันออกกลาง และเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน รวมถึงรัสเซีย


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค
ภาพรวม: SET Index ในปี 2026 แสดงโครงสร้างแข็งแกร่ง โดยปรับตัวขึ้นมามากกว่า +30% YTD นับจากต้นปี จากแรงหนุนของ Fund Flow นักลงทุนต่างชาติ การปรับเพิ่มประมาณการ GDP และแรงซื้อคืนในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ Big Cap
Bullish Channel: ดัชนีทำรูปแบบ Higher low & Higher high ยืนเหนือเส้น (EMA 10, 25, 50, 200) บ่งชี้ถึงการสะสมพลังของฝั่งซื้อ
Fibonacci channel: แนวรับระยะสั้น 1,630 จุด (EMA 10 วัน) หากย่อตัวลงมาไม่หลุดโซนนี้ จะเป็นเพียงการพักฐานเพื่อสะสมกำลังไปต่อ (Healthy Correction) / แนวรับถัดไป Major Support: 1,600-1,610 จุด = โซนจิตวิทยา EMA 25 วัน
แนวต้าน: โซน 1,650 ด่านด่านแรกและเป้าหมายถัดไปที่ 1,700 จุด
MACD: ย่อแต่ยังยืนเหนือแกนศูนย์ (Zero Line) ในกราฟรายวันและรายสัปดาห์ ยืนยันรอบโมเมนตัมขาขึ้นในภาพรวมระยะกลาง-ยาว
Action plan: เมื่อตลาดอยู่ในฝั่งขาขึ้น & เข้าใกล้โซนแนวต้านใหญ่ อาจมีสลับย่อพักตัวบ้าง กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การ "วิ่งไล่ราคา" แต่คือการใช้กลยุทธ์ Buy on Dip ควบคู่กับ Sector Rotation
Stock Selection: เน้นหุ้นที่มีแรงหนุนเฉพาะตัวจากงบการเงินไตรมาส 2 และครึ่ง ปีหลัง เช่น กลุ่มปิโตร PTTGC IVL / สื่อสาร ADVANC TRUE / ท่องเที่ยว AOT ERW / ไฟแนนซ์ MTC SAWAD
Trailing Stop: หาก SET Index พลิกกลับมาปิดหลุด 1,600 จุด ให้ลดน้ำหนักหุ้นในพอร์ตลง



What to watch
ราคาหุ้น TOP และโรงกลั่น ปรับตัวขึ้นถึง 30% ระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาหุ้น IVL และ PTTGC เพิ่มขึ้นเพียง 7% และ 8% ตามลำดับในช่วงเวลาเดียวกัน
ราคาหุ้น TOP ในปัจจุบันสะท้อนค่าการกลั่นที่ประมาณ 16 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับคาดการณ์ค่าการกลั่นเฉลี่ยปี 2569 ของเราที่ 14 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
PTTGC สะท้อนส่วนต่างราคา HDPE ที่ 360 เหรียญสหรัฐต่อตัน (ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 390 เหรียญสหรัฐต่อตัน) เรามองว่ายังมีโอกาสที่ราคาหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีจะปรับตัวขึ้นไล่ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ขณะที่เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง จะเป็นตัวแปรเร่งราคาหุ้น
ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง หลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ทั้งสองฝ่ายลงนามไว้เมื่อเดือนก่อนล่มลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์อาจบานปลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
ศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติของจีน (National Climate Center) เตือนว่า จีนมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะน้ำท่วมและคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นในเดือนสิงหาคม โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนจะสูงกว่าระดับปกติในภูมิภาคทางตอนเหนือ ตะวันออก และตอนใต้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทั่วบริเวณลุ่มน้ำสายหลักหลายแห่ง
ปธน.ทรัมป์เตรียมตั้งกำแพงภาษียานำเข้า
ปธน.ทรัมป์ ได้ลงนามในประกาศ 3 ฉบับ เพื่อเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมในอัตรา 50% สำหรับสินค้าบางประเภทจากแคนาดา โดยระบุว่า แคนาดามีการเลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ
สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีลงโทษบราซิล 25% เริ่ม 22 ก.ค. นี้ ชี้ทำการค้าไม่เป็นธรรม กระทบน้ำตาล เครื่องจักร สินค้าเกษตร


หุ้นแนะนำวันนี้
IRPC ราคาย่อมาให้รับ: ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ HDPE ที่ขยับขึ้นถึงระดับ 390 USD/ตัน ตามต้นทุนในการผลิตที่ขึ้นสอดคล้องกับ กำลังการผลิตของผลพลอยได้จากปิโตรเลียมที่ออกจากโรงกลั่น แต่ราคาหุ้นปิโตรเคมียังขึ้นไม่ได้ครึ่งทางของราคาขายผลิตภัณฑ์ (Laggard ความเป็นจริงอยู่มาก)
แนวรับ 2.18 ต้าน 2.34 Stop loss 2.08

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Thai Corporate Day (Event)

"Heat Economy" ที่ร้อนทั้งอากาศ ต้นทุนธุรกิจ และตลาดหุ้นไทย
งาน Thai Corporate Day กลางปีนี้ ที่รวบรวมทั้งภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนกว่า 19 บริษัท โดยมีธีมหลักคือ The Heat Economy ซึ่งชี้ให้เห็นว่า "Climate Change + Energy Transition + Carbon Regulation" ไม่ใช่ประเด็น ESG อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดต้นทุน ความสามารถในการแข่งขัน และกลยุทธ์ของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว

สรุป 5 ประเด็นสำคัญจากงาน
1) Climate Change กลายเป็น Theme การลงทุนระยะยาว: เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน ความเสี่ยง El Niño และการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ขณะที่ภาครัฐเร่งผลักดันกฏหมายด้าน Climate Change และแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ เพื่อยกระดับประเทศผ่าน AI, Digital, Green Energy และนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ Morgan Stanley ที่มองว่าเอเชียกำลังเข้าสู่ Industrial Super Cycle รอบใหม่จาก AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
2) "Heat Economy" ไม่ได้มีแต่ผู้แพ้ แต่สร้างผู้ชนะรายใหม่: ภาคเกษตรกำลังเผชิญผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่บริษัทขนาดใหญ่ที่ลงทุนด้านเทคโนโลยี ระบบน้ำ และการบริหาร Supply Chain จะยิ่งได้เปรียบ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กมีต้นทุนในการปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เกิดการรวมอุตสาหกรรมมากขึ้นในระยะยาว
3) Energy Transition กำลังเร่งตัว: PDP2026 มีแนวโน้มประกาศภายในปีนี้ โดยเป้าหมายคือเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% เปิดทาง Direct PPA, Solar Rooftop และโครงการรับซื้อไฟฟ้ารอบใหม่ ขณะที่ Data Center และ EV จะเป็นตัวเร่งความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต ทำให้ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ามีบทบาทมากขึ้น
4) Carbon กำลังเปลี่ยนจากต้นทุน เป็นสินทรัพย์: อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการใช้ Blockchain และ Tokenization เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น Carbon Credit ให้สามารถระดมทุนและซื้อขายได้ง่ายขึ้น รวมถึงการใช้ดาวเทียม LEO ในการตรวจวัดคาร์บอน การเกษตร และภัยพิบัติ ซึ่งเปิดโอกาสธุรกิจใหม่ด้าน Space Tech และ Green Finance
5) ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นผู้ชนะชัดขึ้น: โดย เรามองหุ้นเด่นในแต่ละธีม ได้แก่
Food on Fire: CPF, PTTGC
Energy Transition: GULF, BGRIM, GUNKUL, BBGI
Wallet under Pressure: MTC, ICHI
Green Solution: THCOM, DITTO
โดยธีมเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากกว่าปัจจัยระยะสั้น และมีโอกาสกลายเป็นเมกะเทรนด์ของตลาดไทยในช่วงหลายปีข้างหน้า

 


DELTA
เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)
ความกังวลเรื่อง Supply เริ่มคลี่คลาย กลับมาโฟกัสการเติบโต AI
เรามองว่าความกังวลเรื่องการขาดแคลนชิ้นส่วนที่กดดัน DELTA ในช่วงต้นไตรมาส 2 อาจเริ่มคลี่คลาย หลัง ยอดขายเดือนมิถุนายนของ Delta Taiwan ฟื้นตัวแรง สะท้อนว่าปัญหา Supply เริ่มดีขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการ 2Q26 มีโอกาสออกมาดีกว่าที่ตลาดกังวล จากก่อนหน้านี้บริษัทเคยแจ้งว่าการขาดแคลน High-voltage MOSFET และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยความจำ ทำให้การผลิตและการส่งมอบสินค้าบางส่วนล่าช้า ทำให้เราปรับลดสมมติฐานการเติบโตของรายได้ 2Q26 เหลือ 5% QoQ อย่างไรก็ตาม ยอดขายของ Delta Taiwan ในเดือนมิถุนายนเร่งขึ้นเป็น NT$65.6 พันล้าน จากราว NT$59 พันล้าน ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ทำให้รายได้รวมไตรมาส 2 เติบโต 15% QoQ โดยเฉพาะกลุ่ม Infrastructure และ Power ที่เติบโตโดดเด่น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าคอขวดด้าน Supply เริ่มคลี่คลายแล้ว

โดยเราใช้แนวโน้มของ Delta Taiwan เป็นตัวสะท้อน DELTA ประเทศไทย เนื่องจากประเมินว่าราว 60% ของรายได้ธุรกิจ AI/Data Center Power ของ Delta Taiwan เชื่อมโยงกับ DELTA จึงมองว่ารายได้ของ DELTA 2Q26 มีโอกาสเติบโต ประมาณ 10% QoQ สูงกว่าสมมติฐานตลาดที่เพียง 5% QoQ แม้ยังต่ำกว่าที่ผู้บริหารเคยตั้งเป้าไว้ที่ 15% QoQ ก็ตาม โดยยังคงประมาณการ Gross Margin อย่างระมัดระวังที่ 30% จากต้นทุนจัดหาวัตถุดิบ การใช้ซัพพลายเออร์สำรอง และต้นทุนโรงงานใหม่ แต่รายได้ที่ดีกว่าคาดอาจช่วยให้คาดกำไรสุทธิ 2Q26 อยู่ที่ 9.0-9.5 พันล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อน และสูงกว่าประมาณการ Bloomberg ราว 5-10%

เรายังมองว่าการประชุมนักวิเคราะห์หลังประกาศงบในวันที่ 27 กรกฎาคม มีโอกาสส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น โดยคาดว่าผู้บริหารจะยืนยันว่าปัญหา Supply เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว ไม่ใช่ปัญหาด้านอุปสงค์ พร้อมคงเป้าหมายทั้งปีไว้เช่นเดิม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การเติบโตกลับมาเร่งตัวในช่วง 2H26
Fundamental view: เราปรับคำแนะนำขึ้นเป็น ซื้อ และปรับราคาเป้าหมายเป็น 440 บาท โดยมองว่าหุ้นได้สะท้อนความกังวลเรื่อง Supply ไปพอสมควรแล้ว ขณะที่สัญญาณฟื้นตัวของ Delta Taiwan เพิ่มโอกาสที่กำไร 2Q26 จะดีกว่าคาด และช่วยให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับธีมการเติบโตของ AI และ Data Center อีกครั้ง

PR9
โรงพยาบาลพระรามเก้า
คาดกำไร 2Q26 ยืนแกร่งได้ และในครึ่งปีหลัง Fly-in กลับมาหนุน
เราคาด 2Q26 จะเป็นอีกไตรมาสที่กำไรเติบโตต่อเนื่อง โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังมาจาก ผู้ป่วยต่างชาติ (Fly-in Patients) ที่ฟื้นตัวชัดเจน โดยเฉพาะผู้ป่วยจาก เมียนมา และการกลับมาของผู้ป่วย ตะวันออกกลาง จึงคาดกำไรหลัก 2Q26 อยู่ที่ 191 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% YoY และ 3% QoQ จากรายได้ 1.3 พันล้านบาท (+2% YoY, +1% QoQ) โดยรายได้จากผู้ป่วยไทยคาดอยู่ที่ 945 ล้านบาท (+1% YoY) ส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติอยู่ที่ 358 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% YoY และ 7% QoQ สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Gross Margin คาดเพิ่มเป็น 36.5% จากสัดส่วนผู้ป่วยโรคซับซ้อนและผู้ป่วยที่มีประกันสุขภาพจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยต้นทุนค่าเสื่อมราคาจากการลงทุนใหม่

แนวโน้ม 2H26 เติบโตต่อจากทั้งปัจจัยฤดูกาลที่หนุนจำนวนผู้ป่วยไทยในช่วงฤดูฝน และการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังเริ่มรับรู้ประโยชน์จาก ศูนย์ฟอกไตแห่งใหม่ รวมถึงการเปิดใช้เครื่องมือแพทย์ใหม่ในช่วง 3Q26 เพิ่มรายได้เฉลี่ย (Revenue Intensity) และอัตรากำไร

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการกระจายฐานลูกค้าต่างประเทศ โดย PR9 ไม่ได้พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มรุก อินโดนีเซีย และ ออสเตรเลีย มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดอินโดนีเซียที่เน้นบริการด้าน Aesthetic & Beauty ผ่านพันธมิตรในประเทศ และคาดว่าจะเริ่มเห็นจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 4Q26 หรือ 1Q27
Fundamental view: เราเลื่อนราคาเป้าหมายไปสิ้นปี 2027 ที่ 22 บาท และคงคำแนะนำ ซื้อ ขณะที่หุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2027 เพียง 15 เท่า ซึ่งยังถือว่าต่ำสำหรับกลุ่มโรงพยาบาล


รายงานผลประกอบการวันนี้

SCC
ปูนซิเมนต์ไทย
(+) SCC รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 11,535 ล้านบาท ลดลง 33% YoY และ 85% QoQ หักรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 11,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 257% YoY และ 506% QoQ สูงกว่าที่เราและตลาดคาด 44% และ 41% ตามลำดับ เกิดจากกำไรธุรกิจปิโตรเคมีมากกว่าคาด พร้อมประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.50 บาท คิดเป็น Div yield ที่ 1.4% ขึ้น XD 5 ส.ค. ปัจจัยบวกสำคัญในไตรมาสนี้ คือ อัตรากำไรของปิโตรเคมี ส่วนแรงกดดันหลัก คือ ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าประเมิน สำหรับแนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้น YoY จากทุกธุรกิจ แต่ลดลง QoQ จากธุรกิจปิโตร-แพ็คเกจจิ้งย่อตัว รวมทั้งไม่มีรายได้ปันผล ภาพรวมปี 2026 เราปรับประมาณการกำไรสุทธิขึ้น 39% และเลื่อนไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2027 ที่ 332 บาท (อิง PBV 1.1 เท่า ซึ่งเป็น Valuation ที่เทียบเท่าช่วงที่ค่าเฉลี่ย HDPE Spread ที่ 400-420 เหรียญสหรัฐต่อตัน) คงคำแนะนำซื้อ

 


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เขาเด้ง เราเด้ง ตาม By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เมื่อหลายตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้น หุ้นไทย ก็เด้ง แบบเล็ก เล็ก หลังจาก.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้