3 สงคราม (ภาค 2) ย่างก้าวใกล้ตลาดหุ้นมากขึ้น
HORIZON MARKET VIEW
ตลาดการเงินโลกยังเผชิญแรงกดดัน 3 ปัจจัยหลัก ซึ่งมีผลกระทบต่อแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง
• การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ – จีน มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอีกครั้ง (TECH WAR 2.0)หลัง MOONSHOT AI เปิดตัวโมเดล KIMI K3 ขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ ซึ่งมีกำหนดการปล่อยแบบ OPEN-WEIGHT ให้นักพัฒนากาวน์โหลดไปใช้งานและปรับแต่งได้ฟรีในวันที่ 27 ก.ค. 69
• สงครามการค้าเริ่มกลับมาตึงเครียด (TRADE WAR 2.0) หลังสหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่กับคู่ค้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลก (รวมถึงไทย) ในอัตรา 10%-12.5% ก่อนภาษีชั่วคราว 10% ครบกำหนดในวันศุกร์นี้
• สงครามในตะวันออกลางยกระดับความรุนแรงขึ้น (MIDDLE EAST WAR 2.0)จากการพุ่งเป้าโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นต่อเนื่อง
REGION RADAR
• ALPHABET (GOOG US) เผยงบไตรมาส 2 แข็งแกร่งและออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยรายได้รวมอยู่ที่ $1.19 แสนล้าน +24%YOY (สูงกว่าคาด 2%)ขณะที่ EPS อยู่ที $9.11 +294% YOY หลังได้แรงหนุนหลักจากการเติบโตของธุรกิจ CLOUD ที่แข็งแกร่งมาก
• TESLA (TSLA US) เผยงบไตรมาส 2 มีรายได้รวมอยู่ที่ $2.82 หมื่นล้าน +26% YOY (สูงกว่าคาด 7%) โดยไตรมาสนี้ธุรกิจรถยนต์ EVยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านตัวเลขยอดขายรถยนต์ EV กลับมาเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 4.80 แสนคัน
THAI FOCUS
• ล่าสุดรวบรวมคาดการณ์กำไรสุทธิ2Q69 จาก BLOOMBERG 129บริษัท (คิดเป็น 86% ของ MARKET CAP) อยู่ที่ 2.9 แสนล้านบาท (-2.1%QOQ, -3.8%YOY) เพราะฐานปีก่อนสูง แต่หลายอุตสาหกรรมยังโตโดดเด่น เช่น ปิโตรเคมี, AGRI, ICT และท่องเที่ยว
• กลยุทธ์การลงทุน (เน้น 2 กลุ่ม) คือ 1.หุ้นกำไรโตทั้ง QOQ และ YOYเช่น IVL, PTTGC, TRUE, ADVANC, PTTEP 2.หุ้นกำไรโต (QOQหรือ YOY) แต่ราคายังตามตลาด (LAGGARD) BCPG, AMATA,DELTA, CRC
SYNAPSE STRATEGY
• ตลาดหุ้นกำลังเผชิญ 3 สงครามหลัก คือ ตะวันออกกลาง (กระทบ TECH WAR)น้ำมัน/ขนส่ง), การค้า (กระทบภาษี/ซัพพลายเชน) และเทคโนโลยี(การแข่งขันชิป/AI) ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อว่าผลลัพธ์แต่ละประเด็นจะคลี่คลายแบบไหน
• กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำกลุ่มอุตสาหกรรมที่รอดหรือได้ประโยชน์จากภาวะดังกล่าว พลังงาน, ประกันภัย, การแพทย์, ปิโตรเคมี และค้าปลีก ซึ่งมี SCORING (0 ถึง 2) ชอบ TOP BCP BLA TLI BDMS BHPTTGC IVL CPALL COM7
HORIZON MARKET VIEW
3 สงคราม (ภาค 2) ระวังความเสี่ยงลามไปตลาดหุ้น
ตลาดการเงินโลกยังเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การแข่งขันด้าน AI (TECH WAR 2.0), สงครามการค้า (TRADE WAR 2.0) และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (MIDDLE EAST WAR 2.0) ซึ่งมีผลกระทบต่อแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง
การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ – จีน มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอีกครั้ง (TECH WAR 2.0) หลัง MOONSHOT AIเปิดตัวโมเดล KIMI K3 ขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ ซึ่งมีกำหนดการปล่อยแบบ OPEN-WEIGHT ให้นักพัฒนากาวน์โหลดไปใช้งานและปรับแต่งได้ฟรีในวันที่ 27 ก.ค. 69 ซึ่งบ้านเราถูกสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่า MOONSHOTใช้ไทยเป็นฐาน SERVER
สงครามการค้าเริ่มกลับมาตึงเครียด (TRADE WAR 2.0) หลังสหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่กับคู่ค้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลก (รวมถึงไทย) ในอัตรา 10%-12.5% ก่อนภาษีชั่วคราว 10% ครบกำหนดในวันศุกร์นี้ ขณะที่บ้านเรามีความเสี่ยงถูกสหรัฐฯเก็บภาษีในอัตราสูง สังเกตจากสหรัฐฯ มีมูลค่าขาดดุลการค้ากับไทยมากขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ในปี 2568 มีการขาดดุลสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลก (ปี 2561 อยู่ที่อันดับ13)
สงครามในตะวันออกลางยกระดับความรุนแรงขึ้น (MIDDLE EAST WAR 2.0) โดยปธน.ทรัมป์ระบุว่าอิหร่านยังถูกโจมตีอย่างหนักและยังไม่พร้อมทำข้อตกลง และก่อนหน้านี้ TRUMP ยังขู่โจมตีสะพาน โรงไฟฟ้าของอิหร่านหากยังคงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ส่วนอิหร่านขู่ว่าหากสหรัฐโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน อิหร่านจะโจมตโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐทั่วภูมิภาคเช่นกัน ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แทบจะกลับมาเป็นศูนย์ พร้อมกับราคาน้ำมันดิบ WTI กลับมาพุ่งต่อเนื่องใกล้แตะ 90 เหรียญฯ/บาร์เรล
REGION RADAR
ALPHABET เผยงบไตรมาส 2 แข็งแกร่ง ปรับเป้า CAPEX ขึ้น
ALPHABET (GOOG US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 แข็งแกร่งและออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยรายได้รวมอยู่ที่ $1.19 แสนล้าน +24% YOY (สูงกว่าคาด 2%) ขณะที่ EPS อยู่ที $9.11 +294% YOY (สูงกว่าคาด 214%) หลังได้แรงหนุนหลักจากการเติบโตของธุรกิจ CLOUD ในอัตราเร่ง ซึ่งมีรายได้ขึ้นสู่ระดับ $2.47 หมื่นล้าน +82% YOY เป็นการเติบโตในอัตราเร่งที่มากสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทหนุนจากความต้องการใช้CLOUD ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการมาของ AGENTIC AI นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับเพิ่มเป้าหมายงบลงทุน CAPEX สู่ระดับ $1.95 - $2.05 แสนล้าน (จากเดิมคาด $1.80 - $1.90 แสนล้าน) โดยภาพรวมเรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อหุ้นในกลุ่ม AI INFRA ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม MEMORY กลุ่มชิป และกลุ่ม EQIUPMENTSคาดราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้หลังจากงบลงทุน CAPEX ของ GOOGLE ออกมาเซอร์ไพรซ์นักลงทุน
TESLA เผยงบไตรมาส 2 รายได้สูงกว่าคาด ขณะที่กำไรยังอ่อนแอ
TESLA (TSLA US) เผยผลประกอบการไตรมาส 2 มีรายได้รวมอยู่ที่ $2.82 หมื่นล้าน +26% YOY (สูงกว่าคาด7%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $0.33 -18% YOY (ต่ำกว่าคาด 35%) โดยไตรมาสนี้ธุรกิจรถยนต์ EV ยังคงแข็งแกร่งสะท้อนผ่านตัวเลขยอดขายรถยนต์ EV กลับมาเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 4.80 แสนคัน +25% YOY (สูงกว่าคาด 8%) โดยได้แรงหนุนหลักจากยอดขายรถยนต์ EV โมเดล Y และ โมเดล 3 แม้ยอดขายรถยนต์ในไตรมาสนี้จะทำได้ค่อนข้างดีอย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวลงสู่ระดับ 16.8% (ตลาดคาดที่ระดับ 19.4%) โดยได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงกับคู่แข่งในจีน ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ย (ASP) ปรับตัวลดลงในครั้งนี้
THAI FOCUS
แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน 2Q69 ดูดีและน่าสะสมหุ้นตัวไหน
จากการประเมินกำไร 2Q69 ของบริษัทจดทะเบียนทั้ง BLOOMBERG + ASPS 129 บริษัท (คิดเป็น 86% ของMARKET CAP) คาดว่ากำไรสุทธิอยู่ที่ 293,831ล้านบาท ซึ่งลดลง 2.1%QOQ และ 3.8%YOY ซึ่งถือว่าไม่ได้ปรับลดลงมากนัก เมื่อเทียบกับฐานสูงในช่วงทั้ง 2 ไตรมาส(1Q69 และ 2Q68) โดยมีหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่แสดงการฟื้นตัวและเติบโตอย่างโดดเด่นทั้ง QOQ และ YOY อาทิ PETRO PKG AGRI ICT TOURISM FIN เป็นต้น
อีก 1 ข้อมูลที่น่าสนใจ คือ คือการปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS REVISION) หากนับตังแต่เม.ย.69 -ปัจจุบัน EPS ของ SET INDEX ถูกปรับเพิ่มขึ้นถึง +3.8% เป็นรองเพียงตลาดหุ้น DOW JONES (+4.2%) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว(MSCI DM +3.7%) ที่สำคัญ คือ สวนทางกับตลาดในภูมิภาคเดียวกันที่ EPSถูกปรับลงทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแบ่งป็น 2 ชุด คือ 1.เน้นหุ้นที่คาดว่ากำไร 2Q69 จะเติบโต QOQ และ YOY อาทิ IVL PTTGC BCP TRUE SCGP DOHOME PTTEP ADVICE SC ADVANC PTTMASTER 2.เน้นหุ้นกำไร 2Q69 ยังเติบโต QOQ หรือ YOY ที่ราคาหุ้น LAGGARD SET อาทิBCPG AMATA DELTA CRC
SYNAPSE STRATEGY
ผ่ากลยุทธ์ลงทุนรับมือ "3 สงคราม" ตะวันออกกลาง-การค้า-เทคโนโลยี หุ้นกลุ่มไหนรอด?
ตลาดหุ้นกำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันจาก 3 สงครามหลักๆ ได้แก่ 1.MIDDLE EAST WAR (สงครามตะวันออกกลาง) กระทบราคาน้ำมัน การขนส่งทางเรือ 2.TRADE WAR (สงครามการค้า) กระทบกำแพงภาษี ห่วงโซ่อุปทาน3.TECH WAR การแข่งขันด้าน AI, ชิป, คลาวด์ และ DATA CENTERS ซึ่งฝ่ายวิจัยฯได้ทำ SCORING ว่า 20
กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มไหนรอดในภาวะสงครามแบบนี้ โดยกลุ่มผู้ชนะ (รอดและได้รับประโยชน์) ได้แก่ พลังงาน,ประกันภัย, การแพทย์, ปิโตรฯ และค้าปลีก ได้ SCORE อยู่ในช่วง 0 ถึง +2 โดยมีเหตุผลสนับสนุนในแต่ละอุตสาหกรรม
และชอบหุ้นในกลุ่มดังกล่าว อาทิTOP BCP BLA TLI BDMS BH PTTGC IVL CPALL COM7
ส่วน TOPPICK ในวันนี้เลือกหุ้นจากกลุ่มที่มีความปลอดภัยจากภาวะ 3 สงคราม หรือมี SCORE ไม่ติดลบ อาทิ DELTA BDMS และ CPALL
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์