Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

29

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตแนวโน้มตลาดหุ้นโลก
ตลาดหุ้นโลกเผชิญแรงขายต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนี MSCI ACWI ปรับตัวลง 1.6% ขณะที่แรงกดดันส่วนใหญ่มาจากตลาดเกิดใหม่ ซึ่งดัชนี MSCI Emerging Markets ลดลงถึง 4.1% การปรับฐานยังคงกระจุกตัวอยู่ในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Semiconductor โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor หรือ SOX ร่วงลงราว 10% ภายในสัปดาห์เดียว และปรับตัวลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน นับเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปีก่อน


แรงกดดันต่อตลาดในรอบนี้มีที่มาจากสองปัจจัยสำคัญ
ปัจจัยแรก คือ การลดสถานะลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและ Positioning ของนักลงทุนอยู่ในระดับสูง ภายใต้ภาวะดังกล่าว ตลาดจึงมีความอ่อนไหวต่อข่าวลบมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลที่กลับมาอีกครั้งเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI โดยนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าเม็ดเงิน CapEx จำนวนมหาศาลจะสามารถสร้างรายได้ กระแสเงินสด และผลตอบแทนได้ตามที่ตลาดคาดหวังหรือไม่

ขณะเดียวกัน แรงขายอย่างรุนแรงในหุ้น Semiconductor ของเกาหลีใต้ได้ส่งผ่านไปยังหุ้นชิปในตลาดอื่นทั่วโลก ก่อนที่ Sentiment จะถูกกดดันเพิ่มเติมในช่วงปลายสัปดาห์จากการเปิดตัวโมเดล Kimi K3 ของ Moonshot AI จากจีน ซึ่งมีผลการทดสอบเหนือกว่าโมเดลคู่แข่งส่วนใหญ่ และเป็นรองเพียง Claude Fable 5 ของ Anthropic และ GPT-5.6 ของ OpenAI การพัฒนาดังกล่าวทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับ DeepSeek Moment ที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อหุ้นใน AI Value Chain เมื่อปีก่อน

ปัจจัยที่สอง คือ การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นมากกว่า 14% ตลอดทั้งสัปดาห์ หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมายกระดับอีกครั้ง การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่า หากราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงช้ากว่าที่คาด และจำกัดความสามารถของ Fed ในการลดอัตราดอกเบี้ย

สำหรับสัปดาห์นี้ เราคาดว่าตลาดหุ้นโลกยังมีแนวโน้มผันผวน แม้ปฏิทินข้อมูลเศรษฐกิจจะค่อนข้างเบาบาง และ Fed จะเข้าสู่ช่วง Blackout Period ก่อนการประชุมช่วงปลายเดือน แต่นักลงทุนยังต้องติดตามทั้งพัฒนาการในตะวันออกกลางและการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Alphabet ซึ่งจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของความเชื่อมั่นต่อ AI Value Chain

ประเด็นที่ตลาดจะให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงการเติบโตของรายได้และกำไร แต่รวมถึงแนวโน้มการลงทุนด้าน AI ระดับ CapEx ความสามารถในการสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปแล้ว และความชัดเจนเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุน หากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเพิ่ม CapEx แต่ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้หรือกระแสเงินสดที่สอดคล้องกัน ความกังวลเกี่ยวกับ AI Monetization อาจยังคงกดดัน หุ้นในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม เรายังมองว่าความผันผวนในรอบนี้ควรถูกใช้เป็นโอกาสในการทยอยสะสม มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการสิ้นสุด AI Investment Cycle ด้วยเหตุผลสองประการ

ประการแรก ผลประกอบการไตรมาส 2 ยังคงแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด โดยบริษัทในดัชนี S&P 500 ประกาศผลประกอบการแล้วประมาณ 10% และมากกว่า 90% รายงานกำไรสูงกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ แม้สัดส่วนดังกล่าวอาจลดลงเมื่อมีบริษัทประกาศงบมากขึ้น แต่ข้อมูลเบื้องต้นยังสะท้อนว่าพื้นฐานกำไรของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ไม่ได้อ่อนแอลงตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น
ประการที่สอง แม้ตลาดกำลังกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าของ AI CapEx ในระยะสั้น แต่เรามองว่าการปรับฐานในปัจจุบันเป็นกระบวนการลดความร้อนแรงของธีม AI หลังจากราคาหุ้นหลายตัวปรับขึ้นอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรก มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มการเติบโตระยะกลางของอุตสาหกรรม ดังนั้น การลดลงของราคาจะช่วยปรับปรุง Reward-to-Risk สำหรับนักลงทุนระยะกลาง

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Alphabet, IBM, Intel และ Tesla โดยเฉพาะ Guidance เกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI และ CapEx พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมัน การคาดการณ์เงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย รวมถึงดัชนี PMI เบื้องต้นประจำเดือนกรกฎาคมที่จะประกาศในวันศุกร์ ซึ่งจะช่วยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังสามารถรักษาแรงส่งได้มากน้อยเพียงใดท่ามกลางราคาพลังงานที่สูงขึ้น

โดยสรุป เราคาดว่าความผันผวนของตลาดจะยังคงอยู่ในระดับสูงในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนกำลังปรับสมดุลระหว่างความคาดหวังต่อการเติบโตของ AI ความคุ้มค่าของ CapEx และความเสี่ยงจากราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและแนวโน้มผลประกอบการยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น กลยุทธ์ของเรายังคงเป็นการใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานเพื่อทยอยสะสม โดยเน้นบริษัทใน AI และ Semiconductor ที่มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง มีอำนาจในการกำหนดราคา และสามารถแปลงการเติบโตของอุปสงค์ให้เป็นรายได้ กระแสเงินสด และผลตอบแทนต่อเงินลงทุนได้อย่างชัดเจน มากกว่าการเข้าซื้อหุ้นในธีม AI โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ


สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยยังเหนียว ตลอดปลายสัปดาห์ แม้อิเล็กทรอนิกส์ยังถูกขายต่อ แต่หุ้นใหญ่อย่าง GULF ช่วยดันตลาดไปกว่า 5 จุด ตามมาด้วย ADVANC PTTEP GPSC BGRIM IRPC TRUE CPN TOP ขณะที่หุ้นไซส์กลางๆ ก็เด่นหลายตัว เช่น EASTW DITTO STPI BLAND เป็นต้น


แนวโน้มตลาดวันนี้ ยกระดับ...จับน้ำมันเป็นตัวประกัน
แรงซื้อสุทธิ นลท.ต่างชาติยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เดือน ก.ค.ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยไปแล้ว ประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท และหุ้นกลุ่มหลักๆที่ต่างชาติซื้อ (เคาะขวา) ได้แก่ ธนาคาร พลังงาน ปิโตรเคมี โรงกลั่น โรงไฟฟ้า
ผ่านมาแล้วค่อนเดือนที่ นักลงทุนในประเทศเล่นหุ้น Big Cap ดัก Fund flow นักลงทุนต่างชาติ และจากระดับดัชนีฯโซนนี้เป็นต้นไป (1640/1650 จุด) กลยุทธ์คาดว่า หุ้น Big Cap ที่นำตลาดหุ้นขึ้นรอบนี้ตามแรงซื้อสุทธิต่างชาติ เช่น ธนาคาร จะเริ่มหมดแรงซื้อ
“ให้นึกถึงภาพตอนที่หุ้น DELTA มีแรงซื้อสุทธิจากต่างชาติผ่าน HFT ลดลงไปครึ่งหนึ่ง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีแรงช้อนซื้อเข้ามาเหมือนรอบก่อน”
ซึ่งการปรับฐานของตลาดอาจจะไม่น่ากลัวเหมือนที่ผ่านมา เพราะได้แรงซื้อ-ขายสลับกลุ่ม หรือ Sector rotation โดยรอบนี้ เราแนะนำ ขายทำกำไรหุ้นธนาคาร ต่อจากกลุ่มเทค-อิเล็กทรอนิกส์...
เราคาดเงินกำไรที่รายย่อยได้มาจากภาวะตลาดหุ้นใหญ่ที่ขึ้น และหรือ เริ่มหลุดดอยหุ้นใหญ่ จะเสริมฐานราคาหุ้นไทยในลักษณะช่วยยันราคา ตั้ง Bid สูงขึ้น, และเมื่อมองไปข้างหน้า เห็นแนวโน้มกำไรในบางอุตสาหกรรมจะผ่านจุดต่ำสุด สำหรับกำไรครึ่งแรกปีนี้ และเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง ตามปัจจัยหนุนหุ้นรายตัว รายกลุ่ม คาดว่าหุ้นที่ราคาลงมาเซ็ตตัวแล้ว จะเล่นขึ้นได้ดีกว่าหุ้น Lead ตลาดรอบนี้ กลุ่มเด่นครึ่งหลังเดือน คาด
1.) กลุ่มปิโตรเคมี โรงกลั่น น้ำมัน จากการกักตุนสินค้าและวัตถุดิบ, มาตรการจำกัดการส่งออกผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงน้ำมันสำเร็จรูป จาก อินเดีย รัสเซีย ญี่ปุ่น, เหตุการณ์โจมตีแหล่งผลิตในตะวันออกกลาง
2.) หุ้นหมู ไก่ เครื่องดื่ม จากคาดต้นทุนที่มีแนวโน้มลดลง ผ่านการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบอุปทานในจีนที่กระทบจาก ภัยธรรมชาติที่จะเริ่มหนักขึ้นในเดือน สค. นี้ เช่นร้อนจัด, น้ำท่วมฉับพลัน
3.) โรงไฟฟ้า แนวทางในการขายไฟฟ้าทางตรง: ครอบคลุมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม, ดาต้าเซ็นเตอร์


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค โครงสร้างรายสัปดาห์: ดัชนีปิดแท่งเขียวเต็มแท่ง (Strong Bullish Marubozu) แสดงถึงแรงซื้อที่ควบคุมแนวโน้มระยะกลาง กำลังเดินหน้าทดสอบโซนแนวต้านถัดไป
Dynamic Support: กราฟรายวัน เส้น EMA 10 วัน และ 25 วันทำหน้าที่เป็นแนวรับไดนามิก (Dynamic Support) ที่รองรับการย่อตัวสลับระหว่างสัปดาห์ได้อย่างดีเยี่ยม
MACD: เส้น MACD และ Signal Line ตัดขึ้นเหนือแกนศูนย์ (Zero Line) ในทิศทางเดียวกันทั้งรายวันและรายสัปดาห์ เป็นสัญญาณตอกย้ำความแข็งแกร่งของเทรนด์ขาขึ้น
Target Wave 5: หากคลื่น 5 นี้วิ่งเต็มขยาย (Extension) หรือวิ่งตามสัดส่วน Fibonacci ระดับปกติตามแรงส่ง คาดหวังมีโอกาสลุ้นตามสัดส่วน 61.8% ถึง 78.6% แนวต้าน จะอยู่บริเวณ 1,650 และ 1,700 จุด
แนวรับ: 1,600 - 1,610 จุด ยกระดับขึ้นมาเป็นแนวรับสำคัญที่ห้ามปิดหลุดในสิ้นสัปดาห์ เพื่อรักษาทรงขาขึ้นที่สมบูรณ์
การจัดทัพจัดพอร์ต: กลุ่มผู้นำ: GULF, AOT, PTT, ADVANC, TRUE, IVL // กลุ่มผู้ตาม: MTC, BBIK, OSP
Note: จับตาผลประกอบไตรมาส 2 ที่กำลังทยอยประกาศ รวมถึงหุ้นบิ๊กแคป บางตัวที่ส่งสัญญาณเตือนภัยเช่น DELTA ที่เสี่ยงหลุดแนวรับสำคัญ เพื่อไม่ให้มากระทบต่อ Sentiment ของดัชนีโดยรวม
สรุป: ภาพการปิดสัปดาห์ที่แข็งแกร่ง บ่งชี้ว่าตลาดยังคงขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินทุน (Fund Flow) และการเปลี่ยนกลุ่มเล่น (Sector Rotation) ครับ"

 



What to watch โดรนยูเครนถล่มคลังสินค้า-คลังน้ำมันในรัสเซีย ดับ 7 ราย บาดเจ็บอื้อ เจ้าหน้าที่รัสเซียเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ (18 ก.ค.) ว่า การโจมตีด้วยโดรนของยูเครนหลายระลอกในช่วงข้ามคืน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน หลังคลังสินค้าของบริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของรัสเซียตกเป็นเป้าโจมตี ขณะที่คลังน้ำมันในเขตรอบกรุงมอสโกเกิดเพลิงไหม้จากซากโดรนที่ตกลงมา
สหรัฐฯ เปิดโจมตีอิหร่านรอบใหม่ หลังทหาร 2 นายเสียชีวิตจากเหตุโจมตีในจอร์แดน ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง หลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ทั้งสองฝ่ายลงนามไว้เมื่อเดือนก่อนล่มลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์อาจบานปลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
อินเดียขึ้นภาษีส่งออกดีเซล-เชื้อเพลิงอากาศยาน รับมือตลาดเชื้อเพลิงโลกตึงตัว
ศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติของจีน (National Climate Center) เตือนว่า จีนมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะน้ำท่วมและคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นในเดือนสิงหาคม โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนจะสูงกว่าระดับปกติในภูมิภาคทางตอนเหนือ ตะวันออก และตอนใต้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทั่วบริเวณลุ่มน้ำสายหลักหลายแห่ง
ศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติฯ ระบุว่า บริเวณลุ่มแม่น้ำไห่ ซึ่งเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงพื้นที่ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญทางตอนเหนือ และลุ่มน้ำไข่มุกตอนล่าง ทางตอนใต้ของจีนนั้น คาดว่าจะมีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากถึง 50% และมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดน้ำท่วมรุนแรง
นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังคาดการณ์ว่า คลื่นความร้อนจะแผ่ปกคลุมพื้นที่หลายแห่งของประเทศ รวมถึงพื้นที่ที่มีประชากรหน่าแน่นตามแนวชายฝั่งตะวันออกและบางส่วนของภูมิภาคตอนกลาง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ความต้องการใช้พลังงานพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากประชาชนเปิดเครื่องปรับอากาศกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความชื้นสูงอันเนื่องมาจากฝนที่ตกหนักก็อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความร้อนสูงขึ้นด้วย
คูเวตเผชิญการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนระลอกใหม่ในช่วงเช้าวันนี้ (18 ก.ค.) ส่งผลให้ทางการต้องระงับการขึ้นลงของเที่ยวบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวตเป็นการชั่วคราว พร้อมเร่งรับมือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าและโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลแห่งสำคัญ
สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีลงโทษบราซิล 25% เริ่ม 22 ก.ค. นี้ ชี้ทำการค้าไม่เป็นธรรม กระทบน้ำตาล เครื่องจักร สินค้าเกษตร


หุ้นแนะนำวันนี้
CPF งบไตรมาส 2 นี้จะเป็นช่วงที่ต่ำที่สุดของปี เมื่อผ่านไปแล้วกำไรครึ่งปีหลังที่ดีขึ้นจะมาจาก ต้นทุนที่ลดลง, ภัยพิบัติในจีน ทำให้อุปทานลดลง, ราคาหมู ไก่ ในประเทศราคาดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศ
แนวรับ 21.5 ต้าน 22.5/23 Stop loss 21


Tactical port เพิ่ม PTTEP

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Alpha Pulse
"Upgraded Earnings–Dividend Play" | คัดหุ้นกำไรขาขึ้น-ปันผลสูงครึ่งหลังต่อเนื่องปีหน้า
เราเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ 2Q26 และเงินปันผลระหว่างกาล โดย Dividend Yield ของ SET ปี 2026 คาดอยู่ที่ 3.5% เทียบกับ Bond Yield ไทยอายุ 10 ปีที่ราว 2.0% ทำให้ Dividend Yield Gap อยู่ที่ 1.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ประมาณ 1.0% สะท้อนว่าหุ้นปันผลกลับมามีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ เราจึงคัดเลือกหุ้นที่ คาดกำไรยังถูกปรับขึ้น (Upward Earnings Revision) หรืออย่างน้อยไม่ถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมมีโอกาสจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในระดับสูง

กลุ่มพลังงาน: กำไร 2Q26 แข็งแกร่ง หนุนปันผลสูง จากราคาพลังงานที่ปรับขึ้นช่วงสงคราม ส่งผลให้กระแสเงินสดแข็งแกร่งและมีโอกาสจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในระดับสูง โดย PTTEP คาด Dividend Yield 4.4% ในครึ่งหลังปี 2026 และ 6.3% ในปี 2027 ส่วน PTT คาดที่ 3.2% และ 5.6% ตามลำดับ

กลุ่มสื่อสาร: กำไรเติบโตต่อ จาก ARPU และ Synergy โดย ADVANC คาดกำไรหลัก 2Q26 เติบโต 24% YoY จาก ARPU ที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนโครงข่ายที่ลดลง ขณะที่ TRUE คาดกำไรหลักโต 48% YoY จากการฟื้นตัวของ Net Adds ทั้งมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน หนุนโอกาสจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น โดย TRUE คาด Dividend Yield 2.1% ในครึ่งหลังปี 2026 และ 4.2% ปี 2027 ส่วน ADVANC อยู่ที่ 1.8% และ 4.7%

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม: กำไรครึ่งปีหลังฟื้นจากปัจจัยเฉพาะอุตสาหกรรม โดย CPF ได้แรงหนุนจากราคาหมูที่ทยอยฟื้น หากเอลนีโญกดดันอุปทาน ขณะที่ TU ได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบลดลง ส่วน OSP เด่นด้าน Margin โดยคาดอัตรากำไรขั้นต้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 42.7% กำไร 2Q26 เติบโต 8% YoY และ 3Q26 ยังโตได้อีกราว 5% YoY สะท้อนความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน หนุนการจ่ายเงินปันผล โดย OSP คาด Dividend Yield 2.7% ครึ่งหลังปี 2026 และ 5.2% ปี 2027, TU 2.6% / 6.2% และ CPF 2.5% / 5.0%

กลุ่มโรงพยาบาล: ผ่านจุดต่ำสุด กำไรทยอยฟื้นในครึ่งปีหลัง โดยรายได้ผู้ป่วยไทยเริ่มฟื้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ขณะที่ผู้ป่วยตะวันออกกลางของ BDMS ฟื้นต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดจองที่หดตัวลดลงจาก -36% YoY ในเดือนเม.ย. เหลือ -20% ในเดือนพ.ค. และ -15% ในเดือนมิ.ย. คาดหนุนกำไรครึ่งปีหลังต่อเนื่องถึงปี 2027 พร้อม Dividend Yield คาด 1.8% ในครึ่งหลังปี 2026 และ 4.2% ในปี 2027

 


OSP
โอสถสภา
การขยับ Valuation ขึ้น ยังคงมีปัจจัยรองรับที่แข็งแกร่ง
เราคาดกำไรสุทธิ 2Q26 อยู่ที่ 1.07 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% YoY แต่ลดลง 8% QoQ โดยจุดเด่นยังอยู่ที่ Gross Margin ซึ่งคาดทำ สถิติสูงสุดใหม่ที่ 42.7% ต่อเนื่องจาก 42.5% ใน 1Q26 และ 41.9% ใน 2Q25 สะท้อนการปรับโครงสร้างราคาสินค้า การบริหารจัดซื้อ และประสิทธิภาพโรงงานผลิตขวดแก้วที่ดีขึ้น ซึ่ง เรามองว่าเป็น การขยาย Margin เชิงโครงสร้าง มากกว่าปัจจัยชั่วคราว

แม้รายได้รวมคาดลดลง 3% YoY จากยอดขายเมียนมาร์ที่ยังอ่อนแอ แต่ธุรกิจในประเทศยังแข็งแกร่ง โดยยอดขายเครื่องดื่มในประเทศคาดโต 10% YoY จากเครื่องดื่มชูกำลังและ Functional Drink ขณะที่ยอดขายต่างประเทศ (ไม่รวมเมียนมาร์) ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่วนรายได้เมียนมาร์ยังถูกกดดันจากมาตรการจำกัดใบอนุญาตนำเข้า และการเปลี่ยนมาตรฐานบัญชี TAS 21 ซึ่งเพียงปัจจัยทางบัญชีก็กดรายได้เมียนมาร์ลงราว 30% YoY

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ธุรกิจ Personal Care ซึ่งกลายเป็น Growth Engine ใหม่ โดยคาดยอดขาย 2Q26 เติบโต 6% YoY และ 8% QoQ จากการเป็นผู้นำตลาดในหลายผลิตภัณฑ์ การขยายสู่สินค้าผู้ใหญ่ และแรงหนุนจากโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ขณะที่ครึ่งปีหลังยังมีสินค้าใหม่ทยอยออกสู่ตลาด ช่วยกระจายแหล่งรายได้และสนับสนุน Margin ของบริษัท

Fundamental view: เราคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 20 บาท โดยมองว่าหุ้นยังน่าสนใจจาก Valuation ที่ไม่แพง และ Dividend Yield ปี 2026 ราว 5.1% พร้อมพื้นฐานกำไรที่แกร่งขึ้น



รายงานผลประกอบการวันนี้

KTC
บัตรกรุงไทย
(0) KTC รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 2.2 พันล้านบาท เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด โดยกำไร 2Q26 ทำจุดสูงสุดรายไตรมาส เติบโต 17% YoY และ 2% QoQ โดยปัจจัยบวกที่เราเห็นในไตรมาสนี้ คือ NIM ที่ดีขึ้น (ตามคาด) การควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานและคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น ซึ่งทำได้ดีกว่าที่เราคาด ส่วนปัจจัยลบคือ สินเชื่อยังฟื้นตัวค่อนข้างช้า แต่ก็เป็นไปตามที่เราคาดไว้อยู่แล้ว
มองไปที่ 3Q26 เราคาดกำไรจะอยู่ที่ 2.1 พันล้าน ปรับเพิ่มขึ้น 7% YoY (credit cost และ cost of funds ลดลง) แต่คาดกำไรจะลดลง 6% QoQ (แนวโน้ม credit cost และ cost to income ratio ปรับสูงขึ้นบ้าง QoQ)
เราคาดกำไรปี 2026 จะอยู่ที่ 8.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% YoY ทำจุดสูงสุดรายปี และคาดกำไรจะเติบโตต่อเนื่องอีก 4% YoY ในปี 2027 ราคาหุ้น KTC ปัจจุบันมี valuation ไม่แพง และสามารถคาดหวัง dividend yield ได้มากกว่า 5% ทำให้เรายังแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 42 บาท

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เขาเด้ง เราเด้ง ตาม By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เมื่อหลายตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้น หุ้นไทย ก็เด้ง แบบเล็ก เล็ก หลังจาก.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้