สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยย่อในทิศทางเดียวกับภูมิภาค โดย DELTA และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นตัวกดดันหลัก แต่ก็พบมีอิทธิพลหุ้นใหญ่ออื่นๆ ด้วย เช่น GULF PTT CPALL-CPAXT (แนวโน้มงบอาจจะแย่กว่าคาดเดิม) MINT SCC THAI เป็นต้น ขณะที่หุ้นบวกสวนตลาด หลักๆ กลุ่มธนาคาร BBL SCB CREDIT อื่นๆ SCGP CPF TOA
แนวโน้มตลาดวันนี้ เล่นหุ้นราคาเซ็ตตัว
แนะวนหาหุ้นพื้นฐานที่พักฐาน ราคาเซ็ตตัวดีแล้ว รอกลับมาเล่นใหม่ โดยเราประเมินการพักฐานของตลาดหุ้นไทยยังไม่น่ากลัว เท่าหุ้นเทคตลาดภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ที่ซื้อขายอยู่ดีๆ เดี๋ยวก็เจอเซอร์กิตเบรก (เราเจอมา จน! พอแล้ว)
โดยเรา แนะเลือกซื้อ หุ้นในกลุ่มปิโตรเคมี โรงกลั่น เครื่องดื่มชูกำลัง หมูไก่ โรงไฟฟ้า เมื่อราคาพักอยู่บนฐาน และไม่หลุดลงแรงผิดปกติ สำหรับกลุ่มปิโตร โรงกลั่น อาจได้อานิสงส์บวก จากความคาดหวังญี่ปุ่นผ่าน กม.รองรับ แนฟทา เป็นสินค้ารับรองฯ
ซึ่งจะทำให้เกิดการสนับสนุนให้เกิดการกักตุนสินค้าในระยะสั้น ซึ่งไทยอยู่ในกลุ่มที่มีผลิตภัณฑ์นี้ ได้จากการกลั่นน้ำมัน แต่ยังไม่พอใช้ยังต้องนำเข้า คาดในระยะสั้นจะส่งผลดีต่อราคาขายแนฟทา หากเกิดการเร่งกักตุนในภูมิภาค เช่น ญี่ปุ่น
นอกจากนี้ยังมีประเด็นหนุนในประเทศ เช่น การดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทยทางตรง, ค่าไฟดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยที่ถูกกว่าคู่แข่ง Direct PPA: ความชัดเจน พรก.กู้เงินที่กำลังจะได้ข้อสรุป, มาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ (คนละค่อน, ดอกเบี้ยคนละครึ่ง), การเปิดธนาคารไร้สาขาหนุนเงินสะพัด ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นคุณต่อหุ้นที่เราแนะนำก่อนหน้า
กลยุทธ์แนะแบ่งกะ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา กะแรก (1) ซื้อแพง ขายแพง หุ้นกลุ่มธนาคารและหุ้นมูลค่าตลาดใหญ่ (Big-Market Cap) สามารถเก็งกำไรได้ พร้อมกับวาง trailing stop หากราคาร่วงลงแรงผิดทาง
กะสอง (2) ช่วงครึ่งหลังเดือน ก.ค. คาดว่างบการเงินกลุ่ม Non-Bank จะทยอย ออกรายงานคาดการณ์งบ และเราชิงจังหวะเก็บหุ้นกลุ่มนี้ไว้ก่อนเลย เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง, หุ้นอุปโภคบริโภค (หมู ไก่)
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: ตลาดกำลังอยู่ในช่วงทดสอบพละกำลังของฝั่งซื้ออย่างเข้มข้น หลังจากที่ดัชนีผ่านรอบการพุ่งขึ้น ล่าสุดเผชิญแรงเทขายทำกำไรสลับออกมา (Healthy Correction) เราเริ่มได้เห็นเม็ดเงินเข้ามาพยุงตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
จุดโฟกัส: ดัชนีสู้ที่โซนรับ 1600 จุดเหนียวแน่น การที่ดัชนีลงมาทดสอบแล้วไม่หลุดถือเป็นการสร้างฐานสลับกลุ่มที่แข็งแกร่ง
สัญญาณโมเมนตัม: MACD ยังคงตัดเส้น signal line เทรดเหนือเส้น 0 บ่งชี้โครงสร้างหลักยังไม่เสีย!
พลังของแนวรับจิตวิทยา: บ่งชี้ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดยังมองระดับ 1,600 จุดเป็นโซนที่คุ้มค่าความเสี่ยง (Value Zone) จึงเกิดแรงรับ
แนวต้าน: ด่านย่อย 1,630 ด่านหลัก 1,650 จุด
สรุป: ไม่จำเป็นต้องไล่ราคาในวันที่ตลาดเขียวจัด แต่ให้เน้นจังหวะราคาหุ้นยืดตัวกลับลงมาทดสอบแนวรับย่อยควบคู่ไปกับการพักฐานของดัชนีเพื่อลุ้นรอบฟื้นตัวกลับขึ้นไปทดสอบเป้าหมายถัดไปที่ 1,640 - 1,650 โดยใช้โซน 1,590 - 1,600 เป็นเกณฑ์จำกัดความเสี่ยง (Stop Loss) ในภาพใหญ่ครับ
Note: หุ้นแนะนำราคาย่อซื้อ ได้แก่ ADVANC, BDMS, MTC, ICH, IVL และ AOT
What to watch การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) เพิ่งผ่านรอบที่ 9 เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา โดยสามารถสรุปผลการเจรจาได้อีก 8 ประเด็น ส่งผลให้ปัจจุบันนี้ ไทยและสหภาพยุโรป สามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 15 บทจาก 24 บท หรือ 2 ใน 3 ของข้อตกลงทั้งหมด
เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้หารือกับผู้แทนจาก World Economic Forum (WEF) และเอกอัครราชทูตจากประเทศในยุโรป ซึ่งต่างแสดงความชื่นชมต่อทิศทางการพัฒนาประเทศของไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยต่างความพร้อมที่จะสนับสนุนประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อย่างเต็มที่ สะท้อนความเชื่อมั่นของนานาประเทศต่อศักยภาพของไทย
รัฐบาลญี่ปุ่นมีคาดหวังที่จะบังคับใช้ระบบคลังสำรอง เพื่อรับประกันว่าจะมีอุปทานแนฟทาอย่างมั่นคงและต่อเนื่องในช่วงเวลาเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน หากแนฟทาได้รับการอนุมัติให้เป็นผลิตภัณฑ์สำคัญตามกฎหมายดังกล่าว ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะสามารถรับการสนับสนุนทางการเงินเพื่อใช้สำหรับการวิจัยและการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการผลิตต่อไป
พรก.กู้เงิน มีกำหนดพิจารณา 9 ก.ค. นี้ ด้านรองฯเอกนิติ ดันนโยบายปีแห่งการลงทุน ชู Thailand Fast Pass ดันเม็ดเงิน FDI แตะ 1 ล้านล้านบาท พร้อมดึงเม็ดเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 2.7 แสนล้านลงระบบเศรษฐกิจ ชดเชยงบลงทุนหด
ทั้งนี้กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านโดยกำหนดให้ Thailand FastPass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้
เงินเฟ้อฟิลิปปินส์ชะลอตัวต่อเนื่อง ลดแนวโน้มแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ย (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 6.4% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งชะลอตัวลงจากระดับ 6.8% ในเดือน พ.ค. และเป็นการชะลอตัวลงติดต่อกันเดือนที่สอง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์จะดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
CPI เดือนมิ.ย. ชะลอตัวลงจากเดือนเม.ย.ที่พุ่งขึ้น 7.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 6.5%
BSP ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว 0.50% ในปีนี้
รายงานการประชุม เฟด วันพุธ นี้
หุ้นแนะนำวันนี้ OSP หุ้นพักฐานลงมาแล้วและ เราเป็นโอกาสแนะนำย่อซื้อ ด้วยแนวโน้มงบไตรมาส 2 มีโอกาสดีขึ้นกว่าที่คาด ตามธีมที่เราแนะนำ
แนวรับ 17.2 ต้าน 18 Stop loss 16.8
รายงานพื้นฐานวันนี้
KCE
เคซีอี อีเลคโทรนิคส์
เริ่มเข้าวัฏจักรฟื้นตัว ลุ้น 3Q26 เป็นจุดเปลี่ยนกำไร
เรามองว่า KCE กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนหลังเผชิญวัฏจักรขาลงนานเกือบ 2 ปี โดยคาด 3Q26 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวกำไร จากการปรับราคาขายให้ลูกค้าขึ้น การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรป และการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่ม HDI PCB ที่มีมูลค่าสูงขึ้น
แม้ KCE ไม่ได้ผลิต PCB สำหรับ AI Server โดยตรง แต่การเติบโตของ AI ส่งผลบวกทางอ้อมต่อบริษัท เนื่องจากผู้ผลิต PCB รายใหญ่หลายรายย้ายกำลังการผลิตไปยังสินค้ากลุ่ม AI ทำให้การแข่งขันในตลาด PCB สำหรับยานยนต์ลดลง ขณะเดียวกัน KCE ยังได้เปรียบด้านต้นทุนจาก Thai Laminate (TLM) ซึ่งจัดหาวัตถุดิบราว 75% ของจำนวนที่ต้องการ ทำให้รับผลกระทบจากต้นทุนลามิเนต (ที่ปรับขึ้น 40-45%) น้อยกว่าคู่แข่ง และคาดว่าปรับราคาขายเพียงราว 10% เทียบกับบางรายที่ต้องขึ้น 15-35%
อีกปัจจัยสำคัญคือการเพิ่มสัดส่วน HDI PCB (บอร์ด PCB ความหนาแน่นสูง) จากปัจจุบันราว 30% สู่เป้าหมาย 40-50% ในระยะยาว โดย HDI มีราคาขายเฉลี่ย 17-19 ดอลลาร์/ตร.ฟุต สูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทที่ 13-14 ดอลลาร์/ตร.ฟุต แม้คิดเป็นเพียง 20% ของปริมาณขาย แต่สร้างรายได้ถึง 30% ของรายได้รวม และได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของระบบ ADAS, กล้อง, Radar, Infotainment และระบบความปลอดภัยในรถยนต์ ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพรายได้ในระยะยาว
ด้านผลประกอบการ เราคาด กำไรหลัก 2Q26 อยู่ที่ 190 ล้านบาท ทรงตัวจาก 1Q26 ก่อนเร่งตัวใน 3Q26 หลังลูกค้า 70-80% ปรับราคาขายใหม่แล้ว และแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบเริ่มลดลง ส่งผลให้ Gross Margin ฟื้นจากราว 18% ใน 1H26 เป็น 21-23% ใน 2H26 และคาดกำไรหลัก 3Q26 เพิ่มเป็น 370 ล้านบาท หรือเกือบ 2 เท่า QoQ ขณะที่ปี 2027 คาดยอดขายเติบโต 8% และปี 2028 โตต่อ 15% พร้อมกำไรหลักแตะ 1.9 พันล้านบาท สูงกว่าที่ตลาดคาดราว 35%
Fundamental view: เราแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 47 บาท โดยไปอิงกำไรปี 2027 และใช้เป้าหมาย PER ที่ 30 เท่า (+1SD เทียบเฉลี่ย) โดยเรามอง KCE กำลังเข้าสู่รอบฟื้นตัวทั้งเชิงวัฏจักรและโครงสร้างธุรกิจที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน
GUNKUL
กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง
ดีลฟิลิปปินส์เติมกำลังผลิตใหม่ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 5.5 บาท
GUNKUL ปิดดีลซื้อหุ้น 40% ใน Blue Solar Holdings Inc. (BSHI) ซึ่งเป็นโครงการ Floating Solar บน Laguna Lake ประเทศฟิลิปปินส์ โดยดีลนี้เพิ่มกำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้นให้ GUNKUL อีก 784.1MW ด้วยมูลค่าลงทุนไม่เกิน 7.5 พันล้านบาท
โครงการ BSHI มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 20 ปี ที่อัตราคงที่ PHP6.5258/kWh หรือ 3.53 บาท/kWh และได้รับสิทธิภายใต้ระบบ Green Lane ของฟิลิปปินส์ ซึ่งช่วยเร่งกระบวนการอนุญาตและประสานงานภาครัฐ ทำให้ดีลนี้เป็นก้าวแรกขนาดใหญ่ของ GUNKUL ในตลาดพลังงานหมุนเวียนฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตและมีนโยบายสนับสนุนชัดเจน
เราประเมินว่าโครงการนี้จะเริ่ม COD ราวปลายปี 2027 และรับรู้ผลเต็มปีแรกใน 2028 โดยภายใต้สมมติฐานต้นทุนลงทุน 35 ล้านบาท/MW, Capacity Factor 18%, D/E 3:1 และต้นทุนหนี้ 8% โครงการจะสร้างกำไรสุทธิราว 1.6 ล้านบาท/MW หรือคิดเป็นส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นประมาณ 792 ล้านบาท ในปี 2028
นอกจากนี้ จังหวะเวลาของดีลนี้มีความสำคัญ เพราะปี 2028 เป็นปีที่รายได้ Adder ของโรงไฟฟ้าลมโคราช และมิตรภาพ (ซึ่ง GUNKUL ถือผ่าน JV กับ GULF) จะหมดอายุ หลัง COD ตั้งแต่ มิ.ย. 2018 ดังนั้น BSHI จะเข้ามาช่วยทดแทนส่วนแบ่งกำไรที่ทยอยลดลง และทำให้รายได้จากบริษัทร่วมมีความต่อเนื่องมากขึ้น
Fundamental view: เรามองดีล BSHI เป็นบวกต่อ GUNKUL ทั้งในแง่กำลังผลิตใหม่ รายได้ระยะยาวจาก PPA คงที่ และการกระจายฐานธุรกิจไปยังตลาดฟิลิปปินส์ พร้อมเพิ่มมูลค่าเหมาะสมราว 1.30 บาท/หุ้น เมื่อคิดลดกลับมายังปี 2027 ดังนั้น วันนี้เรารวมผลจากดีลนี้เข้ามาในประมาณการ พร้อม Roll over ฐานประเมินไปสิ้นปี 2027 จึงปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 5.50 บาท และคงคำแนะนำ ซื้อ
SCGP
เอสซีจี แพคเกจจิ้ง
กำไร 2Q26 เด่น แต่มูลค่าพื้นฐานของหุ้นตึงตัว
เราคาดกำไรหลัก 2Q26 อยู่ที่ 1.59 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% YoY และ 7% QoQ จากความต้องการบรรจุภัณฑ์ในไทยและอาเซียนที่ฟื้นตัว รวมถึงราคาขายที่ปรับสูงขึ้น
กำไรที่ฟื้นตัวได้รับแรงหนุนจากทั้งธุรกิจ Integrated Packaging (รวม Fajar) และธุรกิจ Fibrous โดยยอดขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ และเยื่อกระดาษเพิ่มขึ้น หลังผ่านช่วงวันหยุดยาวในเวียดนามและอินโดนีเซีย ขณะที่ Fajar มีแนวโน้มกลับมามีกำไรจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ราคาขายที่สูงขึ้น และภาระดอกเบี้ยที่ลดลง ส่วนธุรกิจ Fibrous ได้แรงหนุนจากการเดินเครื่องผลิตเต็มไตรมาส และราคาขายเยื่อกระดาษที่ปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม เรามองว่า 3Q26 แม้กำไรยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน จากอุปสงค์ในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง แต่มีแนวโน้มอ่อนตัวจากไตรมาสก่อน เพราะต้นทุน กระดาษรีไซเคิล (RCP) และ ถ่านหิน ที่ปรับสูงขึ้น จะเริ่มกดดันอัตรากำไรของทั้งธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจเยื่อกระดาษ
Fundamental view: แม้แนวโน้มกำไรระยะสั้นยังแข็งแกร่ง แต่ในเชิงพื้นฐาน เรามองว่าราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว โดยหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2026 ราว 23 เท่า และ PER ปี 2027 ราว 21.5 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ แม้รวมกรณีมี Upside ต่อประมาณการกำไรราว 5% แล้ว Valuation ยังอยู่ในระดับตึงตัว จึงแนะนำล็อคกำไร (ปรับคำแนะนำลงเป็นขาย) เชื่อว่าปัจจัยบวกดังกล่าวข้างต้นสะท้อนในราคาหุ้นไปมากแล้ว
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน