Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

46

 


แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ ประเด็นสำคัญจากรายงาน Cross Asset เดือนกรกฎาคม Part 2

ทองคำ: ดอกเบี้ยสูงกดดันทองคำ แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางยังคงแข็งแกร่ง

ในเดือนมิถุนายนราคาทองคำเผชิญแรงขายรุนแรง ปรับตัวลงราว 12% จากเดือนก่อนหน้า กดดันจากการเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อนโยบายการเงินสหรัฐฯ ทั้งนี้ราคาลงมาทดสอบระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 และหากนับจากจุดสูงสุดของปี ราคาลดลงมากกว่า 20% ถือว่าเข้าสู่ภาวะ Bear Market ตามนิยามทางเทคนิค

แรงกดดันระยะสั้นยังคงมาจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะเริ่มคลี่คลายหลังการลงนาม MOU ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ราคาทองคำยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ เนื่องจากตลาดให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ มากกว่า ทั้งนี้การประชุม FOMC ล่าสุดสะท้อนมุมมอง Higher for Longer ผ่านการปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ ขณะที่เศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อการคงดอกเบี้ยสูง ผลักดันทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้น ซึ่งยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อราคาทองคำ

ปัจจัยทางเทคนิคและกระแสเงินลงทุนยังไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของทองคำในระยะอันใกล้ การที่ราคาหลุดแนวรับของกราฟรูปแบบ Descending Triangle พร้อมกับการหลุดเส้นค่าเฉลี่ย EMA 200 วัน ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้ยืนยันแนวโน้มขาลงในเชิงเทคนิค ขณะที่แรงขายจากกองทุน Gold ETF กลับเร่งตัวขึ้น โดยปริมาณการถือครองลดลง 53 ตันในเดือนมิถุนายน เทียบกับเพียง 11 ตันในเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่านักลงทุนยังลดน้ำหนักการถือครองทองคำเพื่อรับมือกับภาวะดอกเบี้ยสูง อย่างไรก็ตาม การปรับฐานของราคาทองคำเริ่มดึงดูดแรงซื้อระยะยาวกลับเข้ามา โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งนำเข้าทองคำสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี และยังได้รับแรงหนุนจากความนิยมของผลิตภัณฑ์ออมทองคำ ซึ่งจะช่วยจำกัด Downside ของราคาทองคำได้ในระดับหนึ่ง

แม้ระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดัน แต่ปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาวยังคงสนับสนุนทองคำอย่างแข็งแกร่ง โดยในเดือนพฤษภาคม ธนาคารกลางจีน (PBoC) เข้าซื้อทองคำสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 อีกทั้งปริมาณการซื้อเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ราคาปรับฐานในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ PBoC ที่จะใช้จังหวะการอ่อนตัวของราคาในการทยอยสะสมทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ ขณะที่ผลสำรวจธนาคารกลางทั่วโลกพบว่า 45% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีแผนเพิ่มการถือครองทองคำของตนเอง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนแนวโน้มการกระจายทุนสำรองและการใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังดำเนินต่อไป

กล่าวโดยสรุป ในระยะอันใกล้ราคาทองคำจะยังเผชิญแรงกดดันจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจคงนโยบายการเงินเข้มงวดนานกว่าที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม หากแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงจากราคาพลังงานที่ทรงตัว จะเปิดทางให้แรงกดดันด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ลดลง ซึ่งอาจช่วยให้กระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ Gold ETF ได้อีกครั้ง ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อแนวโน้มราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว

 

สรุปภาพตลาดวานนี้ SET โหม่ง 1600 แล้วย่อมาเสมอตัวแถว 1588 ได้ไปต่อ หุ้นส่วนใหญ่บวก-ลบ ไม่ได้เหวี่ยงมาก ยกเว้นกลุ่มปรับฐานหลังขึ้นแรงกกว่าปกติจาก SET50 Rebalance อย่าง MRDIYT TFG ขณะที่หุ้นกลาง-เล็กด้านบวก พบที่โดดเด่น เช่น MAGURO DITTO TEAMG INSET เป็นต้น


แนวโน้มตลาดวันนี้ Bottom up
กลยุทธ์คงคาดตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ (รอบนี้) ไม่ง่ายที่จะบวกได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ดูๆไปแล้วไม่น่าจะเหลือประเด็นอะไรใหม่ที่น่าห่วง ว่าจะฉุดตลาดหุ้นไทย แต่สุดท้ายหุ้นไทยก็ยังแกว่งในกรอบแคบ แถมหุ้นที่เคยเล่นดีมูลค่าตลาดสูงตัวใหญ่ กลับไม่ทำงาน ไม่หนุนตลาดเหมือนอย่างเคย
โดยประเด็นที่ตลาดต่างให้ความสำคัญในสัปดาห์นี้ ดูจะคลี่คลาย เช่น การเดินหน้าประชุมหาแนวทางสันติระหว่าง สหรัฐฯ-อิเหร่าน, ถ้อยแถลงประธาน ธ.กลางสหรัฐฯ และ ยุโรป เมื่อวานนี้ ผ่านไปโดยไม่ได้มีประเด็นใหม่ (ตลาดยังคงมุมมองว่าทั้ง 2 ธ.กลาง ขยับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ เหมือนเดิม)
ท่ามกลางภาวะการลงทุนแบบนี้ กลยุทธ์คงคาดว่าพฤติกรรมนักลงทุนต่างชาติ มีแนวโน้มจะกลับมาเข้าหุ้นไทย แต่อาจจะแตกต่างจาก รอบเมื่อต้นปี (ม.ค.-ก.พ.) ที่เข้าไล่ราคาหุ้น DELTA GULF กลุ่มธนาคาร และกลุ่ม ICT โดยปล่อยให้หุ้นที่อยู่ข้างล่างนอนกลายเป็น “หุ้นผัก” เช่น หุ้นกลุ่มเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายในประเทศ
เราคาดว่าแรงซื้อสุทธิมีแนวโน้มจะกลับเข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทย เพียงแต่แรงซื้ออาจไม่ได้ไล่ซื้อหุ้น บน แต่คาดว่าจะ เล่นหุ้นล่าง แทน
เราจึงแนะนำเก็บหุ้นตามแนวคิดเดิมที่เรามองไปข้างหน้าแล้ว เห็นว่า
(1) งบที่จะประกาศรอบนี้และมองไปถึงครึ่งหลังปีนี้มีแนวโน้มจะกลับมาดีขึ้น
(2) ราคาหุ้นไม่ได้ใส่ความคาดหวังเอาไว้สูงพิจารณาจาก Valuation, รูปแบบราคาที่อยู่ล่าง พร้อมสัญญาณซื้อทางเทคนิค
(3) การอ่านทาง Sectors rotation
(4) ธีมการลงทุนที่คอยสนับสนุนโมเมนตั้มราคาหุ้น ในแต่ละช่วงเวลา
เรายังคงเน้นเล่นหุ้นตามชุดหุ้นในพอร์ต SET100 Smart tactical ต่อไป ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นโดยรวมที่อาจจะมีความผันผวนสูงขึ้นตามหุ้นที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกช่วงนี้


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร

วิเคราะห์ทางเทคนิค
ภาพรวม: ระหว่างวันดัชนีพยายามขึ้นทดสอบแนวต้านจิตวิทยา 1,600 ก่อนจะมีแรงขายทำกำไรออกมา แสดงให้เห็นว่าโซนนี้ยังคงสำคัญ
Healthy Correction: การแกว่งตัวในกรอบ 1,580 – 1,600 สะท้อนถึงภาวะ Healthy Correction ปรับฐานย่อยบนโครงสร้างขาขึ้น
Completed Wave 5: จบคลื่น 5 และกำลังอยู่ในคลื่น Corrective Wave (A-B-C) หรือ คลื่นรีบาวด์ B
Indicators: วอลลุ่ม 6.4 หมื่นล้านบาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง รองรับการหมุนเวียนกลุ่มเล่น (Sector Rotation) ได้ดี
แนวรับ: 1,560-1,570 (EMA 10 &25) ถ้าหลุดตรงนี้มีแนวโน้มจบรอบรีบาวด์
ด่านสำคัญ: 1,600 – 1,609 แนวต้านจิตวิทยาและจุดทดสอบ High เดิมของวัน
Note: จุดเปลี่ยนเทรนท์หลุด 1,550 จะทำให้โครงสร้างระยะสั้นเสียทรง!
กลยุทธ์: Sector Rotation ปัจจุบันเม็ดเงินในตลาดมีการกระจายตัวอย่างชัดเจน โดยโฟกัสหลักอยู่ที่กลุ่มแบงค์ที่มีวอลลุ่มหนาแน่นติดอันดับ Top 5 และกลุ่มสื่อสาร ที่เริ่มงัดกลับจากแนวรับ ขณะที่หุ้นโตอย่าง IVL เริ่มแสดงสัญญาณฟื้นตัว ทำให้ภาพรวมดัชนีไม่หลุดลึกเพราะมีกลุ่มใหญ่คอยพยุงสลับกัน




What to watch
ครม. ไฟเขียวต่ออายุลดค่าโอน-จดจำนองอสังหาฯ เหลือ 0.01% ยาวถึงมิ.ย. 70 คาดดัน GDP เพิ่ม 1.06%
สหรัฐปลดล็อก อนุญาตให้อิหร่านสามารถจำหน่ายน้ำมันได้แล้ว นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐอนุญาตให้อิหร่านสามารถจำหน่ายน้ำมันเป็นการชั่วคราวในวันนี้ หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่จัดขึ้นที่สวิตเซอร์แลนด์ได้เสร็จสิ้นลงในวันนี้
สหรัฐฯ ขยายมาตรการคุมเทคโนโลยีจีน ห้ามนำเข้าอุปกรณ์เพิ่ม เริ่มมีผลต้นก.ค. โดยครอบคลุมอุปกรณ์รุ่นเก่าด้วย ถือเป็นมาตรการล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มความเข้มงวดต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในจีน มาตรการดังกล่าวต่อยอดจากคำสั่งที่ประกาศใช้ในปี 2565 ซึ่งห้ามนำเข้าอุปกรณ์โทรคมนาคมและอุปกรณ์เฝ้าระวังด้วยวิดีโอรุ่นใหม่ของบริษัทหัวเว่ย (Huawei), แซดทีอี (ZTE), ไฮเทรา (Hytera), ฮิกวิชัน (Hikvision) และต้าหัว (Dahua) โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
"ทรัมป์" ขู่เก็บภาษี 100% ต่อประเทศที่เรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัลกับบริษัทสหรัฐ (META, Alphabet, Amazon) ประเทศที่จะเรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax) ต่อบริษัทของสหรัฐ จะต้องเผชิญกับการถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 100% 'หลายประเทศในยุโรปกำลังหารือกันเกี่ยวกับการเตรียมบังคับใช้ภาษีบริการดิจิทัลต่อบริษัทของสหรัฐ และบางประเทศก็ใกล้ที่จะดำเนินการดังกล่าวแล้ว'


หุ้นแนะนำวันนี้
CBG แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังมีโอกาสเห็นกำไรที่ดีกว่าคาดจาก มาตรการ ไทยช่วยไทย ด้านกำไรไตรมาส 2/26 ตลาดคาดเติบโตติดลบ y-y แต่เทียบรายไตรมาสจะเห็นการขยายตัว ส่งสัญญาณงบผ่านจุดต่ำสุด
แนวรับ 44 ต้าน 50 Stop loss 40

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Wealth Insight
คลื่น AI จะพาส่งออกไทยไปได้ไกลแค่ไหน?
AI Tech Upcycle กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการส่งออกไทยโดยผลักดันให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นเครื่องยนต์หลักของภาคส่งออก สะท้อนจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงปี 2022-2025 ที่ขยายตัวเฉลี่ยราว 17.5% ต่อปี สูงกว่าการส่งออกไทยโดยรวมที่ขยายตัว 5.7% ต่อปี ส่งผลให้สัดส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับ AI มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 24.1% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2026 จาก 13.6% ในปี 2015
การลงทุนด้าน AI และ Data Center ของโลกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุปสงค์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ส่งผลให้ผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานได้รับประโยชน์พร้อมกัน รวมถึงไทยซึ่งได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อันดับ 10 ของโลก โดยสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากไต้หวัน จีน และสหรัฐฯ
หากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI รวมถึง Data Center ของโลกยังดำเนินต่อไป และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภาคการส่งออกไทยมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสภาวะการณ์ที่เกิดความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะทำหน้าที่เป็นกันชนช่วยพยุงการเติบโตของภาคส่งออกไทยในระยะข้างหน้า ทำให้เราคาดว่าภาคการส่งออกสินค้าไทยโดยรวมในปี 2026 จะยังสามารถขยายตัวได้ที่ราว 11.8% YoY (กรณีฐาน)
ความท้าทายของไทยในระยะข้างหน้า คือ การเปลี่ยน AI Tech Upcycle ให้เป็นการเติบโตเชิงโครงสร้างในระยะยาว ผ่านการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่สินค้าและเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การเพิ่มสัดส่วน Local content และพัฒนา AI ecosystem รวมถึงการต่อยอดจากการลงทุนใน Data Center ในประเทศ เพื่อดึงดูด FDI ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และเพิ่มบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก พร้อมการกระจายตลาดส่งออก เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ

 

 


Tourism Sector
ได้เวลาของกลุ่มท่องเที่ยว
วันนี้เราปรับเพิ่มน้ำหนักกลุ่มท่องเที่ยวเป็น “มากกว่าตลาด” (จาก “เท่ากับตลาด”) โดยหลักๆ เราเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นของนักท่องเที่ยว และปรับประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2026 ขึ้นเป็น 31.9 ล้านคน (จากเดิม 30.4 ล้านคน) เนื่องจากผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่ำกว่าคาด และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวระยะใกล้แข็งแกร่งกว่าประเมิน ส่งผลให้มองแนวโน้มการท่องเที่ยวช่วงครึ่งหลังของปีดีขึ้น จากการกลับมาของเที่ยวบิน การจัดงาน MICE และอีเวนต์สำคัญ ขณะที่ปี 2027 คาดนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 34 ล้านคน (+6.6% YoY) โดยเรายังเลือก AOT เป็น Top Pick จากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้นหลังปรับ PSC ขณะที่ AWC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มโรงแรมจากแนวโน้มผลประกอบการที่ฟื้นตัวและเริ่มเข้าสู่ช่วงสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่ผ่านมา
AOT ยังคงเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดยมองว่าการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสาร (PSC) ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2569 เปลี่ยนประเด็นการลงทุนจากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว มาเป็นการเติบโตของกระแสเงินสด รองรับการลงทุนขยายสนามบินในระยะยาวได้มากขึ้น โดยคาดกระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะเพิ่มจาก 2.69 หมื่นล้านบาท ในปี FY26 เป็น 5.33 หมื่นล้านบาท ในปี FY30 พร้อมรักษา Free Cash Flow เป็นบวกแม้มีแผนลงทุนขยายสนามบินหลักหลายแห่ง (ย้อนอ่านรายละเอียดในรายงาน 16 และ 29 มิ.ย.)
ทั้งนี้ วันนี้ขอเรียนเชิญนักลงทุนเข้าร่วมงาน Virtual Conference ที่เราจัดเพื่อพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของ AOT ในเวลา 13.30-14.30 น.
ด้าน AWC มองว่ากำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลตอบแทน หลังการขยายโรงแรมเริ่มชะลอลง ขณะที่ปัจจัยหนุนในช่วง 2H26 มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งการประชุม IMF และ World Bank ในเดือน ต.ค. และงาน Tomorrowland Pattaya ในเดือน ธ.ค. ซึ่งคาดจะหนุน RevPAR ของโรงแรมใน 4Q26 เติบโต 15% YoY พร้อมช่วยให้ผลประกอบการมีความต่อเนื่องมากขึ้น (ย้อนอ่านรายละเอียดในรายงาน 16 มิ.ย.)

CBG (Idea)
คาราบาวกรุ๊ป
แรงกดดันจากตลาดต่างประเทศผ่านไปแล้ว
เราปรับมุมมองกลุ่มเครื่องดื่มเป็น “มากกว่าตลาด” (จาก “เท่ากับตลาด”) พร้อมคงคำแนะนำ ซื้อ CBG และปรับราคาเป้าหมายเป็น 56 บาท (Roll over จากสิ้นปี 2026 ที่ 49 บาท มาเป็นสิ้นปี 2027) และปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2027-28 อีก 3-5% โดยมองว่าตลาดรับรู้ผลกระทบจากกัมพูชาไปมากแล้ว ขณะที่ธุรกิจในประเทศยังเติบโตแข็งแกร่ง และรายได้ต่างประเทศมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุด เปิดโอกาสให้กำไรกลับมาเติบโตและเกิดการ Re-rating
1) ผลกระทบจากกัมพูชาสะท้อนไปมากแล้ว โดยตลาดต่างประเทศเริ่มเห็นจุดฟื้นตัว หลังรายได้กัมพูชาลดจาก 3.5 พันล้านบาทในปี 2024 เหลือเพียงรายได้ OEM ราว 500 ล้านบาท ทำให้ฐานรายได้ต่างประเทศต่ำลงมากแล้ว ขณะที่เมียนมาจะเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ คาดรายได้ปี 2026 โต 24% และปี 2027 โตต่ออีก 10% ช่วยหนุนให้รายได้ต่างประเทศทยอยฟื้น แม้ยังไม่กลับไปชดเชยกัมพูชาได้ทั้งหมด
2) ธุรกิจในประเทศยังเป็นตัวหลักขับเคลื่อนกำไร โดยคาดกำไร 2Q26 อยู่ที่ 650 ล้านบาท (-19% YoY แต่ +7% QoQ) แม้ต่างประเทศยังอ่อนตัว แต่ยอดขายในประเทศยังเติบโตแข็งแกร่ง ทั้งธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังและธุรกิจกระจายสินค้า โดยส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังเพิ่มเป็น 27.6% จาก 25.8% ปีก่อน สูงกว่าการเติบโตของตลาดรวม ขณะที่ธุรกิจกระจายสินค้าคาดโตถึง 20% YoY และต้นทุนอะลูมิเนียมที่เริ่มลดลงจะเป็นอีกแรงหนุนต่ออัตรากำไรในช่วง 2H26
3) Valuation ยังน่าสนใจกว่า OSP หากมองการเติบโต แม้ CBG ซื้อขายที่ PER ปี 2027 ราว 16.5 เท่า สูงกว่า OSP ที่ 13.2 เท่า แต่ เรามองว่าพรีเมียมดังกล่าวเหมาะสม เพราะคาดกำไรปี 2027 ของ CBG เติบโต 12% เทียบกับ OSP ที่ 6.5% อีกทั้งยังมี Upside หากการฟื้นตัวของเมียนมาดีกว่าคาด
ทั้งนี้ สำหรับ OSP เรายังมองว่าเหมาะกับผู้ที่เน้นลักษณะ Defensive และมีเงินปันผลสูงมากกว่า

 


สรุปประเด็นจาก Quick take

BDMS
กรุงเทพดุสิตเวชการ
N Health เสริมเครือข่าย BDMS อย่างไร
N Health ทำรายได้ปี 2025 ที่ 6,886 ล้านบาท คิดเป็น 5.7% ของรายได้รวม ปี 2026 ตั้งเป้าเติบโต 6.5% YoY จาก robogistic และ OEM lab and supplies แม้มี synergy ระยะยาวกับเครือ BDMS แต่สัดส่วนรายได้ที่ยังต่ำยังไม่มีนัยสำคัญ N Health มีรายได้นอกเครือข่าย BDMS 40% ไม่พึ่งพาความต้องการในเครือเพียงอย่างเดียว ขณะที่คู่แข่งทั่วโลกด้าน rapid lab access ยังจำกัด N Health ตั้งเป้าขยายเป็น 50%
View from fundamental: ไม่กระทบภาพธุรกิจในระยะสั้น ด้วยสัดส่วนรายได้หนุนเครือ BDMS ที่ยังจำกัด ทั้งนี้ด้วย synergy ระยะยาว และคู่แข่งทั่วโลกที่ยังน้อย หากบรรลุเป้าตามแผน มองเป็น upside ของโรงพยาบาลในการขยายส่วนแบ่งการตลาด และบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งกลุ่ม B2B และ B2C

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เขาเด้ง เราเด้ง ตาม By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เมื่อหลายตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้น หุ้นไทย ก็เด้ง แบบเล็ก เล็ก หลังจาก.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้