Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

127


ถ้อยแถลงประธาน FED คนใหม่ จะหมู่หรือจ่า


HORIZON MARKET VIEW
• ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงร่วงลงแรงต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯ – อิหร่านเตรียมลงนามข้อตกลงสันติภาพในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. 69 อย่างไรก็ดียังต้องติดตามความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด หากความตึงเครียดกลับมาสูงขึ้น มักผลักให้ราคาน้ำมันดีดตัว
• ขณะที่ผลพวงสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ที่ยาวนานกว่า 3 เดือน ทำเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงเป็นผลให้ธนาคารกลางต่างๆ เดินหน้านโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งล่าสุด BOJ มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.75% เป็น 1.00% ตามคาด สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995 และส่งสัญญาณว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต ตามพัฒนาการเศรษฐกิจ
• ส่วนคืนนี้เวลา 1.00 น. มีการประชุม FED โดยตลาดคาดคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ทั้งนี้รอดูมุมมองถ้อยแถลงประธาน FED คนใหม่ (KEVIN WARSH) ครั้งแรก พร้อมกับการเปิดเผยรายละเอียด DOT PLOT หลัง BOND YIELD 10Y สหรัฐฯ ขยับขึ้นเป็น 4.44%

 

REGION RADAR
• SPACEX (SPCX US) +19.58% ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น โดยหุ้น SPACEX จะได้แรงหนุนจากการเข้า NASDAQ-100 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม หากได้รับการคัดเลือกเข้าดัชนี จะได้แรงหนุนจากกองทุน PASSIVE และ ETF ที่อ้างอิง NASDAQ-100
• ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันนี้ตลาดคาดว่า BOJ จะมีการขึ้นดอกเบี้ย 25BPS สู่ระดับ 1.00% โดยเรามองว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็น SENTIMENT บวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารญี่ปุ่น แนะนำเก็งกำไร DR: MUFG19

 

THAI FOCUS
• เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณอ่อนแอจากยอดค้าปลีกที่หดตัวและวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งภาคการส่งออก เช่นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ปิโตรเคมี, ผลไม้สด,ยางพารา และภาคการท่องเที่ยวที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก
• กลุ่มหุ้นไทยที่ต้องระวังการลงทุน คือ ท่องเที่ยว โรงแรม โลจิสติกส์(AOT, SJWD, ERW, MINT, CENTEL) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์(DELTA, HANA, KCE) พลังงานและปิโตรเคมี (TOP, PTTGC,PTTEP, IVL) ยางพารา (NER, STA)

 

 


SYNAPSE STRATEGY

• ตลาดหุ้นโลกเตรียมเผชิญสภาพคล่องลด UPSIDE เริ่มจำกัด มีMEYG แคบลง ที่สำคัญหลังสงครามนักลงทุนมักจะอ่อนไหว หรือให้น้ำหนักกับเรื่อง เงินเฟ้อ และการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น สะท้อนได้จากปี2022 มี 5 ใน 9 วันที่ลงแรงที่สุดเกิดจากความกังวลเรื่องนี้
• แต่ไทยยังคงมีความน่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบ เนื่องจาก MEYG สูงกว่า และ BOND YIELD 10Y ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เน้นลงทุนหุ้นVALUE ราคา LAGGARD มีการจ่ายปันผล BDMS, BH, THAI,TTB, BBL


HORIZON MARKET VIEW
คืนนี้ ลุ้นประชุม FED กับประธานคนใหม่
ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงร่วงลงแรงต่อเนื่อง ล่าสุด WTI แตะ 76.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (-12.2%MTD) และBRENT แตะ 79.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (-14.2%MTD) หลังสหรัฐฯ – อิหร่านเตรียมลงนามข้อตกลงสันติภาพในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. 69 อย่างไรก็ดียังต้องติดตามความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด หากความตึงเครียดกลับมาสูงขึ้น มักผลักให้ราคาน้ำมันดีดตัว

ขณะที่ผลพวงสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ที่ยาวนานกว่า 3 เดือน ทำเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูง เป็นผลให้ธนาคารกลางต่างๆ เดินหน้านโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งล่าสุด BOJ มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.75% เป็น 1.00% ตามคาด สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995 และส่งสัญญาณว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต ตามพัฒนาการเศรษฐกิจส่วนคืนนี้เวลา 1.00 น. มีการประชุม FED โดยตลาดคาดคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ทั้งนี้รอดูมุมมองถ้อยแถลงประธาน FED คนใหม่ (KEVIN WARSH) ครั้งแรก พร้อมกับการเปิดเผยรายละเอียด DOT PLOT หลัง BONDYIELD 10Y สหรัฐฯ ขยับขึ้นเป็น 4.44% ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 3.75%

 


REGION RADAR
SPACEX ปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่อง เตรียมเข้า NASDAQ-100
SPACEX (SPCX US) +19.58% ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น โดยหุ้น SPACEX จะได้แรงหนุนจากการเข้า NASDAQ-100 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม หากได้รับการคัดเลือกเข้าดัชนี จะส่งผลให้กองทุน PASSIVE และETF ที่อ้างอิง NASDAQ-100 เช่น QQQ ต้องเข้าซื้อหุ้นตามสัดส่วนดัชนี โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินเม็ดเงินไหลเข้าอยู่ในช่วง ประมาณ $2.7 พันล้าน -$1.0 หมื่นล้าน ปัจจัยดังกล่าว ประกอบกับ FREE FLOAT ของหุ้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียงราว 4% ของหุ้นทั้งหมด ทำให้เกิดภาวะอุปทานจำกัด และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาหุ้นในระยะสั้น แนะนำเก็งกำไรอย่างระมัดระวังสำหรับ SPACEX (SPCX US)


หุ้นกลุ่มธนาคารญี่ปุ่นจะได้แรงหนุนหาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยในวันนี้
การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยตลาดคาดว่า BOJ จะมีการขึ้นดอกเบี้ย 25BPS สู่ระดับ 1.00% ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดของญี่ปุ่นในรอบกว่า 30 ปีเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับสูงและค่าเงินเยนมีการอ่อนค่าต่อเนื่องใกล้ระดับ 106 เยนต่อดอลลาร์โดยเรามองว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นแรงหนุนต่อกลุ่มธนาคารญี่ปุ่น แนะนำเก็งกำไร DR: MUFG19

 

THAI FOCUS
วิกฤตเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และแรงสั่นสะเทือนถึงระบบเศรษฐกิจไทย
ข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดของจีนส่งสัญญาณถึงความอ่อนแอ โดยยอดค้าปลีกของจีนเดือน พ.ค.69 หดตัว 0.6%YOY ลดลงจากเดือนก่อนหน้า +0.2%YOY ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของผู้บริโภคชาวจีนที่ระมัดระวังการใช้จ่าย นอกจากนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจจีนยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต โดยราคาบ้านทั้งมือหนึ่งและมือสองปรับตัวลดลงต่อเนื่อง -0.2%MOM และ -0.26%MOM ตามลำดับ


ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศจีนชะลอตัวลง ความต้องการบริโภคสินค้าและวัตถุดิบจากประเทศไทยจึงหดตัวลงด้วย โดยสัดส่วนการค้ารวม (ส่งออกและนำเข้า) ระหว่างไทยและจีน มีมูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านเหรียญฯต่อปีซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-25% ของ GDP ไทย ขณะที่การส่งออกของไทยไปยังตลาดจีน คิดเป็นสัดส่วนราว12% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ ดังนั้น เมื่ออุปสงค์ในจีนลดลง สินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น ชิ้นส่วนอิเล็คฯ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ผลไม้สด และผลิตภัณฑ์ยาง จึงได้รับผลกระทบ ซึ่งจะไปกดดันอัตราการเติบโตของ GDP ไทยให้ชะลอตัวลง อีกทั้งประเทศไทยยังพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก (ก่อนโควิดนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นกว่า 25% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด) ซึ่งอาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยต่อหัวไม่เติบโตตามเป้าหมายที่ทาง ททท. วางไว้ดังนั้นกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และโลจิสติกส์ (AOT,SJWD, ERW, MINT, CENTEL) กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, HANA, KCE) กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี(TOP, PTTGC, PTTEP, IVL) กลุ่มยางพารา (NER, STA) กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย (AP, SPALI, LH)

SYNAPSE STRATEGY
หลบความผันผวน ซบหุ้น VALUE
หลังสงคราม ตลาดหุ้นโลกเตรียมเผชิญสภาพคล่องลด จากการเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น โดย BOND YIELD 10ปีแต่ละประเทศขึ้นมาแล้ว 20 –50 BPS. เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม


และ UPSIDE ของตลาดหุ้นเริ่มจำกัด จาก MEYG (MARKET EARNING YIELD GAP) ที่แคบลง ตามกลไกมีโอกาสกดดันให้นักลงทุนซื้อขายหุ้นใน P/E ที่ลดลง

 

และหากเทียบเคียงกับหลังสงครามปี 2022 พบว่า นักลงทุนมักจะอ่อนไหว หรือให้น้ำหนัก เรื่อง เงินเฟ้อ และการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น สะท้อนได้จากผลตอบแทนรายวันที่ลงแรงสุดของ S&P500 ในปี 2022 9 วัน มีถึง5 วันที่เกิดจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้น

แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบ เนื่องจาก MEYG สูงกว่า และ BOND YIELD 10Y ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เน้นลงทุนหุ้น VALUE ราคา LAGGARD มีการจ่ายปันผล BDMS, BH, THAI, TTB, BBL,CPALL

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เขาเด้ง เราเด้ง ตาม By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เมื่อหลายตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้น หุ้นไทย ก็เด้ง แบบเล็ก เล็ก หลังจาก.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้