Sentiment Tracker Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มิกซ์ ขณะที่ไทยแข็งแกร่งขึ้น
KEY FINDINGS:
สหรัฐฯ: ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนเผชิญแรงเทขายทำกำไรในกลุ่มเทคโนโลยีตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ จากแรงกดดันของการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ขณะที่ Sentiment Indicator ส่งสัญญาณมิกซ์ โดยดัชนี CNN Fear & Greed อ่อนแอลงจากโซน Greed สู่โซน Neutral คะแนนลดลงจากระดับ 60 จุดสู่ 55 จุด อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจ AAII กลับสะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นในหมู่นักลงทุน โดย Bull-Bear Spread ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
ไทย: ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหลังจากทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,550 จุดได้ ปิดปรับเพิ่มขึ้น 1.6% จากสัปดาห์ก่อนหน้า สอดคล้องกับบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นเช่นกัน โดย BLS Greed & Fear Barometer ยังคงยืนในโซน Greed และมาตรวัดปรับเพิ่มขึ้นจาก 74 จุดสู่ 80 จุด
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นสร้างสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะเผชิญแรงกดดันจากแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ประกอบกับความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดหลังมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลให้ดัชนีอ่อนตัวลงตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์เป็นต้นมา ขณะที่ Sentiment Indicator ส่งสัญญาณมิกซ์ โดยดัชนี CNN Fear & Greed อ่อนแอลงจากโซน Greed สู่โซน Neutral คะแนนลดลงจากระดับ 60 จุดสู่ 55 จุด ฉุดจากองค์ประกอบย่อยด้าน Stock Price Strength ที่ปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish เพิ่มขึ้นจาก 35.6% เป็น 36.3% (แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5%) และสัดส่วนฝั่ง Bearish ลดลงจาก 41.9% เหลือ 37.0% (แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0%) ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าจาก -6.3% เป็น -0.7%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหลังจากทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,550 จุดได้ ปิดปรับเพิ่มขึ้น 1.6% จากสัปดาห์ก่อนหน้า สอดคล้องกับบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นเช่นกัน โดย BLS Greed & Fear Barometer ยังคงยืนในโซน Greed และมาตรวัดปรับเพิ่มขึ้นจาก 74 จุดสู่ 80 จุด องค์ประกอบย่อยที่เป็นตัวหนุนมาตรวัดได้แก่ ดัชนี Momentum Strength ที่ปรับขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง จากระดับ 28 จุดเป็น 35 จุด ความผันผวนของตลาดที่ลดลง และ Market Breadth ที่ขยับขึ้นได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สี่
IMPLICATION:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯยังมีปัจจัยหนุนจาก Market Breadth ที่มีแนวโน้มฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม สัญญาณด้าน Market Momentum เริ่มอ่อนแรงลง หลังปรับตัวลงจากโซน Extreme Greed ขณะที่ Put/Call Ratio เริ่มมีโอกาสกลับตัวเป็นขาขึ้น หลังลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 ที่ 0.58 ภาพดังกล่าวชี้ว่า แม้แนวโน้มหลักของตลาดยังได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างภายในที่ดี แต่การปรับขึ้นในระยะถัดไปอาจเผชิญความผันผวนมากขึ้นจากแรงขายทำกำไร
สำหรับตลาดหุ้นไทย การที่ Market Breadth ยังคงฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึง Market Momentum ยังมีพื้นที่ในการปรับขึ้นได้อีก อีกทั้งความผันผวนของตลาดที่ปรับลดลง จะช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวขึ้นได้ต่อ อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นมีโอกาสเผชิญแรงขายเป็นระยะๆ จากดัชนี Bull-to-Bear จะอยู่ในโซน Upper Bound และ Volume Index ที่ยังคงอยู่ในโซนใกล้ Overbought
สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยเด้งทะลุ 1600 ก่อนย่อลงมา ท้ายตลาด หุ้นบวกสุทธิยังคงเป็น GULF AOT DELTA PTT PTTEP SCB KTB เป็นต้น ขณะที่แรงขายมาจาก ADVANC CPALL TTB SCC TRUE CPN หุ้นขายแรง GLOBAL ส่วนแรงซื้อเข้าแรง เช่น SKY JAS SINGER SGC ROJNA
แนวโน้มตลาดวันนี้ Stock rotations.
ราคาหุ้นไทยรายตัว ในระหว่างวัน เริ่มเห็นอาการ เช้าไม่ขาย บ่ายไม่เหลือ สำหรับนักเล่นสั้นนักเก็งกำไร อาจต้องลดการไล่ราคา ควรเน้นตั้งรับ และวาง Stop loss เผื่อไว้เสมอ
ส่วนภาพรวมตลาด ยังคงเห็นความพยายามดันให้ตลาดหุ้นไทยขึ้นต่อ เราคาดว่าจะใช้หุ้นใหญ่ 10 ตัว บนกระดาน Most active สลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันขึ้น ส่วนการหมุนกลุ่ม Sector Rotation ยังเป็นแกนกลยุทธ์หลักในการหาหุ้นเล่น
เสริมด้วยการมองหาหุ้นหมุนภายในธีมเดียวกัน กลุ่มเดียวกัน แต่ปัจจัยหนุนรายตัวอาจแตกต่างกันไป และเช่นเดียวกับมุมมองเราในย่อหน้าแรก การหมุนหาหุ้นเข้าช่วงนี้ หากผิดทางต้องพร้อมเปลี่ยนตัวเล่น วาง Stop loss เผื่อ ไม่ไหวอย่าฝืน
ปัจจัยเสริมที่ต้องติดตามช่วงนี้ (ระยะสั้น) คือ การปรับขึ้นสูงของราคาหุ้นหลายตัวกำลัง “จ่อ” (และหรือ) ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ “All time high” เช่น GULF CCET KKP ฯลฯ อาจต้องพิสูจน์แรงซื้อว่าจะฝ่า แรงขายทำกำไรระยะสั้นไปได้หรือไม่ ซึ่งดูจะมีลุ้นหากสามารถผ่านไปได้ และน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดหุ้นไทย ในการส่งต่อกำไรจากการเล่นหุ้น “Capital gain” ไปที่กลุ่มถัดไป หรือหุ้นชุดเดิมจะถูกซื้อต่อ ด้วยเหตุผล: ใคร, กองทุนไหน ไม่มีหุ้นชุดนี้ จะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ชนะตลาดได้ และกลายเป็นตัวบังคับให้ เราอาจต้องยอมกลับมาโหลดหุ้นผู้นำที่ชนะตลาด แทนการดักหุ้นล่าง...
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค Top Ranking: จับตาหุ้นบิ๊กแคปชุดนี้จะดัน SET ทะลุ 1,600 จุด! สัญญาณชัดเจนสุดๆ!ตลาดบ้านเรากำลังบ่งชี้ว่า Fund Flow ไหลเข้า อย่างต่อเนื่อง แนะนำให้เกาะหุ้นบิ๊ก แคปชุดนี้เอาไว้แน่นๆ
* GULF: อันดับ 1 ของตารางพุ่งแรงเด่นสุดในกระดาน ล่าสุดปิดที่ 67.25 บ. +4% ดันดัชนีไปเต็มๆ
* AOT: สปอตไลท์ส่องต่อเนื่อง บินฉลุยปิดที่ 58.5 บ. บวกแรง +4%
* BAY: ม้ามืด! +6% (ตลอดระยะเวลา 1 week พุ่งแรงถึง 30%)
* DELTA: ยังคงทำหน้าที่เป็นกำลังหลัก ล่าสุดยืนที่ 356 บ. บวก SET เพิ่ม 1 จุด
ร่วมด้วยช่วยดันทั้งกองทัพพลังงานและแบงก์อย่าง SCB, PTT, PTTEP และ KTB
มุมมอง: รอบนี้รุ่นใหญ่เขาเอาจริง ใครมีของแนะถือ Run Trend ต่อไป ยาวๆ ตราบใด ที่ Flow ยังหนุน แผนระบบไม่หลุดแนวรับสำคัญ... “ไม่หลุด ไม่ขาย” ครับ!
What to watch ครม. ไฟเขียวกรอบงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านลบ. มุ่งขับเคลื่อน 6 ยุทธศาสตร์/ให้ท้องถิ่น 3.9 แสนลบ.
1.วงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน 3,788,000 ล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ 2.8 ล้านล้านบาท- รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038.0403 ล้านบาท - รายจ่ายลงทุน จำนวน 789,171.5383 ล้านบาท- รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 151,520 ล้านบาท
ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลย์และพัฒนาระบบ ประกอบด้วย การบริหารจัดการภาครัฐและรายการดำเนินการภาครัฐ
ไทยช่วยไทยพลัส ลงทะเบียนทะลุ 26 ล้านราย ส่ง"นกกระซิบ"สิงแอปถุงเงินต่อยอดธุรกิจ สำหรับร้านค้าใหม่ยังสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และเริ่มรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
ก.คลังเตรียมเปิดใช้งาน AI "นกกระซิบ" ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" เพื่อเพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล (Upskill) ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารสต๊อกสินค้า และประเมินสุขภาพทางการเงิน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ถือเป็น "พลัส" ที่รัฐบาลเพิ่มเข้ามา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ครม. รับทราบหลักการโอนสิทธิ์บริหารจัดการรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รฟม. เพื่อให้การออกนโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถจัดเก็บค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ไม่ซ้ำซ้อน การทำอัตราค่าโดยสารใหม่ ตลอดสายเริ่มต้นจาก 17 บาท ไม่เกิน 45 บาท ทุกแพลตฟอร์มรวมกันสามารถดำเนินการได้ทันเป็นของขวัญให้ประชาชนในปี 2570 แน่นอน
คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เสนอให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 10% - 12.5% สำหรับสินค้าที่นำเข้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก หลังจากพบว่าประเทศเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อควบคุมการค้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ (forced labor) ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผล และเป็นข้อจำกัดต่อการค้าของสหรัฐฯ
USTR ระบุว่า ทางหน่วยงานได้ตัดสินใจที่จะเรียกเก็บภาษี 10% ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนการใช้แรงงานบังคับ จากสินค้าที่นำเข้าจากประเทศแคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา มาเลเซีย ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร ส่วนอีก 45 ประเทศที่เหลือซึ่งถูกสอบสวนในครั้งนี้ จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5%
การสอบสวนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบว่า รัฐบาลต่างประเทศได้ดำเนินมาตรการอย่างเพียงพอหรือไม่ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ รวมทั้งประเมินว่าการไม่สามารถขจัดแนวปฏิบัติดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างไรต่อแรงงานและภาคธุรกิจของสหรัฐฯ
หุ้นแนะนำวันนี้
SCGP ดักทิศทาง Flow Rotation เข้ากลุ่มเชื่อมโยงการบริโภคในประเทศ
แนวรับ 24.5 ต้าน 26/27 Stop loss 23
Tactical port ถอด GLOBAL เพิ่ม SCGP
รายงานพื้นฐานวันนี้
Retails Sector
กำไรจะโตจากมาร์จิ้น มากกว่ายอดขาย
แม้ยอดขายสาขาเดิม (SSS) ของกลุ่มค้าปลีกจะเริ่มชะลอลงหลังแรงซื้อสะสมสินค้าในช่วง มี.ค.-เม.ย. ผ่านไป โดย SSS เดือน พ.ค. ทรงตัว YoY จาก +1% ในเดือน เม.ย. อย่างไรก็ตาม ภาพรวมผลประกอบการ 2Q26 ยังมีแนวโน้มเติบโตได้จากการขยายตัวของอัตรากำไรและการควบคุมค่าใช้จ่ายมากกว่าการเติบโตของยอดขาย
ในเดือน พ.ค. กลุ่ม Lifestyle Retail กลับมาโดดเด่นที่สุด โดย MOSHI มี SSSG 6-7% จากสินค้า Back-to-School ที่ได้รับการตอบรับดี ขณะที่ CRC เร่งตัวขึ้นเป็น 2.5% จากธุรกิจ Food และ Fashion ส่วน HD&C อ่อนแอที่สุด โดย GLOBAL มี SSS ติดลบ 3% หลังแรงซื้อสะสมสินค้าก่อสร้างเริ่มลดลง ด้าน Grocery Retail ยังทรงตัวได้จากปัจจัยบวกเรื่องจำนวนวันหยุดสุดสัปดาห์ที่มากขึ้น
สำหรับเดือน มิ.ย. คาด SSS ของกลุ่มค้าปลีกจะอ่อนตัวลงเป็น -1% ถึง -2% YoY จากผลของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่อาจดึงเม็ดเงินบางส่วนออกจากร้านค้าปลีกทั่วไปไปยังร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยกลุ่ม Grocery Retail มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่ Lifestyle Retail น่าจะได้รับผลกระทบจำกัดจากกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ยังต่อเนื่อง
แม้ยอดขายจะชะลอ แต่ เราคาดกำไรหลักรวมของกลุ่มค้าปลีกใน 2Q26 จะอยู่ที่ 2.02 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% YoY (แต่ลดลง 16% QoQ ตามฤดูกาล) จาก GM ที่ดีขึ้นตามสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูงที่เพิ่มขึ้น และการควบคุม SG&A ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคาด DOHOME และ GLOBAL จะมีการเติบโตของกำไรสูงสุดจากฐานต่ำในปีก่อน ตามด้วย MOSHI ที่ยังได้แรงหนุนจาก SSS ที่แข็งแกร่งและ GM ที่ดีขึ้น และ MRDIYT จากการขยายสาขาใหม่และมาร์จิ้นที่สูงขึ้น ขณะที่ BJC และ CPAXT มีแนวโน้มกำไรลดลง YoY จากยอดขายสาขาเดิมที่อ่อนตัวและต้นทุนขนส่งที่สูงกว่ากลุ่ม
Fundamental view: ยังคงให้น้ำหนักกลุ่มค้าปลีก “มากกว่าตลาด” (OVERWEIGHT) เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายเริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์จากการเน้นการเติบโตของยอดขายเพียงอย่างเดียว ไปสู่การยกระดับความสามารถในการทำกำไรผ่าน Product Mix และการควบคุมต้นทุนมากขึ้น โดยหุ้น Top Picks ยังคงเป็น MRDIYT, CPALL และ MOSHI
HANA
ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส
AI เริ่มเข้ามาใน Story แต่ยังต้องรอพิสูจน์
เรามอง HANA กำลังเข้าสู่รอบฟื้นตัวของธุรกิจเดิม ขณะที่ธุรกิจ AI เริ่มมีภาพที่จับต้องได้มากขึ้น โดยภาพรวมหลายธุรกิจหลักปัจจุบันเริ่มฟื้นตัว ทั้งโรงงาน OSAT ที่อยุธยาซึ่ง Utilization เพิ่มจาก 43% ใน 4Q25 เป็นราว 50% ใน 1Q26 และกลับมามีกำไรอีกครั้ง ธุรกิจ IC ที่ Jiaxing พลิกกลับมามีกำไรหลังปรับโครงสร้าง ขณะที่กัมพูชายังได้ประโยชน์จากการย้ายงานจากจีน อย่างไรก็ตาม PMS ยังขาดทุน และธุรกิจ RFID ที่ Ohio ยังเผชิญแรงกดดันด้านมาร์จิ้น ทำให้ปี 2026 ยังเป็นเรื่องของการฟื้นตัวของธุรกิจเดิมมากกว่าการเติบโตจาก AI โดยคาดกำไรหลัก 2Q26 จะอยู่ที่ 200-250 ล้านบาท และกำไรหลักปี 2026 ที่ 964 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% YoY
ส่วนเรื่อง AI ที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นมาจาก 2 โครงการหลัก ได้แก่ งานผลิต PCBA สำหรับอุปกรณ์ทดสอบ Optical Transceiver ซึ่งผู้บริหารมองว่าภายในปี 2027 อาจมีขนาดใกล้เคียงลูกค้า Top 5 ของบริษัท และธุรกิจ Phononic ซึ่ง HANA เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนระบบระบายความร้อนสำหรับอุปกรณ์ Optical โดยปัจจุบันคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และคาดผ่านการรับรองจากลูกค้าปลายทางภายในเดือน มิ.ย. 2026 หากทั้งสองโครงการเดินตามแผน จะสร้างรายได้รวมราว 60 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 8% ของรายได้รวมในปี 2027
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ขนาดตลาด AI แต่เป็นความสามารถในการสร้างมาร์จิ้น เนื่องจาก HANA อยู่ในห่วงโซ่การผลิตระดับล่างของอุตสาหกรรม AI โดยทำหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนและประกอบสินค้า ไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้าน Optical, Cooling หรือ Test Equipment ทำให้รายได้จาก AI อาจยังมีลักษณะใกล้เคียงธุรกิจ EMS ทั่วไป หากไม่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพมาร์จิ้นได้ การ Re-rate ของ Valuation อาจเกิดขึ้นได้จำกัด
Fundamental view: เราคงคำแนะนำ ถือ และกำหนดราคาเป้าหมาย มิ.ย. 2027 (12 เดือน) ที่ 42 บาท แม้ AI เริ่มเข้ามาเป็น Growth Story ใหม่และอาจเพิ่มกำไรปี 2027 ได้อีก 10-15% จากกรณีฐานเดิม แต่ราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนทั้งการฟื้นตัวของธุรกิจเดิมและความคาดหวังต่อ AI ไปพอสมควรแล้ว โดยซื้อขายที่ PER ปี 2027 ราว 28-29 เท่า ซึ่งสูงกว่าระดับ Re-rate ที่เคยเกิดขึ้นในรอบหลังโควิด ทำให้จากนี้ตลาดจะต้องการเห็นตัวเลขรายได้และกำไรจาก AI ที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าการเล่า Story เพียงอย่างเดียว
Tactical Stock
ปิด Tactical Call หุ้น AOT หลังผลตอบแทนถึงเป้า
หลังจากเราออก Tactical แนะนำซื้อหุ้น AOT เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแล้วราว 6-7% ภายในเวลาเพียง 3 วันทำการ สูงกว่าการปรับขึ้นของ SET ที่ประมาณ 2% ในช่วงเดียวกัน สะท้อนว่าตลาดเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยบวกที่เรานำเสนอไปแล้ว
นอกจากนี้ สภาพคล่องการซื้อขายปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นราว 4 พันล้านบาทต่อวัน จากประมาณ 1.5 พันล้านบาทต่อวันในสัปดาห์ก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้นกว่า 170% สะท้อนการกลับมาของความสนใจจากนักลงทุนทั้งในเชิง Momentum และ Fund Flow
แม้ยังมองบวกต่อปัจจัยพื้นฐานระยะกลางของ AOT แต่หลังราคาหุ้นตอบรับปัจจัยบวกอย่างรวดเร็วในช่วงสั้น ทำให้ Risk/Reward ไม่ได้โดดเด่นเหมือนช่วงเริ่มต้น Tactical Call อีกต่อไป จึงแนะนำปิดสถานะ Tactical Trade และรอจังหวะใหม่ที่มีความน่าสนใจมากกว่า
Tactical Play
Management Guidance: สัญญาณบวกเพิ่มขึ้นจากฝั่งบริษัท
ผลสำรวจ Management Guidance รอบล่าสุดสะท้อนว่าผู้บริหารเริ่มกลับมามั่นใจมากขึ้น หลังผลประกอบการ 1Q26 ของหลายบริษัทออกมาดีกว่าที่กังวลไว้ในช่วงต้นปี โดยดัชนี MGRI เพิ่มเป็น 48 คะแนน จาก 44 คะแนนใน 4Q25 แม้ยังต่ำกว่า 50 คะแนน เนื่องจากหลายบริษัทให้ Guidance ช่วงเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นจังหวะที่ตลาดกังวลสงครามและเศรษฐกิจมากเกินไป ส่งผลให้กว่า 46% ของบริษัทที่ให้มุมมองเชิงลบในขณะนั้น กลับมีผลประกอบการจริงออกมาดีกว่าที่กังวล โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร การเงิน ค้าปลีก ขนส่ง และพลังงาน
มุมมองต่อ 2Q26 และทั้งปี 2026 ปรับดีขึ้นชัดเจน โดยสัดส่วนผู้บริหารที่มองเชิงบวกเพิ่มจาก 40% เป็น 48% สำหรับแนวโน้มไตรมาส และจาก 29% เป็น 39% สำหรับทั้งปี กลุ่มที่มุมมองดีขึ้นมาก ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า ICT อิเล็กทรอนิกส์ และรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังการเร่งลงทุนของภาครัฐ ขณะที่นักวิเคราะห์ยังคงระมัดระวังมากกว่าผู้บริหารอยู่พอสมควร สะท้อนโอกาสเกิด Upside ต่อประมาณการกำไรหากผลประกอบการออกมาตามที่บริษัทคาด
สำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น 2Q26 หุ้นที่มีทั้ง Guidance ดีและความเชื่อมั่นของนักวิเคราะห์สูง เช่น MTC, TIDLOR, KBANK, GLOBAL, DOHOME, MOSHI, OSP, BH และ TRUE ขณะที่หุ้นที่ควรระมัดระวังในระยะสั้นจากแนวโน้มที่ยังไม่แข็งแรง ได้แก่ ITC, TU, BJC และ CPAXT
Tactical view: ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง 2Q-3Q26 ยังเป็นจังหวะที่หุ้น Domestic มีโอกาสกลับมาเด่นกว่าตลาด โดยเฉพาะกลุ่มการเงิน ค้าปลีก โรงพยาบาล และอาหาร จากการฟื้นตัวของกำลังซื้อและมาตรการภาครัฐ หุ้นเด่นที่คัดจากทั้ง Guidance, Timing ของปัจจัยบวก และ Conviction ของนักวิเคราะห์ ได้แก่ MOSHI (ขยายสาขาและ GM ดีขึ้น), BH (ผู้ป่วยต่างชาติฟื้นตัว), MTC (กำไรทำ New High ต่อ), AMATA (ลุ้น Presales 2Q26) และ OSP (ผลบวกจากการปรับประสิทธิภาพธุรกิจเริ่มสะท้อนชัดขึ้น)
สรุปประเด็นจาก Quick take
Bank
ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศหลักเกณฑ์กำหนด ค่าบริการและค่าธรรมเนียมใหม่ 19 รายการ
สำธปท. ปรับลดค่าบริการใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก 2) บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 3) ธุรกรรมการชำระเงิน และ 4) การให้สินเชื่อ SME เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการ SME ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น
View from fundamental: เราประเมินว่าประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยกดดันกลุ่มธนาคารจำกัด เพราะเราประเมินว่ากลุ่มธนาคารจะเน้นเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมในกลุ่มธุรกิจตลาดทุนและบริหารความมั่งคั่งมาชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ โดยเรายังแนะนำ ซื้อ KTB และ BBL
BTS
บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2026/27 เติบโต 13% YoY หนุนโดยรายได้จากธุรกิจ MIX (VGI) และธุรกิจ MOVE (RABBIT & ROCTEC)
View from fundamental: ถึงแม้ว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานยังคงอ่อนแอ แต่ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ใกล้เคียงกับระดับเงินสดต่อหุ้น เราจึงมองว่า downsiderisk ค่อนข้างจำกัด ในกลุ่มขนส่ง เราชอบ AAV และ BEM มากกว่า
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน