Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

24

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯและไทยแข็งแกร่งขึ้น
KEY FINDINGS:

สหรัฐฯ: ดัชนี S&P 500 กลับมาฟื้นตัวและทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง จากความคาดหวังในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และกระแสความเชื่อมั่นใน AI สอดคล้องกับ Sentiment Indicator ที่กลับมาฟื้นตัว โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 58 จุด สู่ 60 จุด และยังอยู่ในโซน Greed

ไทย: ดัชนี SET ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,550 จุด ปิดปรับเพิ่มขึ้น 2.4% จากสัปดาห์ก่อนหน้า สอดคล้องกับบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นเช่นกัน โดย BLS Greed & Fear Barometer ยังคงยืนในโซน Greed และมาตรวัดปรับเพิ่มขึ้นจาก 64 จุดสู่ 74 จุด


US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี S&P 500 กลับมาฟื้นตัวและทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง จากความคาดหวังในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และกระแสความเชื่อมั่นใน AI สอดคล้องกับ Sentiment Indicator ที่กลับมาฟื้นตัว โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 58 จุด สู่ 60 จุด และยังอยู่ในโซน Greed หนุนจาก Market Breadth ที่กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง Put/Call Ratio ที่ปรับลดลงจาก 0.68 จุดสู่ 0.61 สะท้อนว่านักลงทุนลดสถานะการป้องกันความเสี่ยง รวมถึง Market Momentum ที่ยังปรับตัวขึ้นต่อ


ขณะเดียวกันผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนว่ามุมมองเชิงบวกต่อตลาดในช่วง 6 เดือนข้างหน้ากลับมาเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish เพิ่มขึ้นจาก 31.7% เป็น 35.6% (แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5%) และสัดส่วนฝั่ง Bearish ลดลงจาก 43.6% สู่ 41.9% (แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0%) ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าจาก -11.9% เป็น -6.3%

THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,550 จุด ปิดปรับเพิ่มขึ้น 2.4% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ตามการปรับขึ้นของตลาดโลก สอดคล้องกับบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นเช่นกัน โดย BLS Greed & Fear Barometer ยังคงยืนในโซน Greed และมาตรวัดปรับเพิ่มขึ้นจาก 64 จุดสู่ 74 จุด องค์ประกอบย่อยที่เป็นตัวหนุนมาตรวัดได้แก่ ดัชนี Momentum Strength ที่ปรับขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง จากระดับ 19 จุดเป็น 28 จุด ความผันผวนของตลาดที่ลดลง และ Market Breadth ที่ขยับขึ้นได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม


IMPLICATION:
Market Breadth ของตลาดเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวก เราจึงคาดว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯยังมีพื้นที่ในการปรับขึ้นได้ต่อ อย่างไรก็ตามจากการที่ Market Momentum ยังคงอยู่ในโซนร้อนแรงที่ Extreme Greed นอกจากนั้น Put/Call Ratio มีโอกาสกลับมาปรับขึ้นอีกครั้ง หลังจากลงมาสู่ระดับต่ำสุดเดิมที่เคยทำไว้ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ปัจจัยเหล่านี้จึงอาจส่งผลให้ตลาดมีโอกาสพักตัวได้บ้างในระยะสั้น
แม้ว่าดัชนี Bull-to-bear จะอยู่ในโซน Upper Bound อีกทั้ง Volume Index ก็ยังคงอยู่ในโซนใกล้ Overbought แต่การที่ Market Breadth ค่อยๆฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง Market Momentum ยังคงมีพื้นที่ในการปรับขึ้นได้อีก น่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ


สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ย่อแบบไม่ย่อ เพราะตัวกดมีแค่ DELTA เป็นหลัก ที่เหลือผิวๆ แต่ภาพรวมดูจากรายกลุ่ม เหมือนจะเป็นทิศทางบวก เพราะเป็นการขึ้นทั้งกลุ่มธนาคาร การรีบาวด์ของคอมเมิร์ช และไอซีที ขณะที่หุ้นกลางๆ บวกเด่นหลายตัว เช่น EPG STECON INSET DITTO TEAMG STA


แนวโน้มตลาดวันนี้ MSCI ปรับน้ำหนักหุ้นไทยขึ้น วันนี้
ตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดยังแข็งแกร่ง แม้ในระยะสั้นอาจเผชิญแรงขายทำกำไรในหุ้นที่ขึ้นแรงรอบนี้ เช่น ชิ้นส่วนอเล็กทรอนิกส์, นิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ แบบเมื่อวาน แต่สุดท้ายการปรับฐานจากการขายทำกำไรระยะสั้น ยังไม่สามารถบั่นทอนภาพรวมการลงทุน
ซึ่งเราคาดว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการหมุนเงินระหว่าง assets class (ทอง หุ้น พันธบัตร น้ำมัน เงินสด), แถมด้วย Sector rotation จากเม็ดเงินในตลาดหุ้นไทยที่เพิ่มขึ้นจาก Wealth effect ในรอบนี้
โดยการปรับขึ้นต่อของตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ คือ การทะลุผ่าน 1,600 จุด ซึ่งมีโอกาสจะเกิดขึ้นภายในครึ่งแรกของเดือน มิ.ย. ก่อนจะพักเล็กน้อย และปรับขึ้นต่อ รับ Window dressing “โดยเดือน พค.รอบนี้ ไม่เกิด Sell in May นลท.ต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทย >7 พันล้านบาท และผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ค.เดินหน้าบวกต่อ m-m ไม่ได้เป็นไปตามตัวเลขทางสถิติ”
เป็นผลจากแนวโน้มกำไร บจ.ไทยที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติด และราคาหุ้นส่วนใหญ่ยังกองอยู่ข้างล่าง แทบไม่ได้บวกตอบรับงบการเงินที่ดีขึ้น, ขณะที่เศรษฐกิจทยอยฟื้นตัว อิง GDP ดัชนีภาคการผลิต ตัวเลขส่งออก ทั้งในและ ตปท. สวนทางความกังวลภัยสงครามตะวันออกลางที่กำลังคลี่คลาย
ส่วนงบไตรมาส 2 ใกล้หมดเดือน พ.ค. เรายังคงเห็นสัญญาณกำไรที่ดีผ่านตัวเลขเศรษฐกิจ และการอ่านแนวทางรับมือ, แก้ปัญหาข้าวของแพงขาดต้นทุนในการผลิต ผ่านการประชุมนักวิเคราะห์กับ บจ.ตลอดทั้งเดือน พ.ค. และต้องติดตามต่อในเดือน มิ.ย. ซึ่งเราประเมินว่า ไม่ว่าทรงกำไรจะเป็นเช่นไร กลยุทธ์ Sector rotation ยังสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง...


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: ดัชนีขึ้นลักษณะ "หมุนเวียนกลุ่ม (Sector Rotation) ดังนั้น กลยุทธ์ทางเทคนิคจึงต้องเลือกหุ้น จัดพอร์ตสร้างความสมดุลและความยืดหยุ่น เนื่องจาก SET เข้าใกล้เส้นชัย เป้าหมายที่วางไว้
เส้น EMA: ปัจจุบันดัชนียืนเหนือ EMA 10 &25 วัน ได้อย่างมั่นคง ซึ่งแปรสภาพเป็นแนวรับระยะสั้นที่แข็งแกร่ง
MACD: ตัดเส้น signal line + อยู่เหนือเส้นศูนย์ (Zero Line) ยืนยันโมเมนตัมขาขึ้น (Bullish Momentum)
Wave Analysis: ดัชนียังคงอยู่ในคลื่นขาขึ้น “Impulse Wave 5” ซึ่งมักจะเป็นรอบที่เหวี่ยงขึ้นลงแรง!...
แนวรับสำคัญ: โซน EMA 10 & 25 วัน ใช้เป็นแนวรับหลักในการตั้งรับเพื่อสะสมหุ้นเมื่อมีการย่อตัวระหว่างทาง (Healthy Correction)เป้าหมายสำคัญ:ของการขึ้นรอบใหญ่นี้อยู่ที่ 1,580 - 1,600 จุด…. ไม่ไกลเกินเอื้อม!
สรุป: ในสภาวะที่ดัชนีมีตัวช่วยคอยประคองและสลับกลุ่มเล่น ให้เน้นที่ "หุ้นรายตัว" เป็นหลัก ตัวไหน break high แนะ run trend ตัวไหนอยู่โซนล่าง+สตอรี่ให้ใช้เป็นจังหวะทยอยสะสมครับ!




What to watch MSCI Review (ใช้ราคาปิด 29 พ.ค.) ไม่มีการปรับหุ้นใน MSCI Thailand (Standard Index) แต่ปรับใน MSCI Small cap index โดยเพิ่ม MRDIYT TFG และถอด TOA ทั้งนี้ ทั้ง MRDIYT และ TFG อยู่ในกลุ่มที่เราคาดว่ามีโอกาสเข้า SET50 ใหม่ด้วย (BCP MRDIYT TFG THAI และอาจมี ITC ที่ต้องพิจารณาเกณฑ์ Free Float)
สหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานยิงขีปนาวุธและเรือที่ต้องสงสัยว่าพยายามวางทุ่นระเบิด ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีดังกล่าวเป็นการป้องกันตนเอง แม้รัฐบาลสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเดินหน้าเจรจาเพื่อมุ่งยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานาน 3 เดือนก็ตาม
การเปิดตัวของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) อาจต้องเฝ้าระวังการก่อหนี้เพิ่ม ซึ่งมีกรณีประเทศจีน ที่พบว่าผู้กู้บางส่วนเข้าสู่วงจรหนี้ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ฟิลิปปินส์ พบว่าธนาคารดิจิทัล มีสัดส่วน NPLs สูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม
ECB คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเดือนที่แล้วเริ่มมีการหารือเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หลังต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อแตะระดับ 3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB อย่างมาก
"เอกนัฏ" ส่งทีมสุดซอยทลายคลังสมุทรปราการ อายัดไบโอดีเซลปลอมปนกว่า 5.2 ล้านลิตร โยงเครือข่ายอ่างทอง จากการลงพื้นที่ขยายผลตรวจสอบคลังน้ำมัน ทั่วประเทศของชุดปฏิบัติการสุดซอยเมื่อช่วงเดือนเม.ย. 69 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการประกอบกิจการคลังน้ำมันและเก็บตัวอย่างไบโอดีเซล (B100) จำนวน 5 ตัวอย่าง จากถังเก็บน้ำมัน จำนวน 5 ถัง ของบริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งมีปริมาณน้ำมันที่อยู่ในถังขณะจัดเก็บทั้งหมด รวม 5,226,214 ลิตร
พบว่า มีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด เข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามมาตรา 25 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 อีกทั้งมีปริมาณครอบครองตั้งแต่ 200 ลิตรขึ้นไป โดยมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 49 วรรคสอง ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


หุ้นแนะนำวันนี้
MRDIYT MSCI rebalance เพิ่มหุ้น เข้าคำนวณในดัชนี Small Cap และ SET50 เตรียมประกาศนำ MRDIYT เข้าคำนวณ
แนวรับ 9.4 ต้าน 10 Stop loss 8.7

รายงานพื้นฐานวันนี้

Retail Finance Sector
โอกาสสำหรับนักล่าหุ้นก้นบ่อ
ราคาหุ้นกลุ่ม Retail Finance ที่เราศึกษาปรับตัวลงค่อนข้างแรงเฉลี่ยถึง 17% ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สวนทางกับ SET ที่ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทำให้เราไปศึกษาและพบว่าตลาดน่าจะกังวลกลุ่ม Retail Finance อยุ่ 3 เรื่อง ได้แก่
1) การ rollover หุ้นกู้ ซึ่งจากการศึกษาของเราพบว่าผู้ประกอบการในกลุ่ม Retail Finance จะสามารถ roll over หุ้นกู้ได้ เพราะทุกบริษัทมี credit rating ที่ดีในระดับ A- ขึ้นไป และหลายบริษัทก็เคยออกหุ้นกู้ชุดใหญ่สำเร็จมาแล้ว นอกจากนี้ เราประเมินว่า KTC (ปรับเพิ่มการจ่ายอัตราเงินปันผล) และ TIDLOR (เพิ่งประกาศจ่ายเงินปันผลและโครงการซื้อหุ้นคืน) ก็มีการส่งสัญญาณว่ามีความมั่นใจในสภาพคล่องของบริษัท
2) ตลาดอาจกังวลเรื่องแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น แต่นักเศรษฐศาสตร์ของเราประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% จนถึงสิ้นปี 2026 เพราะการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายในประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า โดยเราคาดว่า NIM ของกลุ่ม retail finance เฉลี่ยปีนี้จะขยายตัวได้ 9bps YoY ซึ่งจะเห็น cost of funds ปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ Q2 เป็นต้นไป และ
3) ความกังวลด้านคุณภาพสินทรัพย์ แต่จากการศึกษาของเรา พบว่าแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่ม Retail Finance จะยังดีในปีนี้ เพราะผู้ประกอบการได้เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมา 2 ปีกว่าแล้ว และรัฐบาลก็จะออกโครงการไทยช่วยไทยพลัส มาช่วยลดค่าครองชีพของลูกค้าด้วย
Fundamental view: โดยเรายังคงน้ำหนักการลงทุน มากกว่าตลาด และเลือก TIDLOR และ MTC เป็น top picks ของกลุ่มเพราะมีคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรยังเติบโตได้ดีในปีนี้และ valuation ถูก

 

 

THCOM (Idea)
ไทยคม
ปัจจัยหนุน เริ่มกลับมาเป็นรูปธรรม พาไทยคมกลับสู่วงโคจรหุ้นเด่น
รายงาน THCOM วันนี้ เราปรับเพิ่มกำไรปี 2026 ขึ้น 21% และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 13 บาท (อิง PER 20x) พร้อมเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อเก็งกำไร” โดยภาพรวมของ THCOM เห็นความชัดเจนของพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้น (ก่อนหน้านี้ เราให้รอสัญญาณเหล่านี้)
1) โครงการ USO เฟส 3 กำลังกลับมาประมูล โดย กสทช. กำหนดวันยื่นประมูลชัดเจน ยื่น e-bidding วันที่ 29 มิ.ย. ซึ่งถือเป็น catalyst ที่ตลาดรอมานาน โดยเราคาด THCOM มีโอกาสได้งานราว 2.2–2.5 พันล้านบาท ทั้งกลุ่มงานโครงข่าย (รับรู้ 4Q26-ต้นปี 2027) งานดูแลระบบที่เป็นฐานรายได้ประจำ (กระจายรายได้ 5 ปี)
2) ไทยคม 9 มีแนวโน้มกลับมาปล่อยได้ก่อน 1H27 ซึ่งทำให้สามารถเพิ่ม Capacity ขึ้นได้ ขณะที่ไทยคม 4 ยังได้ต่อสัญญาไปอีก 1 ปี ทำให้ความกังวลต่อรายได้และ margin ที่เดิมตลาดกลัวว่าจะหายไปคลี่คลายลง
3) ดีล Amazon Leo เปิดทางสร้างรายได้มากกว่าที่ตลาดเคยมอง โดย THCOM ไม่ได้เป็นแค่ distributor แต่ยังเป็น partner ด้านก่อสร้างและ launchpad ทำให้ได้ทั้งค่าก่อสร้างและค่าคอมมิชชั่นระยะยาว

 

 

AOT
(Tactical Stock)
ท่าอากาศยานไทย
รันเวย์กลับมาเปิด พร้อมทยานรอบใหม่
ก่อนหน้า เราเคยแนะนำ Tactical “ลดน้ำหนัก” AOT ไปเมื่อ 5 พ.ค. แต่ภาพเริ่มเปลี่ยน หลังผลกระทบตะวันออกกลางสะท้อนในราคาหุ้นไปมากแล้ว ขณะที่ปัจจัยบวกเริ่มชัดขึ้น ทั้งการขึ้นค่า PSC และตัวเลขนักท่องเที่ยวที่กลับมาเร่งตัว ทำให้เราพลิกกลับมาเป็นแนะนำซื้อ ในเชิงกลยุทธ์ (Tactical Buy) อีกครั้ง
สัญญาณท่องเที่ยวล่าสุดดีกว่าที่ตลาดกังวล โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติสัปดาห์ที่ 21 (18–24 พ.ค.) อยู่ที่ 5.2 แสนคน (+12% YoY, +11% WoW) เร่งตัวขึ้นจากสัปดาห์ก่อนที่โตเพียง 1% YoY ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนยังโต +39% YoY และฝั่งตะวันออกกลางเริ่มฟื้น จากเดิมช่วงต้นเดือนติดลบกว่า 32% เหลือติดลบเพียง 8% ในช่วง 1–24 พ.ค. สะท้อนว่าผลกระทบสงครามเริ่มคลี่คลายเร็วกว่าคาด นอกจากนี้ไทยกำลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวช่วง มิ.ย.–ส.ค. ซึ่งเป็น high season ของทั้งนักท่องเที่ยวเอเชียเหนือและตะวันออกกลางที่รวมกันเกิน 30% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด
ปัจจัยบวกที่ชัดที่สุดคือการขึ้น Passenger Service Charge (PSC) ผู้โดยสารต่างประเทศ จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท/คน เริ่ม 20 มิ.ย. 2026 หรือเพิ่มขึ้น 53% ซึ่งถือเป็นการขึ้นครั้งใหญ่สุดในรอบ 10 ปี และเป็นรายได้ที่ margin สูงมาก เพราะแทบไม่มีต้นทุนเพิ่ม ทำให้ AOT เปลี่ยนจาก volume game อย่างเดียว ไปสู่ “volume + pricing” พร้อมกัน
อีกประเด็นที่เริ่มเห็น คือ การเกิด disruption ของการเป็น Hub กลุ่มประเทศอ่าว เพราะปัญหาน่านฟ้าและสงคราม อาจทำให้สายการบินเริ่มกระจายเส้นทางเชื่อมต่อมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) มากขึ้น แม้กรุงเทพฯ ยังไม่สามารถแทนดูไบหรือโดฮาได้ทันที แต่มีโอกาสได้ transit เพิ่มในระยะกลาง โดยสุวรรณภูมิมีทั้ง SAT-1 และแผนขยายสนามบินรองรับอยู่แล้ว
ขณะที่ ระยะกลาง-ยาว THAI ซึ่งมีสัดส่วนผู้โดยสารราว 27% ที่สุวรรณภูมิ ยังเดินหน้าเพิ่มฝูงบินต่อ โดยปีนี้จะเพิ่มเครื่อง 28 ลำ ลด 6 ลำ ทำให้สิ้นปีมี fleet รวม 102 ลำ พร้อมเปิดเส้นทางใหม่ เช่น Amsterdam, Auckland, Xiamen, Chongqing และ Shenzhen ในช่วง 3Q–4Q26 ซึ่งช่วยหนุน traffic และบทบาท hub ของสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้น

 

SAPPE
(Visit Note)
เซ็ปเป้
กำไรเริ่มฟื้น QoQ แต่ยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนสำคัญ
SAPPE รายงานกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 183 ล้านบาท ลดลง 18% YoY และเพิ่ม 51% QoQ จากรายได้ที่เพิ่ม 13% YoY และ 7% QoQ เกิดจากรายได้ตลาดเอเชีย (ไม่รวมไทย) เติบโต 10% YoY ยุโรปฟื้น 50% YoY อเมริกา โต 135% YoY (ขยายช่องทางจำหน่าย) และตะวันออกกลาง โต 8% YoY ขณะที่ไทยหดตัว 11% YoY จากราคาน้ำมะพร้าวในประเทศลดลง (หักปัจจัยนี้ออกจะทรงตัว) ด้าน Utilization rate อยู่ที่ 55% เพิ่มขึ้นทั้ง YoY, QoQ
คาดกำไร 2Q26 ฟื้นตัว QoQ จากยอดขายในประเทศและส่งออกที่ดีขึ้น แม้เริ่มเห็นแรงกดดันจากต้นทุนที่ทยอยปรับขึ้น ขณะที่ผลการดำเนินงาน YoY ยังถูกกดดันต่อเนื่องจากภาวะสงครามและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
Our view: เรามองว่า SAPPE ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าจะเป็นการฟื้นตัวที่โดดเด่น ขณะที่ valuation ไม่ถูก เมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ยังฟื้นตัวได้อย่างจำกัดในระยะสั้น

 

สรุปประเด็นจาก Quick take
CPN
เซ็นทรัลพัฒนา
จับมือ Sun Group ลุยเวียดนาม
CPN ลงนาม MOU กับ Sun Group เพื่อศึกษาโอกาสพัฒนาโครงการศูนย์การค้าและมิกซ์ยูสระดับพรีเ มียมในเวียดนามวางกรอบลงทุนระยะยาวราว Bt66bn ใน 15–20 ปี สะท้อนแผนขยายธุรกิจนอกไทยอย่างจริงจัง โฟกัส 3 เมืองหลัก: ดานัง, โฮจิมินห์ซิตี้ และฟู้โกว๊ก เพื่อพัฒนาแลนด์มาร์กด้าน รีเทล ไลฟ์สไตล์ และท่องเที่ยว
View from fundamental: แม้การจับมือกับ Sun Group จะช่วยลดเวลาในการสร้างแบรนด์และเพิ่มโอกาสเข้าถึงทำเลศักยภาพในเวียดนาม แต่ดีลนี้ยังอยู่ในขั้นศึกษา และน่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 3–5 ปี ก่อนเห็นเม็ดเงินลงทุนจริง รวมถึงผลต่อรายได้และกำไร หากอิงเงินลงทุนเฉลี่ยราว Bt3.85bn/ปี หรือเพียง 10% ของกระแสเงินสดจากการดำเนินงานต่อปี เราคาดว่าจะไม่กระทบฐานะการเงินหรือการจ่ายปันผลของ CPN อย่างมีนัยสำคัญ เรายังไม่รวม upside จากเวียดนามไว้ในประมาณการ และคงคำแนะนำ BUY

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับตัวขึ้น ตามตลาดต่างประเทศ บน นักลงทุน คลายความกังวล เฟด.....

ร้องเพลงรอ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม ขอสวมบทเป็น นักร้องคีย์เดียว ร้องเพลงรอให้กับตลาดหุ้นไทย รอปัจจัยบวก รอเงินนอกไหล เข้ามาในตลาดหุ้นไทย ....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้