Sector note
Food
ภาพรวมอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในช่วง 2Q26–2H26 ยังคงเผชิญแรงกดดัน จากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและต้นทุนการผลิต โดยราคาปศุสัตว์เริ่มอ่อนตัวลงชัดเจนในช่วงเดือน พ.ค.26 หลังความกังวลด้านสงครามกดดัน sentiment การบริโภค ขณะที่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การชะลอตัวของภาคท่องเที่ยว และพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้น ส่งผลให้ demand การบริโภคเนื้อสัตว์ชะลอลง โดยเฉพาะราคาไก่เนื้อปัจจุบันปรับลดลงมาอยู่ที่ 34.5 บาท/กก. เทียบกับราคาเฉลี่ยใน 1Q26 ที่ 40 บาท/กก. อย่างไรก็ตาม ธุรกิจส่งออกไก่แปรรูปเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยยอดส่งออกเดือน เม.ย.26 เพิ่มขึ้น 4% MoM จากแรงหนุนของตลาดญี่ปุ่นและยุโรปเป็นหลัก ขณะที่ราคาสุกรหน้าฟาร์มในประเทศไทยปรับลดลงมาอยู่ที่ 55.5 บาท/กก. จากค่าเฉลี่ย 1Q26 ที่ 63 บาท/กก. สำหรับธุรกิจสุกรในเวียดนาม เราคาดว่าราคาจะทยอยฟื้นตัวจาก supply ที่เริ่มลดลง ส่วนตลาดจีน แม้ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังอยู่ในภาวะขาดทุน แต่คาดว่าราคาสุกรจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้จากมาตรการภาครัฐที่เร่งควบคุมปริมาณ supply ภายในประเทศ
เรามองว่าราคาปศุสัตว์มีโอกาสทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง จากระดับราคาปัจจุบันที่เริ่มต่ำกว่าต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อยอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นทุนการเลี้ยงสุกรของรายย่อยอยู่ราว 70 บาท/กก. เทียบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ประมาณ 56–58 บาท/กก. ขณะที่ต้นทุนไก่อยู่ที่ประมาณ 36–37 บาท/กก. ซึ่งภาวะดังกล่าวจะเร่งให้ supply ในระบบลดลงในระยะถัดไป นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วง 4 เดือน (มิ.ย.–ก.ย.26) คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภคและช่วยหนุน demand การบริโภคเนื้อสัตว์ให้ทยอยฟื้นตัวได้ในช่วง 2H26
ด้านต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เริ่มกลับมาเป็นแรงกดดันสำคัญ หลังจากราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองปรับตัวเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของภัยแล้งและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยราคาข้าวโพดในประเทศปัจจุบันอยู่ที่ 12.75 บาท/กก. เทียบกับค่าเฉลี่ย 1Q26 ที่ 10 บาท/กก. ขณะที่ราคากากถั่วเหลืองอยู่ที่ 16 บาท/กก. เทียบกับค่าเฉลี่ย 1Q26 ที่ 15.5 บาท/กก. อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใหญ่ส่วนใหญ่ยังสามารถบริหารต้นทุนได้ในระดับหนึ่งผ่านการถือสต็อกวัตถุดิบล่วงหน้า การใช้วัตถุดิบทดแทน เช่น ข้าวสาลีและมันสำปะหลัง รวมถึงการนำเข้าวัตถุดิบจากบางประเทศเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน
เราปรับลดมุมมองกลุ่ม Food ลงสู่ระดับ “Neutral” จากปัจจัยกดดันทั้งด้านต้นทุน เศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของอุปสงค์ และปรับลด valuation ของกลุ่มผ่านการ derating PER เพื่อสะท้อนความเสี่ยงต่อประมาณการกำไรที่เพิ่มขึ้น โดยปรับลดคำแนะนำ CPF, BTG และ FM จาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” ขณะที่ยังคงคำแนะนำ “ถือ” สำหรับ TFG และ GFPT เนื่องจากมองว่าการฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะสั้นยังมีข้อจำกัดจากภาวะอุตสาหกรรมที่ยังเปราะบางและการแข่งขันด้านราคาที่ยังคงสูง
ภาพรวมผลประกอบการกลุ่มอาหารใน 1Q26 ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากวัฏจักรราคาสุกรที่อ่อนตัว
โดยกำไรสุทธิรวมของกลุ่มลดลงถึง 35% YoY แม้ว่าต้นทุนอาหารสัตว์ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองจะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนในช่วงต้นปีก็ตาม ปัจจัยกดดันหลักมาจากราคาสุกรไทยที่ลดลง 25% YoY และราคาสุกรจีนที่ลดลงแรงถึง 38% YoY ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนธุรกิจสุกรสูง โดยเฉพาะ CPF และ BTG ที่กำไรอ่อนตัวลงชัดเจน ขณะที่ GFPT ได้รับผลกระทบจากการส่งออกเท้าไก่ไปจีนที่ยังไม่กลับมา รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ลดลงมาก อย่างไรก็ตาม TFG และ FM มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่ากลุ่ม โดย TFG ได้แรงหนุนจากธุรกิจสุกรเวียดนามและธุรกิจค้าปลีกที่ช่วยลดความผันผวนของวัฏจักรสินค้าเกษตร ส่วน FM ได้อานิสงส์จาก Product mix ที่ดีขึ้น โดยสัดส่วนสินค้า CAV เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ Margin ฟื้นตัว QoQ ได้เด่น
ในมุม QoQ ภาพรวมอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวชัดเจน โดยกำไรสุทธิรวมของกลุ่มเพิ่มขึ้นถึง 126% QoQ จากการฟื้นตัวของราคาไก่ในประเทศ (+8% QoQ) และราคาสุกรเวียดนามที่เพิ่มขึ้นแรงถึง 33% QoQ ซึ่งช่วยหนุนผู้ประกอบการที่มี Exposure ต่อเวียดนามอย่าง CPF และ TFG อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ในช่วง 1Q26 เนื่องจากหลายบริษัทมีการล็อกราคาหรือถือสต็อกวัตถุดิบล่วงหน้า ส่งผลให้ Margin ฟื้นตัว QoQ ค่อนข้างดี โดยเฉพาะ TFG ที่ Net margin เพิ่มขึ้นเป็น 12% จาก 6% ใน 4Q25 และ CPF ที่กำไรฟื้นตัวแรงจากฐานต่ำในไตรมาสก่อน แม้ว่าราคาสุกรไทยและจีนยังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม
แนวโน้มภาพรวมอุตสาหกรรมธุรกิจไก่และสุกรช่วง 2Q26 และที่เหลือของปี 2026
แนวโน้มราคาของธุรกิจไก่และสุกร 2Q26F จะเห็นได้ว่าราคาไก่และสุกรเริ่มปรับตัวลดลงในช่วงต้นเดือน พ.ค.26-ปัจจุบัน เนื่องจากปริมาณความต้องการที่ลดลงจากภาพรวมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชะลอตัว ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นกระทบต่อการระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นหลังจากการเกิดสงครามสหรัฐฯและอิหร่าน และการดัมพ์ราคาขายของเนื้อหมูและไก่ของกลุ่ม shop คิดเป็ประมาณ 70% ในตลาด เพื่อระบาย สต๊อกจากปริมาณความต้องการที่ลดลง
ราคาเฉลี่ยเดือนพ.ค.-ปัจจุบันของไก่อยู่ที่ 38.5 บาท/ก.ก (ราคาล่าสุด 25/5/26 อยู่ที่ 34.5 บาท/ก.ก.) เทียบกับเฉลี่ย 1Q26 ที่ 40 บาท/กก.ในขณะที่ราคาสุกรหน้าฟาร์มอยู่ที่ 60.9 บาท/กก. (ราคาล่าสุดอยู่ที่ 55.5 บาท/ก.ก) เทียบเฉลี่ย 1Q26 ที่ 63 บาท/ก.ก.
แนวโน้มครึ่งปีหลังราคาปศุสัตว์จะทยอยฟื้นตัว เราคาดแรงหนุนหลักจะมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจสุกรหลังผู้เลี้ยงรายย่อยเริ่มลดการผลิตจากภาวะขาดทุนต่อเนื่อง ทำให้ Supply เริ่มกลับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น รวมถึงคาดว่าความต้องการในประเทศของไก่และสุกรจะดีขึ้นจากการกระตุ้นของภาครัฐฯ ในช่วง 4 เดือน มิ.ย.-ก.ย.26 สำหรับตลาดส่งออกไก่แปรรูปยังแข็งแรง โดยเฉพาะญี่ปุ่น ยุโรป เริ่มมี Demand เพิ่มขึ้น จากเดือน เม.ย.เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น และสามารถทยอยปรับราคาขายตามต้นทุนได้ นอกจากนี้หลายบริษัทเริ่มพึ่งพาธุรกิจมูลค่าเพิ่ม (Value-added products) และช่องทางค้าปลีกมากขึ้น เช่น CPF, BTG และ TFG ทำให้โครงสร้างกำไรมีเสถียรภาพกว่ารอบวัฏจักรเดิม
โครงการคนละครึ่งในช่วงอดีตที่ผ่านมา เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ดำเนินการมาแล้วรวม 5 ระยะ (เฟส) ตั้งแต่ปี 2020 จนถึงสิ้นปี 2025 โดยเริ่มโครงการจากการช่วยเหลือค่าครองชีพในช่วงโควิด-19 และมีการขยายโครงการต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ จากกราฟจะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลต่อการบริโภคเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ไก่และหมูมีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น เราคาดว่าโครงการไทยช่วยไทยในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย.26 จะส่งผลดีต่อความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อราคาไก่และสุกร
ธุรกิจไก่
ภาพรวมธุรกิจไก่ถือว่าดีกว่าธุรกิจสุกร
โดยทุกบริษัทมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2026 คำสั่งซื้อจากญี่ปุ่น ยุโรป และอังกฤษยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสินค้าไก่แปรรูปและสินค้า Premium เช่น Slow Growth Chicken หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐาน Animal Welfare ซึ่งสามารถสร้าง Margin ได้สูงกว่าสินค้าทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ CPF และ BTG เน้นว่าตลาดญี่ปุ่นยังมี Demand สูงมากจากกลุ่ม CSR (Corporate Social Responsibility) และ Food service ขณะที่ตลาดยุโรปยังสามารถทยอยปรับราคาขายตามต้นทุนค่าขนส่งและพลังงานได้ ส่วน TFG มองว่าความกังวลด้าน Supply ในตลาดโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังสนับสนุนราคาส่งออกไก่ในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้บริษัทเริ่มเห็นออเดอร์ล่วงหน้าไปถึง 3Q26 แล้ว
ความเสี่ยงสำคัญของอุตสาหกรรมไก่ไทยยังคงอยู่ที่ “ตลาดจีน” ซึ่งปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านการตรวจโรงงานและใบอนุญาตส่งออก ทำให้ปัจจุบันมีเพียง 5 แห่ง จากเดิม 22 แห่งในไทยที่ยังส่งออกขาไก่และเครื่องในได้ ก่อนหน้านี้ สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ได้ตรวจพบข้อบกพร่องบางประการในโรงงานไทย เมื่อเดือน ก.ค.25 ส่งผลให้มีการชะลอการนำเข้าสินค้าจากโรงงานไทยจำนวน 17 แห่งเป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม จากข่าว 7 พ.ค.26 กรมปศุสัตว์เผยไทย-จีน เห็นชอบส่งออกเนื้อสัตว์ปีแล้ว อยู่ระหว่างหาช่วงลงนาม เร่งแก้ปัญหา 17 โรงงานที่จีนชะลอนำเข้า
สำหรับ GFPT ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดจากการหยุดส่งออกเท้าไก่ไปจีน ทำให้ปริมาณส่งออกหายไปราว 1,100–1,200 ตันต่อไตรมาส และกระทบกำไรอย่างมีนัยสำคัญ เพราะราคาขายในจีนสูงกว่าตลาดไทยราว 20–30% ขณะที่ BTG และ CPF ได้รับผลกระทบจำกัดกว่า เนื่องจากสามารถเปลี่ยนไปส่งออกตลาดอื่นหรือขายในประเทศได้มากกว่า (BTG ยังส่งไปจีนได้ 1 แห่ง และถูกระงับ 1 แห่งชั่วคราว, CPF ยังส่งได้ 1 แห่ง และถูกระงับ 2 แห่งชั่วคราว)
อีกประเด็นที่เริ่มเห็นชัดคือ “จีนกำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อเป็นคู่แข่ง” เพิ่มการผลิตไก่สดแช่แข็งเพื่อส่งออกมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มการแข่งขันกับไทยและบราซิลในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้า Commodity chicken ในระยะกลางถึงยาว ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องขยับตัวเข้าสู่สินค้ามูลค่าเพิ่ม (Value-added products) มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ CPF, BTG และ TFG พยายามทำผ่านสินค้าแปรรูป ช่องทาง Food service และ Retail ecosystem ของตัวเอง
บทบาทของจีนในตลาดไก่โลกยังคงมีความสำคัญสูง เนื่องจากเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดการค้า โดยในปี 2025 จีนเป็นผู้ส่งออกอันดับ 5 และผู้นำเข้าอันดับ 13 ของโลก ทำให้การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในดุลอุปทานของจีนสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยต่อสมดุลตลาดโลกได้
ในเชิงโครงสร้าง การส่งออกเนื้อไก่ของจีนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตและการเปิดตลาดใหม่ โดยผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 14.6 ล้านตันในปี 2020 เป็น 16.5 ล้านตันในปี 2025 ขณะที่ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 0.39 ล้านตัน เป็น 1.09 ล้านตัน ปลายทางการส่งออกมีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่พึ่งพาญี่ปุ่นและฮ่องกงเป็นหลัก ไปสู่ตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย สหภาพยุโรป และประเทศเกิดใหม่ ส่งผลให้สัดส่วนของญี่ปุ่นและฮ่องกงรวมกันลดลงจาก 79% ในปี 2020 เหลือ 37% ในปี 2025
ในด้านโครงสร้างสินค้า จีนมีแนวโน้มเปลี่ยนไปส่งออกสินค้าในกลุ่มไก่สดตัดชิ้นแช่แข็ง (frozen cuts) มากขึ้น โดยสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 56% ในปี 2025 จาก 23% ในปี 2020 ขณะที่สินค้ากลุ่มไก่แปรรูป/ปรุงแล้ว (prepared/preserved) ลดลงจาก 59% เหลือ 38% การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของจีนในสินค้าไก่ดิบ และการปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับอุปสงค์ที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่และตลาดที่มีความอ่อนไหวด้านราคา
ธุรกิจสุกร
ภาพรวมอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป เราคาดว่าครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกทั้งในไทยและต่างประเทศ ในประเทศไทย ซัพพลายเริ่มลดลงจากการที่เกษตรกรรายย่อยขาดทุนต่อเนื่องและทยอยออกจากระบบ รวมถึงมาตรการภาครัฐที่ขอความร่วมมือหยุดขยายแม่พันธุ์และลดจำนวนลูกหมูในระบบ ขณะเดียวกันการเปิดตลาดส่งออกสุกรไปมาเลเซีย โดยเฉพาะสำหรับ BTG ยังช่วยดูดซับ Supply และเพิ่ม Premium price ได้อีก 2–3 บาทต่อกิโลกรัม
เวียดนามถือเป็นจุดเด่นที่สุด”ของอุตสาหกรรมสุกรในภูมิภาค ตลาดเวียดนามอยู่ในช่วงวัฏจักรขาขึ้นจากผลกระทบโรค ASF ระบาดที่ทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Supply ในตลาดตึงตัวและราคาสุกรอยู่ในระดับสูง ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีระบบ Biosecurity แข็งแรงได้รับประโยชน์โดยตรง โดย TFG กำลังเร่งขยายธุรกิจทั้งสุกร ไก่ และอาหารสัตว์ในประเทศดังกล่าว ส่วน CPF มองว่าเวียดนามเป็นตลาดที่ฟื้นตัวเร็วที่สุดและมีโครงสร้างอุตสาหกรรมแข็งแรงขึ้นหลังการคัดกรองผู้เล่นรายเล็กออกจากระบบ
สำหรับประเทศจีน แม้ธุรกิจสุกรยังอยู่ในภาวะ Oversupply และราคาต่ำกว่าต้นทุน แต่เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น
ในปี 2026 การค้าหมูโลกยังคงได้รับผลกระทบจากโรคระบาดสัตว์ โดยเฉพาะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) หลังจากช่วงปี 2019–2021 ที่จีนต้องนำเข้าสุกรเพิ่มขึ้นมากเพราะ ASF อย่างไรก็ตาม เมื่อการผลิตในประเทศฟื้นตัวจนเกิด over supply และการบริโภคขะลอตัวจากสภาวะเศรษฐกิจ รัฐบาลจีนเข้ามาแทรกแซงอุตสาหกรรมทั้งการลดจำนวนแม่พันธุ์ลงประมาณ 8% และจำกัดน้ำหนักเพื่อควบคุมปริมาณเนื้อในตลาด เราจึงมองว่าราคาสุกรจีนมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงปลายปี 2026 หากมาตรการดังกล่าวเห็นผล อย่างไรก็ตาม เรามองว่ากำไรของธุรกิจสุกรของ CPF ในจีนยังคงถูกกดดัน และยังไม่ใช่ Driver หลักของปีนี้ โดยต้นทุนสุกรในจีนอยู่ที่เฉลี่ย 12-13 หยวน/ก.ก. ในขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่เฉลี่ย 10 หยวน/ก.ก.
ประเด็นสำคัญต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ในช่วงครึ่งหลังปี 2026 ”
แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้าสู่รอบขาขึ้นชัดเจน โดยราคาข้าวโพดในประเทศปรับขึ้นปัจจุบัน 12.75 บาท/กก. เทียบเฉลี่ย 1Q26 ที่ 10 บาท/กก. และกากถั่วเหลืองอยู่ปัจจุบัน 16 บาท/กก. เทียบเฉลี่ย 1Q26 ที่ 15.5 บาท/กก. จากผลกระทบภัยแล้ง สงคราม และ Supply โลกที่ตึงตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แต่ละบริษัทมีระดับความพร้อมในการบริหารต้นทุนต่างกัน บริษัทขนาดใหญ่ เช่น CPF, TFG และ BTG มีข้อได้เปรียบจากการล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า การถือสต็อกระยะยาว และการใช้วัตถุดิบทดแทน เช่น ข้าวสาลี มันสำปะหลัง หรือปลายข้าว ทำให้ต้นทุนใน 2Q26 ยังควบคุมได้ค่อนข้างดี ขณะที่ GFPT ซึ่งถือสต็อกประมาณ 3 เดือน เริ่มส่งสัญญาณว่าต้นทุนที่สูงขึ้นจะเริ่มกระทบชัดเจนตั้งแต่ 3Q26 เป็นต้นไป
ดังนั้น แนวโน้มของอุตสาหกรรมในช่วงที่เหลือของปี 2026 จะขึ้นอยู่กับ “ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน” และ “โครงสร้างธุรกิจที่มี Margin สูง” มากขึ้น บริษัทที่มีธุรกิจ Retail, Food service, สินค้าแปรรูป หรือมีตลาดต่างประเทศที่แข็งแรง จะมีความสามารถรักษา Margin ได้ดีกว่าผู้เล่นที่พึ่งพาสินค้า Commodity เป็นหลัก
จากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของกลุ่มอาหาร ต้นทุนวัตถุดิบส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 65-70% ของต้นทุนรวม โดยเป็นสัดส่วนนข้าวโพดอาหารสัตว์ กากถั่วเหลือง และอื่นๆ (ปลายข้าว, ปลาป่น เป็นต้น) สัดส่วน 50:30:20 โดยราคาวัตถุดิบที่เปลี่ยนแปลทุก 10% และต้นทุนอื่นๆคงที่ การเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวโพดอาหารสัตว์กระทบอัตราทำกำไรขั้นต้น 2.8-3.0%, กากถั่วเหลือง 2.5-2.7% และอื่นๆ 0.2-0.3%
ผลกระทบของสงครามและปัจจัยภายนอกอื่นๆ
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกส่งผลกระทบต่อกลุ่มอาหารในหลายมิติ ทั้งด้านต้นทุน (ค่าระวางเรือและราคาวัตถุดิบ) และด้านรายได้ (อุปสงค์ส่งออก) โดยผลกระทบสุทธิสำหรับแต่ละบริษัทแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจและการบริหารจัดการความเสี่ยงของแต่ละราย ในขณะที่ปัจจัยอื่นๆ จะมาจากประเทศจีนที่ over supply ในกลุ่มไก่ ส่งผลต่อราคาไก่ในจีน และการส่งออกของไทยไปจีนลดลง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากประเทศเวียดนามที่มีราคาขายสุกรดีขึ้นเนื่องจากโรคระบาด ASF ในสุกรลดลง ส่งผลต่อราคาขายที่มีแนวโน้มดีขึ้นจาก supply ที่ลดลง
BTG เป็นบริษัทที่ได้รับผลกระทบสุทธิเชิงบวกมากที่สุดจากสงคราม เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจแบบ Vertically Integrated ช่วยลดความผันผวนของต้นทุนนำเข้า ขณะที่ความตึงเครียดในยุโรปกลับหนุนคำสั่งซื้อส่งออกไก่แปรรูปให้เต็มยาวถึง 3Q26
CPF มีความเสี่ยงสูงกว่าจากธุรกิจจีนที่ราคาสุกรอยู่ในภาวะ Oversupply รุนแรง แต่ธุรกิจไทยและเวียดนามดีขึ้นดีทั้งไก่และสุกร
GFPT ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการที่ต้องหยุดส่งออกไก่สดไปจีนทั้งหมด แต่สามารถชดเชยได้จากตลาด EU/JP ที่แข็งแกร่ง
FM ได้ผลกระทบเชิงบวกจากปริมาณความต้องการไก่แปรรูป (CAV) ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มยุโรป/ญี่ปุ่น
TFG ได้ผลกระทบเชิงบวกจากธุรกิจสุกรในไทยและเวียดนามดีขึ้น
จากแนวโน้มต้นทุนอื่นๆและ packaging ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงาน เราได้มีการวิเคราะห์ความอ่อนไหวจากอัตราทำกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่เปลี่ยนแปลง
Sensitivity Analysis
• BTG: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±10bps กระทบกำไรสุทธิ ±1.7%
• CPF: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±10bps กระทบกำไรสุทธิ ±1.73%
• GFPT: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±10bps กระทบกำไรสุทธิ ±0.74%
• FM: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±10bps กระทบกำไรสุทธิ ±0.83%
• TFG: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±10bps กระทบกำไรสุทธิ ±0.86%
เราปรับลดมุมมองกลุ่ม Food ลงสู่ระดับ Neutral จากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มกดดันต้นทุนพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และกระทบต่อ demand การบริโภคในภาพรวม นอกจากนี้ ความผันผวนของโรคระบาดในสุกรทั้งในประเทศไทย เวียดนาม และจีน ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อ supply สุกรในภูมิภาค ขณะที่แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอาจสร้าง downside risk ต่อประมาณการกำไรของเราในระยะถัดไป
จากแนวโน้มอุตสาหกรรมที่อ่อนตัวลงและความเสี่ยงต่อประมาณการที่เพิ่มขึ้น เราจึงปรับลดระดับ valuation ของกลุ่ม Food ผ่านการ derating PER และปรับคำแนะนำของหุ้นในกลุ่มใหม่ โดยปรับลดคำแนะนำ CPF, BTG และ FM จาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” ขณะที่ยังคงคำแนะนำ “ถือ” สำหรับ TFG และ GFPT โดยกรอบ valuation ของกลุ่มอ้างอิง historical PER ของหุ้นในกลุ่ม Food ได้แก่ CPF, BTG, TFG, GFPT และ FM
CPF : เราให้ PER สำหรับธุรกิจหลักที่ระดับ 6.1x (-1SD) เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากธุรกิจสุกรในจีนที่ยังมีแนวโน้มขาดทุนต่อเนื่อง โดยราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 21.3 บาท อ้างอิงวิธีการประเมินมูลค่าแบบ Sum-of-the-Parts (SOTP)
TFG และ BTG : เราให้ PER ที่ระดับค่าเฉลี่ย 7.4x จากแนวโน้มธุรกิจที่มี diversification ไปสู่กลุ่มธุรกิจที่มี margin สูงขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น
GFPT และ FM : เราให้ PER ที่ระดับ 6.1x (-1SD) เนื่องจาก GFPT ยังมีความเสี่ยงจากการส่งออกไปจีนที่ชะลอตัว ขณะที่ FM ยังมีสัดส่วนธุรกิจไก่สดมากกว่า 50% ของรายได้ ซึ่งทำให้ผลประกอบการมีความผันผวนสูงกว่ากลุ่ม peers
BTG : ภาพรวมธุรกิจปี 2026F
ผู้บริหารยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจในระยะกลาง โดยตั้งเป้ารายได้ปี 2026 เติบโต 7-10% หรือแตะระดับประมาณ 130,000 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ระยะ 3 ปีข้างหน้าที่ 150,000-160,000 ล้านบาท กลยุทธ์หลักคือการยกระดับโครงสร้างกำไรผ่านการเพิ่มสัดส่วนสินค้า High Margin Product จาก 60% เป็น 66% และเพิ่มสัดส่วนช่องทางจำหน่าย High Margin Channel เช่น Modern trade, Food service และร้านค้าของบริษัท จาก 48% เป็น 52% ภายใน 3 ปี นอกจากนี้ยังตั้งเป้าลดต้นทุนผ่านโครงการ Cost Transformation ให้ได้ 1,500 ล้านบาท และลด SG&A ratio ลงเหลือ 9-9.5%
BTG รายงานผลประกอบการ 1Q26 อ่อนตัวลงจากปีก่อนตามทิศทางราคาเนื้อสัตว์ที่ลดลง แม้ว่าปริมาณการขายจะยังเติบโต โดยรายได้รวมลดลง 6.4% YoY ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 1.3 พันล้านบาท คิดเป็น Net profit margin ราว 4%
ด้านการขยายธุรกิจ บริษัทเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องเพื่อรองรับการเติบโต โดยในปีนี้วางงบ CAPEX ไว้ประมาณ 5,300 ล้านบาท สำหรับขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงโรงงาน ล่าสุด BTG เปิดโรงเชือดสุกรแห่งใหม่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำลังการผลิต 600 ตัวต่อวัน ขณะที่โรงงานไก่ที่ลำปางได้ส่งออกเนื้อไก่แปรรูปไปยังยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น นอกจากนี้ BTG ยังเป็นหนึ่งในสามบริษัทไทยที่ได้รับอนุมัติส่งออกสุกรไปมาเลเซีย โดยเริ่มส่งออกตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ผ่านมา และตั้งเป้าปริมาณส่งออกสูงถึง 10,000 ตัว/วันภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งให้ Premium สูงกว่าการขายในประเทศประมาณ 2-3 บาท/ก.ก
ธุรกิจไก่ส่งออกแปรรูปดีขึ้น แนวโน้มธุรกิจใน 2Q26 มีทิศทางดีขึ้นจาก 1Q26 ตามฤดูกาลบริโภคและการเปิดเทอมที่ช่วยกระตุ้น Demand ในประเทศ ขณะที่ตลาดส่งออกไก่ยังอยู่ในระดับแข็งแรง โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นและยุโรป แม้การส่งออกไปจีนยังมีข้อจำกัดจากมาตรการตรวจสอบของทางการจีน ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานไทยเพียง 5 แห่งที่ได้รับอนุญาต และ BTG มีโรงงานลพบุรีเป็นหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อยอดขายรวมของบริษัทค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสัดส่วนยอดขายขาไก่ไปจีนคิดเป็นเพียงประมาณ 2% ของรายได้ธุรกิจไก่ และสามารถเปลี่ยนไปขายตลาดอื่นหรือในประเทศแทนได้
ด้านราคาสุกร ผู้บริหารมองว่าความผันผวนในช่วงต้นปีเกิดจากการเร่งระบายสุกรของเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดและมีระบบ Biosecurity ไม่แข็งแรง ทำให้เกิดภาวะ Oversupply ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์จะทยอยกลับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกไปมาเลเซีย ขณะที่ราคาไก่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวใน 2Q26 จากปัจจัยด้านซัพพลายและความต้องการส่งออกที่ยังแข็งแรง บริษัทจึงยังคงเป้าหมาย GP margin ปีนี้ไว้ที่ 15-17%
การบริหารต้นทุนยังเป็นจุดแข็งสำคัญของ BTG โดยบริษัทมีการทำสัญญาล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้าเกือบทั้งปี หรืออย่างน้อยครอบคลุม 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนอาหารสัตว์ แม้ราคาข้าวโพดในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายฤดูกาล บริษัทได้ปรับสูตรอาหารสัตว์โดยใช้ข้าวสาลีทดแทนเพื่อลดต้นทุน นอกจากนี้ยังบริหารต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ผ่านการเปลี่ยนแหล่งนำเข้าจากจีน และมีการทำ Worst-case scenario รองรับผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นจาก 30-31 บาทต่อลิตร เป็น 40-42 บาทต่อลิตรแล้ว
แนวโน้ม 2Q26F และปี 2026F: Momentum ชัดขึ้นในครึ่งหลังของปี
แนวโน้มผลประกอบการ 2Q26F ค่อนข้างท้าทายจากปริมาณการส่งออกไก่เพิ่มขึ้น แต่ปริมาณการบริโภคในประเทศเราคาดทรงตัว สำหรับราคาไก่เดือน เม.ย. เฉลี่ย 40.5 บาท/ก.ก. ใกล้เคียง 1Q26 และราคาล่าสุด 12 พ.ค. ลดลงอยู่ที่ 38.50 บาท สำหรับ ราคาสุกรเดือน เม.ย. ขึ้นไปแตะระดับเฉลี่ย 67.5 บาท/ก.ก. เพิ่มขึ้นจาก 1Q26 เฉลี่ย 63 บาท/ก.ก. และล่าสุด 12 พ.ค. ลดลงอยู่ที่ 61.50 บาท, บริษัทเริ่มรับรู้รายได้จากการส่งออกเนื้อหมูไปมาเลเซียที่ชัดเจนขึ้น ในภาพรวมปี 2026F เราคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ราว 5.9 พันล้านบาท ลดลงราว 11% YoY ซึ่งเป็นผลจากการ Normalization หลังปี 2025 มากกว่าความอ่อนแอของธุรกิจ โดยรายได้ทั้งปีคาดเติบโตประมาณ 2% YoY จากธุรกิจส่งออกและ Pet Food ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ EBITDA margin ทรงตัวราว 10.6% และยังมี Upside หากต้นทุนวัตถุดิบหรือราคาปศุสัตว์ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด
CPF : ภาพรวมธุรกิจปี 2026F
CPF รายงานผลประกอบการ 1Q26 โดยมียอดขายรวมประมาณ 137,000 ล้านบาท ลดลง 5% YoY ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยน หากไม่รวมผลกระทบดังกล่าวรายได้จะลดลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 4,900 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้น (Gross margin) อยู่ที่ 15.6% ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของบริษัทที่ 15-18% แม้ธุรกิจสุกรในหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน จะยังเผชิญภาวะราคาต่ำและ Oversupply อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษาระดับกำไรได้จากการมีพอร์ตธุรกิจที่หลากหลายและการเติบโตของธุรกิจอาหารมูลค่าเพิ่ม
ธุรกิจสุกร ยังเป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลประกอบการในช่วงต้นปี โดยเฉพาะในจีนที่ราคาสุกรยังต่ำกว่าต้นทุนการผลิตประมาณ 11 หยวนต่อกิโลกรัม จากภาวะ Oversupply อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารมองว่าตลาดจีนเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว หลังรัฐบาลสั่งลดจำนวนแม่พันธุ์รวมแล้วประมาณ 8% และควบคุมน้ำหนักสุกรไม่ให้เกิน 125 กิโลกรัมเพื่อลดปริมาณเนื้อในตลาด ขณะเดียวกันราคาลูกหมูเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของราคาในช่วงครึ่งปีหลัง โดย CPF ตั้งเป้าควบคุมต้นทุนการผลิตให้อยู่ต่ำกว่า 13 หยวนต่อกิโลกรัม เพื่อกลับมาทำกำไรได้เมื่อราคาฟื้นตัว
สำหรับประเทศไทย บริษัทคาดว่าราคาสุกรใน 2H26 จะดีกว่า 1H26 จากการที่รัฐบาลขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายใหญ่ชะลอการขยายแม่พันธุ์ รวมถึงการตัดซัพพลายลูกหมูประมาณ 100,000 ตัวไปทำหมูหัน นอกจากนี้การระบาดของโรคในฟาร์มที่มีระบบ Biosecurity อ่อนแอยังทำให้ผู้เลี้ยงบางส่วนเร่งระบายสุกรในช่วงสั้น ซึ่งแม้จะกดดันราคาในระยะสั้น แต่จะส่งผลให้ซัพพลายตึงตัวมากขึ้นในครึ่งปีหลัง ขณะที่เวียดนามยังเป็นตลาดที่มีแนวโน้มดีที่สุด โดยราคาสุกรฟื้นตัวได้เร็วหลังตรุษจีน และคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงได้เกือบทั้งปี จากการที่ผู้เลี้ยงรายย่อยทยอยออกจากตลาดเพราะกฎสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
ธุรกิจไก่ยังเป็นจุดแข็งสำคัญของ CPF โดยคำสั่งซื้อส่งออกยังหนาแน่นมาก โดยเฉพาะสินค้าไก่แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ตลาดญี่ปุ่นยังมี Demand แข็งแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม KFC ญี่ปุ่นที่มีความต้องการสูงถึง 19,000 ตัน ขณะที่ตลาดยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษและกลุ่มสแกนดิเนเวีย เติบโตดีในสินค้ากลุ่ม Animal Welfare ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าสินค้าปกติราว 30% ทั้งนี้ CPF มองว่ามาตรฐานด้าน Animal Welfare จะเป็นหนึ่งใน Competitive advantage สำคัญของบริษัทในตลาดพรีเมียมระดับโลก
ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น บริษัทคาดว่าราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองในช่วง Q2-Q3 จะปรับตัวสูงขึ้น จากปัจจัยสงครามและภัยแล้ง โดยราคาข้าวโพดอาจขึ้นไปแตะระดับ 12.50 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม CPF มีการบริหารความเสี่ยงค่อนข้างดีผ่านการถือสต็อกวัตถุดิบสำรองสูงถึง 100 วัน รวมถึงการใช้วัตถุดิบทางเลือกและการกระจายแหล่งจัดซื้อ นอกจากนี้บริษัทมีแผนนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ภายใต้โควตา 1:3 หลังทำ MOU กับผู้ประกอบการรายใหญ่ 4 ราย โดยต้นทุนการผลิตข้าวโพดในสหรัฐฯ อยู่เพียงประมาณ 3-4 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ค่าใช้จ่าย SG&A มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากการปรับโครงสร้างองค์กรและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้แทนแรงงานในส่วน Back office มากขึ้น บริษัทระบุชัดว่ากำลังเดินหน้าสู่การเป็น “AI Company” ผ่านการพัฒนา Smart Farm และ Smart Factory เพื่อเพิ่ม Productivity และลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว ขณะเดียวกันยังผสานเรื่อง ESG และความยั่งยืนเข้าไปในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและคู่ค้าระดับโลก
ด้านประเด็นอื่นที่ต้องติดตาม บริษัทระบุว่ายังเฝ้าระวังความเสี่ยงจากโรคระบาดใหม่ในสุกร ซึ่งมีความรุนแรงใกล้เคียง ASF และยังไม่มีวัคซีน ขณะที่ประเทศไทยยังไม่พบการระบาด
แผน IPO ของ CP Vietnam ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นได้ภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ส่วนหุ้น Treasury stock ที่ซื้อคืนประมาณ 1.95% บริษัทมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่เหมาะสมที่จะขายคืนตลาด และอาจเก็บไว้เพื่อพิจารณาใช้ในการบริหาร ROE หรือโครงสร้างทางการเงินในอนาคต
แนวโน้มผลประกอบการ 2Q26 ของ CPF
เราคาดจะอ่อนตัว QoQ จากราคาไก่และสุกรไทย รวมถึงราคาสุกรเวียดนามและจีนที่ยังอ่อนตัวลง สำหรับธุรกิจไก่แปรรูปส่งออกที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง ทั้งตลาดญี่ปุ่น ยุโรป และอังกฤษ โดยเฉพาะสินค้าแปรรูปและกลุ่ม Animal Welfare ที่มีมาร์จิ้นสูง ด้านต้นทุนวัตถุดิบ แม้ราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองเริ่มปรับขึ้นในช่วง Q2-Q3 แต่ CPF ยังบริหารได้ดีผ่านการถือสต็อกวัตถุดิบราว 100 วัน การใช้วัตถุดิบทางเลือก และการกระจายแหล่งจัดซื้อ ทำให้คาดว่า Margin ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และคาด SG&A มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากการใช้เทคโนโลยีและ AI เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
แนวโน้มปี 2026F แต่ยังมีความเสี่ยงผลกระทบสงครามและ Over Supply ในจีนยังคงกดดัน
ผลประกอบการ 1Q26 คิดเป็น 19% ของกำไรทั้งปีที่เราคาด เราคาดกำไรสุทธิปี 2026F ที่ 22,818 ล้านบาท (-9% YoY) บนรายได้ 570,813 ล้านบาท (ทรงตัว YoY) โดยกำไรที่ลดลง YoY สะท้อนการฟื้นตัวของราคาสุกรที่ช้ากว่าคาดในช่วงครึ่งแรก แต่คาดว่าจะเร่งขึ้นในครึ่งหลังของปี จากการที่ภาครัฐจีนเริ่มแทรกแซงด้วยการซื้อหมูเข้าคลังสำรองและควบคุมจำนวนพ่อแม่พันธุ์สุกร ด้านเวียดนาม ASF ระบาดรอบใหม่จะช่วยลดซัพพลาย ซึ่งจะหนุนราคาในระยะถัดไป ส่วนต้นทุนวัตถุดิบ กากถั่วเหลืองและข้าวโพดในประเทศยังทรงตัวต่ำที่ 16.1 บาท/กก. และ 9.9 บาท/กก. ตามลำดับ แม้มีความเสี่ยงขาขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ (1) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่กดดัน Demand ผู้บริโภคทั่วโลกให้ระมัดระวังการใช้จ่าย (2) ธุรกิจสัตว์น้ำที่ยังมีความผันผวน โดยบริษัทได้ปรับโครงสร้าง Downsizing ธุรกิจสัตว์น้ำในไทยและหันมาเน้นตลาดในประเทศ (3) ธุรกิจ Bellisio ในสหรัฐฯ ที่เผชิญกำลังซื้ออ่อนแอ บริษัทปรับทิศทางมาเน้น OEM มากขึ้น และ (4) ค่า Freight ที่ยังสูงกว่าปกติ
TFG : ภาพรวมธุรกิจในปี 2026F
สำหรับแนวโน้มปี 2026 ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7,000-10,000 ล้านบาท โดยแรงหนุนหลักจะมาจากการขยายสาขา retail shops การฟื้นตัวของราคาสุกรในเวียดนาม และการเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่ ขณะที่ CAPEX ปีนี้อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายร้านค้าปลีก การลงทุนในเวียดนาม และโครงการในภาคอีสาน นอกจากนี้บริษัทมีแผนนำธุรกิจรีเทลเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ TFG ยังคงเป็นผู้เล่นอันดับ 3 ของประเทศทั้งในธุรกิจไก่ สุกร และอาหารสัตว์
TFG รายงานผลประกอบการ 1Q26 แข็งแกร่ง แม้ราคาสัตว์ในตลาดอ่อนตัวลง โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 17,588 ล้านบาท ทรงตัว YoY ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) ปรับเพิ่มเป็น 21.8% จาก 21.19% ในปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 2,407 ล้านบาท คิดเป็น Net margin 11.45% สะท้อนบริหารต้นทุนและการปรับโครงสร้างธุรกิจเข้าสู่โมเดลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น
ธุรกิจค้าปลีกยังเป็น Growth driver หลักของปีนี้ โดย ณ สิ้น 1Q26 บริษัทมีสาขารวม 690 สาขา เพิ่มจาก 615 สาขา ณ สิ้นปี 2025 และตั้งเป้าขยายเป็น 850 สาขาภายในสิ้นปีนี้ พร้อมมีโอกาสแตะ 1,000 สาขาในปีหน้า ยอดขายเฉลี่ยต่อสาขาอยู่ที่ประมาณ 142,000 บาทต่อวัน ขณะที่ SSSG ยังเติบโตระดับ Single digit แม้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมใช้จ่ายระมัดระวังมากขึ้นและหันไปซื้อสินค้า Eco brand มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารมองว่าเป็นโอกาสของ House Brand ของบริษัท ซึ่งตั้งเป้ายอดขายเพิ่มจาก 700 ล้านบาทเป็น 2,000 ล้านบาทในปีนี้ นอกจากนี้รายได้จาก Rebate และ Supplier income จะเริ่มเร่งตัวขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มจาก 300 ล้านบาทในปี 2025 เป็นราว 600 ล้านบาทในปี 2026 หรือประมาณ 1.5% ของยอดขายรีเทล
ด้านธุรกิจสุกร บริษัทสามารถรักษาระดับกำไรได้ดีผ่านกลยุทธ์ “Anti-cyclical strategy” โดยในไทยได้เปลี่ยนมาขายสุกรชำแหละ 100% ซึ่งช่วยเพิ่ม Margin ได้อีกประมาณ 5-7 บา/ก.ก. เมื่อเทียบกับการขายหมูเป็น ขณะที่ธุรกิจสุกรในเวียดนามยังเติบโตจากภาวะซัพพลายตึงตัวและปัญหาโรคระบาดในตลาด ผู้บริหารคาดว่าราคาสุกรใน 2H26 จะฟื้นตัวดีขึ้นจากการที่ผู้เลี้ยงรายย่อยทยอยออกจากระบบเพราะขาดทุนต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะช่วยหนุนการบริโภคในประเทศ
เวียดนามยังคงเป็น Flagship Growth ของ TFG โดย 1Q26 มีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท แม้ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ในเวียดนามปีนี้ที่ 11,000-12,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 20,000 ล้านบาทภายใน 3 ปีข้างหน้า แบ่งเป็นรายได้จากสุกร 14,000 ล้านบาท ธุรกิจไก่ 3,000 ล้านบาท และอาหารสัตว์อีก 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทกำลังก่อสร้างโรงงานอาหารสัตว์แห่งใหม่ในเวียดนาม กำลังการผลิต 100,000 ตัน/เดือน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องในเดือน ส.ค.26 โดยจะใช้ภายในประมาณ 60,000 ตัน และจำหน่ายภายนอกอีก 40,000 ตัน ขณะเดียวกันธุรกิจไก่ในเวียดนามจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ช่วง 3Q-4Q26 เป็นต้นไป
ธุรกิจใหม่ บริษัทเดินหน้าสร้าง Ecosystem อาหารครบวงจรผ่าน “Thai Food Rice” และ “Highfood Coffee” โดยโรงสีข้าวจะเน้นผลิตข้าวหอมมะลิจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกของบริษัทเอง คาดเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2027 และตั้งเป้ายอดขายเต็มกำลังที่ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนธุรกิจกาแฟ Highfood Coffee ตั้งเป้าเปิด 50 สาขาในปีนี้ และมีเป้าหมายระยะยาว 400 สาขา โดยใช้พื้นที่หน้าร้านเดิมเพื่อเพิ่มรายได้ต่อจุดขายจากค่าเช่าหลักพันบาทต่อเดือนเป็นยอดขายกาแฟระดับหลักแสนบาทต่อเดือน
ด้านต้นทุน ในไทยมีการใช้วัตถุดิบทดแทน เช่น ข้าวสาลี มันสำปะหลัง และปลายข้าว เพื่อลดผลกระทบจากราคาข้าวโพดในประเทศที่ปรับสูงขึ้นในช่วง 2Q26 ส่งผลให้บริษัทคาดว่าต้นทุนการผลิตใน Q2 จะใกล้เคียงกับ Q1 ขณะที่ธุรกิจส่งออกไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโลจิสติกส์ในทะเลแดงมากนัก เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่รับผิดชอบค่าขนส่งเอง
แนวโน้มผลการดำเนินงาน 2Q26 ของ TFG
เราคาดแนวโน้มผลประกอบการ 2Q26 ของ TFG อ่อนตัว YoY และ QoQ จากราคาไก่ สุกรไทยและเวียดนาม อ่อนตัวลง และข้าวโพดในประเทศเริ่มปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทมีการใช้วัตถุดิบทดแทนและการล็อกราคากากถั่วเหลืองล่วงหน้า ทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมยังใกล้เคียงไตรมาสก่อน ธุรกิจสุกรยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของกำไร โดยเฉพาะธุรกิจในเวียดนามที่ยังมี Margin สูงจากภาวะซัพพลายตึงตัว ขณะที่ในไทยการขายสุกรชำแหละ 100% ช่วยเพิ่มกำไรอีก 5-7 บาทต่อกิโลกรัม ด้านธุรกิจไก่ยังได้รับแรงหนุนจากตลาดส่งออกที่แข็งแรงและมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าไปถึง 3Q26 ส่วนธุรกิจค้าปลีก Thai Foods Fresh Market ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากการเร่งขยายสาขาและรายได้ Rebate income ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุน Margin ของธุรกิจรีเทลเพิ่มเติม โดยรวมบริษัทมีแนวโน้มรักษาระดับกำไรสูงได้ต่อเนื่อง แม้จะเข้าสู่ช่วงต้นทุนข้าวโพดสูงสุดของปีในประเทศไทยก็ตาม
แนวโน้มปี 2026F เติบโตจากค้าปลีกและเวียดนามเป็นหลัก
สำหรับทั้งปี 2026F คาดว่ากำไรสุทธิจะอ่อนตัวเล็กน้อย YoY จากการลดลงของอัตรากำไรเชิงโครงสร้าง เนื่องจากสัดส่วนค้าปลีกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจสุกรเวียดนามยังเป็นแรงหนุนสำคัญ จากราคาสุกรที่ฟื้นตัวตามอุปทานที่ตึงตัวหลังปัญหา ASF ในปีก่อน อย่างไรก็ดี การล็อกราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ข้าวโพดและกากถั่วเหลือง ล่วงหน้าเกือบทั้งปี ช่วยจำกัด downside ต่อ margin และสนับสนุนเสถียรภาพผลประกอบการในระยะกลาง
GFPT : แนวโน้มภาพรวมธุรกิจปี 2026F
ผู้บริหารยังคงเป้าหมายการเติบโตทั้งปีไว้ที่ 2-3% แต่ยอมรับว่าปัจจุบันมี Downside risk มากกว่าปัจจัยบวก จากความไม่แน่นอนของตลาดจีน ต้นทุนวัตถุดิบที่เป็นขาขึ้น และราคาสินค้าในประเทศที่ยังผันผวน อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่ารายได้และปริมาณส่งออกจะทยอยฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2-3
GFPT รายงานผลประกอบการ 1Q26 อ่อนตัวลง โดยมีรายได้รวม 4,268 ล้านบาท ลดลง 8.2% YoY และกำไรสุทธิอยู่ที่ 517 ล้านบาท ลดลงจาก 638 ล้านบาทในปีก่อน จากรายได้ที่ลดลงในทุกกลุ่มธุรกิจและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม GP Margin ยังทรงตัวได้ดีที่ 14.6% จากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังต่ำในช่วงต้นปี ธุรกิจส่งออกได้รับผลกระทบมากที่สุด หลังปริมาณส่งออกลดลงเหลือ 7,500 ตัน จากการหยุดส่งออกเท้าไก่ไปจีนที่หายไปราว 1,100-1,200 ตัน/ไตรมาส ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าในการขออนุญาตกลับเข้าสู่ตลาด ขณะที่ธุรกิจฟาร์มและอาหารสัตว์ลดลงเล็กน้อยจากราคาไก่ในประเทศที่อ่อนตัว ส่วนกำไรจากบริษัทร่วมอย่าง McKey และ GFN ลดลงมากกว่า 50% จากยอดส่งออกที่ชะลอ ราคาชิ้นส่วนไก่ในประเทศที่ลดลง และ Product mix ที่อ่อนตัว
แนวโน้มต้นทุนในช่วงถัดไปเริ่มมีแรงกดดันมากขึ้น โดยตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2026 ราคาวัตถุดิบหลักปรับขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งข้าวโพดที่เพิ่มเป็น 11.5-12 บาทต่อกิโลกรัม และกากถั่วเหลืองที่ระดับ 16-16.5 บาทต่อกิโลกรัม บริษัทระบุว่าปัจจุบันมีสต็อกวัตถุดิบประมาณ 3 เดือน ดังนั้นผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นจะเริ่มสะท้อนอย่างชัดเจนในช่วง 3Q26 เป็นต้นไป โดยประเมินว่าต้นทุนการเลี้ยงไก่อาจเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 39-39.5 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าสูงกว่าราคาขายไก่ในประเทศที่ปัจจุบันยังอยู่เพียงประมาณ 37-38 บาทต่อกิโลกรัม
ตลาดส่งออก ตลาดอังกฤษและยุโรปยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพดีที่สุด เนื่องจากสามารถปรับราคาขายตามต้นทุนค่าขนส่งและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นและเอเชียยังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินและกำลังซื้อ ทำให้การปรับราคาทำได้จำกัด นอกจากนี้ GFPT ยังเริ่มเห็นการแข่งขันจากจีนเพิ่มขึ้น หลังจีนขยายกำลังการผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้นถึงประมาณ 800,000 ตันต่อปี โดยเน้นไก่สดแช่แข็งซึ่งแข่งขันโดยตรงกับไทยและบราซิลในตลาดโลก
ตลาดในประเทศ ภาพรวมราคาไก่ยังค่อนข้างผันผวนและแกว่งตัวแรง โดยเฉพาะชิ้นส่วนบางประเภท เช่น ราคาโครงไก่ที่เคยแกว่งระหว่าง 10.5-19 บาทในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บริษัทมองว่าราคาไก่ทั้งปีอาจยังไม่สามารถปรับขึ้นเกิน 40 บาท/ก.กได้มากนัก เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคยังอ่อนแอ และราคาสุกรในประเทศที่ยังไม่แข็งแรงก็เป็นปัจจัยจำกัดการปรับขึ้นของราคาไก่
การขยายธุรกิจของบริษัท โครงการโรงเชือดไก่แห่งใหม่ยังคงเดินหน้าตามแผน โดยคาดว่าจะเริ่มทดลองเดินเครื่อง (Test run) ใน 4Q26 และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ใน 1Q27 ซึ่งจะเพิ่มกำลังการเชือดได้ประมาณ 50,000-55,000 ตัวต่อวันในปีแรก และทยอยเพิ่ม Utilization rate ไตรมาสละประมาณ 15-20% ตามความต้องการของตลาด ถือเป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของบริษัทในระยะยาว
คาดกำไรปี 2026F ลดลง จากมาร์จิ้นและยอดขายที่จีนที่ลดลงไป
สำหรับ 2Q26F เราคาดกำไรสุทธิลดลง YoY แต่จะปรับตัวดีขึ้น QoQ จากปริมาณส่งออกที่ขยับขึ้นตามฤดูกาล High Season ของตลาดยุโรป คาดประมาณ 8,000 ตัน เราคาดกำไรสุทธิที่ปี 2026F ลดลง 21% YoY บนสมมติฐานต้นทุนไก่เฉลี่ย 39.5 บาท/กก., ปริมาณส่งออกทั้งปี ~31,500 ตัน (-5% YoY) จากยอดส่งออกที่จีนหายไป เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการขอใบอนุญาตส่งออกใหม่สำหรับโรงงานที่ถูกระงับ เราจึงสมมติฐานเบื้องต้นว่ายังไม่สามารถส่งออกไปจีนได้โดยไม่มีกำหนด ผลกระทบจากการขาดตลาดจีนจากการส่งออกเท้าไก่ไปจีนที่หายไป (ประมาณ 1,100 - 1,200 ตันต่อไตรมาส หรือคิดเป็นปริมาณ 10-12% ของการส่งออก) ส่งผลกระทบต่อกำไร เพราะราคาขายที่จีนสูงกว่าในไทยประมาณ 20-30% และสินค้าประเภทเท้าไก่ไม่มีตลาดอื่นรองรับได้ดีเท่าจีน แม้ฐานญี่ปุ่นและยุโรปที่คาดยังเติบโต
เราคาดอัตราทำกำไรเฉลี่ยทั้งปีคาดลดลง จากผลกระทบสงครามส่งผลต้นทุนที่คาดจะเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง (บริษัทมีล็อคราคาวัตถุดิบ 3 เดือน คาดรองรับถึง 2Q26F) และบริษัทมีค่าใช้จ่ายขนส่งคิดเป็นประมาณ 11-12% ของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน (บริษัทขายสินค้าเป็น CIF 100% ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบ เราคาดว่าจะปรับราคาขายกับลูกค้าได้บางส่วน) จากการทำ sensitivity ค่าขนส่งที่ขึ้นทุก 10% กระทบกำไรสุทธิ 0.6% สำหรับต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ปัจจุบันเพิ่มขึ้นประมาณ 30% แต่เนื่องจากบรรจุภัณฑ์คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2% ของต้นทุนการผลิตรวม ผลกระทบจึงไม่สูงมากนัก และบริษัทมีสต็อกใช้ได้ถึงไตรมาส 3
FM : รายงานผลประกอบการ 1Q26 ฟื้นตัวแข็งแกร่ง
กำไรสุทธิอยู่ที่ 206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +8% YoY และ +65% QoQ ดีกว่าที่ตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญ หลังฟื้นตัวจากฐานกำไรที่อ่อนแอใน 4Q25 ที่ 125 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนธุรกิจ CAV (Cooked Added Value) ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มและมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจ Raw Meat ส่งผลให้ EBITDA Margin อยู่ที่ 14% แม้ลดลงจากปีก่อนจากผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่า แต่ยังฟื้นตัวได้ชัดเจนจาก 4Q25 ขณะที่ Net margin เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 11.2% ทั้ง YoY และ QoQ จากการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI ซึ่งช่วยหนุนกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านรายได้รวมอยู่ที่ 1,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +1% YoY และ +4% QoQ โดยธุรกิจ CAV ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโต มีปริมาณขายเพิ่มขึ้นเป็น 6,470 ตัน (+29% YoY, +4% QoQ) ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จาก CAV เพิ่มขึ้นเป็น 46% ของรายได้รวม จาก 37% ในปีก่อน ถือเป็น Product mix shift เชิงบวกที่ช่วยยกระดับมาร์จิ้นและลดความผันผวนของผลประกอบการได้ดี ขณะที่ธุรกิจ Raw Meat ยังถูกกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่าและราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง YoY แม้ปริมาณขายเริ่มฟื้นตัว QoQ โดยปริมาณขายอยู่ที่ 18,940 ตัน (-9% YoY, +1% QoQ) และราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 52 บาท/กก. (-6% YoY, +7% QoQ) ทำให้รายได้ Raw Meat อยู่ที่ 986 ล้านบาท ลดลง -14% YoY แต่ฟื้นตัว +9% QoQ
ในด้านต้นทุน บริษัทสามารถบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ Gross margin จะลดลงเหลือ 14.8% จาก 16.2% ใน 1Q25 ซึ่งเป็นฐานที่สูงจากราคาไก่และค่าเงินบาทในปีก่อน แต่ยังฟื้นตัวได้จาก 13.9% ใน 4Q25 สะท้อนผลบวกจากสัดส่วน CAV ที่เพิ่มขึ้นและการควบคุมต้นทุนการผลิตที่ดี ขณะที่ SG&A อยู่ที่เพียง 3.9% ของรายได้ ทรงตัวในระดับปกติ แสดงถึงประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง โดยรวมผลประกอบการ 1Q26 สะท้อนให้เห็นว่า FM กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างรายได้ที่มีคุณภาพมากขึ้น ผ่านการเพิ่มสัดส่วนสินค้าแปรรูปมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะช่วยหนุน Margin และลดความผันผวนจากวัฏจักรราคาไก่และค่าเงินในระยะยาว
แนวโน้ม 2Q26F และทั้งปี 2026F ปริมาณขับเคลื่อนการเติบโต
สำหรับ 2Q26F คาดผลประกอบการจะดีต่อเนื่องจาก demand ความต้องการของกลุ่มญี่ปุ่นและยุโรปยังดีต่อเนื่อง ยกเว้นประเทศจีนในกลุ่มสินค้าไก่สดคิดเป็นสัดส่วน 5% ของรายได้รวมมีการชะลอตัวลง เนื่องจากปริมาณไก่ในจีนที่ oversupply สำหรับภาพรวมทั้งปี 2026F เราคาดรายได้รวมอยู่ที่ 7,377 ล้านบาท (+3.2% YoY) กำไรสุทธิ 709 ล้านบาท (+5.2% YoY) จากการคาดปริมาณการขายส่งออกไปยุโรปและญี่ปุ่นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น กำลังการผลิตที่ยังมีพื้นที่รองรับ (CAV ใช้ 75%, Raw Meat ใช้ 85%) ในระยะกลาง บริษัทตั้งเป้ารายได้แตะ 10,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี พร้อมเตรียมขยายเข้าธุรกิจ Pet Food ซึ่งเป็น New S-Curve โดยใช้เงิน IPO ที่เหลืออยู่ราว 835 ล้านบาทเป็นแหล่งทุนหลัก