Market Wrap-Up
- SET วันที่ 20 พ.ค.69 ปิด +11.74 จุด อยู่ที่ 1,528.43 จุด มูลค่าการซื้อขาย 59,217 ลบ.ลบ. สถาบันซื้อ 773 ลบ. พอร์ตโบรกซื้อ 81 ลบ. ต่างชาติขาย 262 ลบ. และรายย่อยขาย 592 ลบ. NVDR ซื้อสุทธิ 2,179 ลบ.ซื้อ DELTA,PTT,HANA,KBANK,BBL และขาย BDMS,KTB,BH,ADVANC,SCC มูลค่า Short Sales อยู่ที่ 2,260 ลบ. หุ้นที่มี % ช็อตเซลสูง เช่น CHG,TISCO,AOT โดยนักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Long ใน Index Futures จำนวน 5,732 สัญญา ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติ Long สุทธิรวม 69,099 สัญญา ต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 432 ลบ.
Market View
- DJIA +1.31%, S&P500 +1.08%, Nasdaq +1.54% นำโดยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย +2.5%, เทคโนโลยี +1.87% หลัง US Bond Yield 10 ปี ลดลงอยู่ที่ 4.59% กอปรกับ Nvidia รายงานรายได้ Q1/69 อยู่ที่ $6 B. ดีกว่าคาดที่ $ 79.2 B. และ EPS อยู่ที่ $1.87 ดีกว่าคาดที่ $1.77 โดยบริษัทยังประกาศซื้อหุ้นคืนมูลค่า $80 B ขณะที่กลุ่มปรับลดลง คือ พลังงาน -2.6% ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบ หลัง ปธน.ทรัมป์เผยการเจรจากับอิหร่านอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย ส่วนรายงาน Fed Minutes 28 – 29 เม.ย. เผยมีจำนวนคณะกรรมการเพิ่มขึ้นที่หนุนให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย สาเหตุมาจากภาวะสงครามสหรัฐ – อิหร่านส่งผลให้เงินเฟ้อสหรัฐมีแนวโน้มสูงขึ้น
- Stoxx600 ยุโรป +1.46% ได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยี นำโดย ASML +6.7% ได้ปัจจัยหนุนภาวะตึงตัวของอุปทานชิปในตลาดโลก เช่นเดียวกับกลุ่มอปุกรณ์ด้าน AI เช่น Schneider Electric, Legrand +3% ส่วนกลุ่มกลาโหม +3.2% รอผลการเจรจาข้อตกลงยุติสงครามสหรัฐ – อิหร่าน และกลุ่มค้าปลีก Marks & Spencer +6.6% จากคาดการณ์กำไรปีหน้ามีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจ EU บรรลุข้อตกชั่วคราวยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ และค่ำวันนี้รอตัวเลข PMI ภาคผลิต & บริการยูโรโซน พ.ค.
- ตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ ดัชนีนิเกอิ -1.23% จากแรงขายกลุ่มโลหะที่ไม่มีส่วนผสมของเหล็ก, ก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์น้ำมัน & ถ่านหิน หลัง Japan Bond Yield 10 ปี ปรับขึ้นอยู่ที่ 2.8% สูงสุดตั้งแต่ ธ.ค. 2541 ซึ่งเป็นผลลบต่อหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ & AI ด้วย ส่วน Kospi เกาหลีใต้ -0.86% จากแรงขายกลุ่มยานยนต์ Hyundai -1.99%, Kia -3.5% ขณะที่ Samsung Electronics +0.18% รอผลการเจรจากับสหภาพแรงงานในประเด็นโบนัส ซึ่งพนักงานบริษัท 47,000 เตรียมนัดหยุดงานในวันนี้เป็นเวลา 18 วัน ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้ -0.18% หลัง ธ.กลางจีนมติคงดอกเบี้ยเงินกู้ LPR 1 ปี, 5 ปี ที่ 3.0% และ 3.5% ตามลำดับ
- SET +0.77% ปริมาณการซื้อขาย 9 หมื่น ลบ. สถาบันซื้อ 773 ลบ. พอร์ตโบรกซื้อ 81 ต่างชาติขาย 262 ลบ. และรายย่อยขาย 592 ลบ. โดยดัชนีได้แรงหนุนจากกลุ่มอิเล็ก ฯ +3.36% นำโดย DELTA +3.19% ส่งผลบวกต่อดัชนี +9.8 จุด ได้ปัจจัยหนุนจากอุปสงค์ของคำสั่งซื้ออปุกรณ์ไฟฟ้าเกี่ยวกับ Data Center & AI ที่อยู่ในระดับสูง หลัง Delta Taiwan เผยยอดขายสินค้ากลุ่มดังกล่าว เม.ย.+54% YoY ส่วน HANA +16.9% หลังโบรกเกอร์ต่างชาติมีมุมมองต่อรายได้จากการเป็นซัพพลายเออร์ให้กับ Phononics ในการผลิตสินค้ากลุ่ม Thermoelectronic Cooling ซึ่งเป็นการยกระดับบริษัทเข้าสู่ระบบ Supply Chain ด้าน AI ขณะที่กลุ่มพลังงาน +0.59% นำโดย PTT, PTTEP ที่คาดกำไรปีนี้มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่วนกลุ่มรับเหมาก่อสร้างก็มีแรงซื้อเก็งกำไร หลังรัฐบาลอนุมัติให้ผ่อนผันค่า K เป็นการชั่วคราวเพื่อช่วยพยุงสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ โดยภาพรวมดัชนี SET ยังได้แรงหนุนจาก ม.กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะเริ่มเบิกจ่ายได้ในช่วง 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. ส่วนปัจจัยต่างประเทศยังรอผลการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐ – อิหร่านที่อยู่ในขั้นตอนสุดท้าย
Daily Strategy
- ประเมินแนวรับดัชนี 1,510 – 1,520 แนวต้าน 1,530 – 1,545 คาดดัชนีได้แรงหนุนจาก US Bond Yield 10 ปี ที่ปรับลดลง และรอการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐ – อิหร่าน แนะนำทยอยซื้อ CPAXT,CPN,BJC,TNP ได้ประโยชน์จาก ม.กระตุ้นกำลังซื้อ/AMATA,WHA,GULF,CK,STECON,KBANK,KTB,ADVANC,TRUE ได้ประโยชน์จาก ม.ส่งเสริมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน / เก็งกำไร DELTA,HANA,KCE,CCET หลัง US Bond Yield 10 ปี เริ่มปรับลดลง
- CPN* (ซื้อ / ราคาเป้าหมายIAA Consensus 75.50 บาท) บริษัทคงเป้าหมายรายได้ปี 60 เติบโต high single digit ตามการเติบโตของธุรกิจศูนย์การค้า แนวโน้มกำไร 2Q69 เติบโตต่อเนื่อง YoY จำนวนผู้ใช้บริการศูนย์การค้าในเดือน เม.ย.เติบโตได้ 4%YoY รายได้ค่าเช่าเติบโตจากโครงการเดิมและโครงการใหม่ที่จะมีการเปิดในเดือน พ.ค.(Central ขอนแก่น แคมปัส) ขณะที่ 2H69 ยังมีปัจจัยหนุนจากการเปิดศูนย์ฯ ใหม่ในเดือน ก.ค.(Central Northville) และรับผลดีจากยอดโอนธุรกิจอสังหาฯ เพิ่มขึ้น (คอนโดขอนแก่น นครปฐม) โดยมีการเปิดตัวโครงการใหม่ที่บางนา ภูเก็ต และอุบลฯ ส่วน 4Q68 มีโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่องจากตามฤดูกาลและคาดได้ข้อสรุปเรื่องขายทรัพย์สินเข้ากอง REIT เพิ่มในต้นปีหน้า อิง Consensus ตลาดคาดกำไรปี 69 อยู่ที่ 95 หมื่นล้านบาท +4%YoY
- PYLON* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 01 บาท) กำไรสุทธิ1Q69 อยู่ที่ 77 ลบ.+324%YoY +8%QoQ กำไรทำจุดสูงสุดในรอบ 24 ไตรมาสหนุนด้วยรายได้ที่โตจากการแข่งขันที่ลดลง และรายได้จากงานกำแพงกันดิน Diaphragm Wall ที่มี Margin สูง ส่วนการดำเนินงานในช่วงถัดไป ยังมีโอกาสอยู่ในเกณฑ์ดีได้ต่อเนื่อง โดย Backlog ณ สิ้น 1Q69 แข็งแกร่งที่ 1,700 ลบ. สูงกว่า Pre-Covid 19 และ สูงกว่ารายได้ทั้งปี68 ปัจจุบัน ตลาดคาดกำไรปี69 และ 70 ของ PYLON* ที่ 264ลบ.+25%YoY และ 256ลบ.-3%YoY ตามลำดับ ในเชิง Valuation ยังน่าสนใจจาก Forward 69F PE ที่ 9x, และ Dividend Yield ที่ 8%
Daily Key Factors
Oil Update(-) WTI ก.ค. -$5.89 อยู่ที่ $98.26 / บาร์เรล, Brent ก.ค. -$6.26 อยู่ที่ $105.02/บาร์เรล รอผลการเจรจาข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐ – อิหร่านที่อยู่ในขั้นตอนสุดท้าย ขณะที่ EIA เผยสต็อคน้ำมันดิบสหรัฐสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลง 7.8 ล.บาร์เรล & คาดจะลดลง 2.5 ล.บาร์เรล
Gold Update (+)Comex Gold มิ.ย. +$24.10 ปิดที่ 4,535.30 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้แรงหนุนจาก US Bond Yield 10 ปี ลดลงอยู่ที่ 4.59% และ Dollar Index อ่อนค่า -0.24% อยู่ที่ 99.09 ซึ่งเป็นผลบวกต่อสัญญาทองคำ
Fund Flow(+) Fund Flow ต่างชาติในตลาด TIP วานนี้ ซื้อสุทธิ +4.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยขายหุ้นไทย -8.02 ล.ดอลลาร์สหรัฐ ซื้อหุ้นอินโด ฯ +14.09 ล.ดอลลาร์สหรัฐ และขายหุ้นฟิลิปปินส์ -1.86 ล.ดอลลาร์สหรัฐ
(+) ค่าเงินบาทเช้านี่แข็งค่าอยู่ที่ 32.53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
(+) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปรับลดลงอยู่ที่ 4.59 %
(-) ดัชนี BDI ปิด -49 จุด อยู่ที่ 3,005
(+) BitCoin เช้านี้ +1.61% อยู่ที่ 78,045 ดอลลาร์สหรัฐ
Economic Calendar
ในประเทศ
18 พ.ค. สภาพัฒน์ แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 1/69
19 พ.ค. ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
20 พ.ค. ส.อ.ท. แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม
สัปดาห์ที่4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ
สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรร
สศค.รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค,ดัชนี
ความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค
ต่างประเทศ
20 พ.ค. EU ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (เม.ย.)
US สินค้าคงคลังน้ำมันดิบ
21 พ.ค. US รายงานการประชุมของ FOMC
US จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก
US ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต ( พ.ค.)
US ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการ ( พ.ค.)
Theme Strategy
ทยอยสะสมหุ้น Value Stock / High Dividend Yield ที่มีความทนทานต่อภาวะตลาดที่ผันผวนสูงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
(1) High Dividend Yield กลุ่มธนาคารพาณิชย์ KKP, KTB, SCB, TISCO, TTB กลุ่ม REIT / อื่นๆ CPN*, CPNREIT*, ROJNA*
(2) Commodity Linked ได้ประโยชน์จาก Energy Shock กลุ่มพลังงาน PTTEP, BANPU กลุ่มปิโตรเคมี PTTGC, IVL, IRPC กลุ่ม Biofuel BBGI*, GGC*, TAE*, UBE*, PCE*, UVAN*, APO*, VPO*, AIE* กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน BCPG*, GUNKUL*
(3) ราคาสินค้าเกษตร / อาหาร ปรับตัวเพิ่มขึ้น STA*, STGT*, TRUBB*, NER*, TFG*, BTG*
(4) Defensive กลุ่ม ICT / Data Center ADVANC, TRUE, DELTA*, HANA*, STECON, INSET*
**หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัย
Asset Allocation: Equity 45% Fixed Income 40% Alternative Investment etc. Gold 10% Cash 5%
Today Fundamental Research: -
Monthly Portfolio May 2026: GPSC*, ITC*, TRUE, TACC*, GUNKUL*, CPALL
Analysts
Apichai Raomanachai
Fundamental and Technical Investment Analysis ID No. 002939
Tel 02-829-6999 Ext 2200
Email : apichai.ra@kfsec.co.th
Nopporn Chaykaew
Fundamental Analysis ID No. 043964
Tel 02-829-6999 Ext 2203
Email : noppoen.ch@kfsec.co.th
Nattawat Poosunthornsri
Fundamental Analysis ID No. 087077
Tel 02-829-6999 Ext 2204
Email : nattawat.po@kfsec.co.th