Market Wrap-Up
- SET วันที่ 11 พ.ค.69 ปิด -11.07 จุด อยู่ที่ 1,489.29 จุด มูลค่าการซื้อขาย 61,489 ลบ.ลบ. สถาบันขาย 5,421 ลบ. พอร์ตโบรกขาย 312 ลบ. ต่างชาติซื้อ 1,965 ลบ. และรายย่อยซื้อ 3,769 ลบ. NVDR ซื้อสุทธิ 1,499 ลบ.ซื้อ PTT,DELTA,KBANK,KTB,ADVANC และขาย SCB,AOT,CPALL,IRPC,MINT มูลค่า Short Sales อยู่ที่ 2,117 ลบ. หุ้นที่มี % ช็อตเซลสูง เช่น CNSTAR5023,PRM,MINT โดยนักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Short ใน Index Futures จำนวน 4,535 สัญญา ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติ Long สุทธิรวม 14,346 สัญญา ต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 980 ลบ.
Market View
- DJIA +0.19%, S&P500 +19%, Nasdaq +0.10% ได้แรงหนุนจากกลุ่มพลังงาน +2.63%, วัสดุ +1.43% ขณะที่กลุ่มบริการสื่อสาร -2.3%, สินค้าอุปโภค -0.76% หลัง ปธน.ทรัมป์ไม่พอใจต่อข้อเสนอของอิหร่านที่ต้องการเรียกร้องค่าชดเชยความเสี่ยหายในสงคราม, อธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซ และยกเลิก ม.คว่ำบาตร & อายัดทรัพย์ต่ออิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI วานนี้ +2.78% ส่วนปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาด คือ ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ +2.6% และ LSEG เผย บจ. 440 แห่งใน S&P500 ที่ส่งงบแล้วมีกำไร Q1/69 ดีกว่าคาดคิดเป็นสัดส่วน 83% ทางด้านข้อมูลเศรษฐกิจค่ำวันนี้ติดตาม US CPI เม.ย.คาด +3.7% & มี.ค. +3.3% YoY, US Core CPI เม.ย. คาด +2.7% & มี.ค. 2.6% YoY
- Stoxx600 ยุโรป +0.11% ได้แรงหนุนจากกลุ่มเหมืองแร่ +2.6% ปรับขึ้นตามราคาโลหะเงิน และกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่กลุ่มสินค้าหรูหรา -3.4% นำโดย LVMH -4.4% และกลุ่มท่องเที่ยว & สันทนาการปรับลดลง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เงินเฟ้อในยุโรปมีแนวโน้มสูงขึ้น และ ECB มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ ส่วนค่ำวันนี้ติดตาม CPI เยอรมัน เม.ย.คาด ทรงตัวที่ 2.9% YoY และ ZEW รายงานภาวะเศรษฐกิจเยอรมัน พ.ค.
- ตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ นิเกอิ -0.47% จากแรงขายกลุ่มสารสนเทศและสื่อสาร, อุปกรณ์ขนส่ง จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลัง ปธน.ทรัมป์ไม่พอใจที่อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอให้ระงับโครงการด้านนิวเคลียร์ ส่วน Kospi เกาหลีใต้ +4.32% ได้แรงหนุนจาก Samsung Electronics +6.3%, SK Hynix +11.5% และ SK Square บริษัทลงทุนด้าน AI +8.1% หลังรายงานยอดส่งออกชิปของเกาหลีใต้ช่วง 1 – 10 พ.ค. +149.8% YoY ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้ +1.08% ได้ปัจจัยหนุนจากยอดส่งออกจีน เม.ย. +14.1% สูงกว่าคาด +7.9% YoY จากอุปสงค์สินค้าที่เกี่ยวกับ AI ส่วนยอดนำเข้าจีน เม.ย. +25.3% YoY โดยนักลงทุนรอผลการประชุมระหว่าง ปธน.ทรัมป์ กับ ปธน.สี จิ้นผิง ณ กรุงปักกิ่ง ในวันที่ 14 – 15 พ.ค.
- SET วานนี้ -0.74% ปริมาณการซื้อขาย 1 หมื่น ลบ. สถาบันขาย 5,421 ลบ. พอร์ตโบรกขาย 312 ลบ. ต่างชาติซื้อ 1,965 ลบ. และรายย่อยซื้อ 3,729 ลบ. โดยดัชนีปรับลดลงจากแรงขายกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, อิเล็ก ฯ, ไฟแนนท์, ท่องเที่ยว & ขนส่ง หลังสหรัฐ – อิหร่านยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent วานนี้ +2.88% อยู่ที่ $104.21/บาร์เรล ส่งผลให้สหรัฐยังคง ม.ปิดล้อมทางทะเลต่อไปเพื่อกดดันด้านเศรษฐกิจต่ออิหร่าน แต่ก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ & อุปทานน้ำมันขาดแคลน และ ธ.กลางหลัก ๆ อาจจะต้องกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ย เช่น ECB, BOJ ส่วนปัจจัยในประเทศ แม้ว่ารายงานกำไร บจ.Q1/69 จะดีกว่า Consensus +11% แต่นักลงทุนยังรอดูผลของ MSCI รีบาลานท์ในวันพุธนี้ ซึ่งอาจปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยลงจากเกณฑ์ Free Float ขณะที่ปัจจัยการเมืองวานนี้พรรคประชาชน และปชป.เผยเตรียมยื่นให้ศาล รธน.ตีความ พรก.เงินกู้ 4 แสน ลบ. ที่จะใช้ในแก้ไขวิกฤตราคาพลังงานและเปลี่ยนโครงสร้างด้านพลังงานนั้นเข้าข่ายขัดต่อ รธน.หรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลให้การดำเนิน ม.กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอาจต้องล่าช้าออกไป
Daily Strategy
- ประเมินแนวรับดัชนี 1,480 แนวต้าน 1,500 คาดดัชนีมีโอกาสชะลอตัวรอการรายงายกำไร บจ. Q1/69 และผล MSCI รีบาลานท์ในวันพรุ่งนี้ รวมถึงผลการประชุมสหรัฐ – จีน ต่อประเด็นข้อตกลงการค้า & ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แนะนำทยอยซื้อ GULF, GPSC คาดแนวโน้มขายไฟฟ้าใน Q2/69 ยังเติบโตดี / เก็งกำไรระยะสั้นหุ้นที่รายงานกำไร Q1/69 ออกมาดีกว่าคาด เช่น GLOBAL, SYNEX, AURA, AWC, CENTEL
- PRM* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 9.25 บาท)แนวโน้มกำไร 1Q69 จะกลับมาดีขึ้นทั้ง QoQ, YoY ตามกำลังการให้บริการที่เพิ่มขึ้นตามกองเรือที่มีมากกว่าปีก่อน ประกอบกับเรือ VLCC ผ่านช่วงการเข้า dry dock และเรือ Crew Boat ใหม่ 2 ลำ เริ่มให้บริการเต็มไตรมาส สำหรับแนวโน้ม 2Q69 ยังดีต่อเนื่องหนุนจาก U-rate ที่ฟื้นตัวของธุรกิจเรือ FSU ตามความต้องการใช้กักเก็บน้ำมัน รวมถึงเรือใหม่ 2 ลำที่รับมาใน 1Q69 (เรือขนส่งน้ำมัน) ให้บริการเต็มไตรมาส ทั้งนี้ในปี 69-70 ตลาดคาดการณ์กำไรที่ 3 พันล้านบาท (+5%YoY) และ 2.47 พันล้านบาท (+7%YoY) หนุนจากการการขยายและปรับปรุงกองเรือ รวมถึงจำนวนวันที่เข้าอู่ซ่อมบำรุงน้องลง
- TRUE (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 00 บาท) กำไรสุทธิ 1Q69 อยู่ที่ 6,589 ลบ. (+303%YoY , +65%QoQ) ไม่มีรายการพิเศษลบก้อนใหญ่เข้ามากดดัน ประจวบกับมาร์จิ้นปรับปรุงดีขึ้น YoY จาก 1.การได้มาซึ่งใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่(2300 MHz/1500MHz) 2.สินสุดสัญญาการจัดการความถี่กับ NT และ 3.การประหยัดต้นทุนจาก EPL ส่วนการดำเนินงานในช่วง 2Q69 คาดหวังการประคองตัว QoQ ขณะที่ YoY ยังคาดเป็นบวกต่อเนื่องจากตุ้นทุนค่าใช้จ่ายที่ลดลง ภาพรวมเรายังมอง TRUE เป็นหุ้นรับความผันผวนได้ดีจากประเภทของธุรกิจ โดย TRUE ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมนโยบายการจ่ายเงินปันผล จาก พิจารณาจ่ายปีละ 2 ครั้ง เป็นรายไตรมาสแทน และ งวด 1Q69 จะจ่ายที่ 0.14 บาท/หุ้น คิดเป็น Div. Yield ราว 0.99% จะ XD 20 พ.ค.69
Daily Key Factors
Oil Update(+) WTI มิ.ย. +$2.65 อยู่ที่ $98.07 / บาร์เรล, Brent ก.ค. +$2.92 อยู่ที่ $104.21/บาร์เรล หลังสหรัฐ – อิหร่านยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม ส่งผลให้ความเสี่ยงในตะวันออกกลางยังอยู่ในระดับสูง โดยนักลงทุนรอดูผลการเยือนจีนของ ปธน.ทรัมป์ต่อปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
Gold Update (-)Comex Gold มิ.ย. -$2.00 ปิดที่ 4,728.70 ดอลลาร์/ออนซ์ รอดูผลการประชุมผู้นำจีนกับสหรัฐในวันที่ 14 – 15 พ.ค. และรายงานข้อมูล US CPI เม.ย. คาดปรับขึ้นอยู่ที่ 3.7% & มี.ค. 3.3% YoY
Fund Flow(+) Fund Flow ต่างชาติในตลาด TIP วานนี้ ซื้อสุทธิ +15.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยซื้อหุ้นไทย +60.62 ล.ดอลลาร์สหรัฐ ขายหุ้นอินโดฯ -43.13 ล.ดอลลาร์สหรัฐ และขายหุ้นฟิลิปปินส์ -2.40 ล.ดอลลาร์สหรัฐ
(-) ค่าเงินบาทเช้านี้อ่อนค่าอยู่ที่ 32.31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
(-) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปรับขึ้นอยู่ที่ 4.418 %
(+) ดัชนี BDI ปิด +23 จุด อยู่ที่ 3,001
(+) BitCoin เช้านี้ +0.10% อยู่ที่ 81,550 ดอลลาร์สหรัฐ
Economic Calendar
ในประเทศ
18 พ.ค. สภาพัฒน์ แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 1/69
สัปดาห์ที่3 ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และ ชิ้นส่วน
ยานยนต์
สัปดาห์ที่4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ
ต่างประเทศ
11 พ.ค. US ยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales) (เม.ย.)
12 พ.ค. US ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (เม.ย.)
13 พ.ค. US ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) (เม.ย.)
US สินค้าคงคลังน้ำมันดิบ
14 พ.ค. US จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก
US ดัชนียอดขายปลีก (เม.ย.)
Theme Strategy
ทยอยสะสมหุ้น Value Stock / High Dividend Yield ที่มีความทนทานต่อภาวะตลาดที่ผันผวนสูงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
(1) High Dividend Yield กลุ่มธนาคารพาณิชย์ KKP, KTB, SCB, TISCO, TTB กลุ่ม REIT / อื่นๆ CPN*, CPNREIT*, ROJNA*
(2) Commodity Linked ได้ประโยชน์จาก Energy Shock กลุ่มพลังงาน PTTEP, BANPU กลุ่มปิโตรเคมี PTTGC, IVL, IRPC กลุ่ม Biofuel BBGI*, GGC*, TAE*, UBE*, PCE*, UVAN*, APO*, VPO*, AIE* กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน BCPG*, GUNKUL*
(3) ราคาสินค้าเกษตร / อาหาร ปรับตัวเพิ่มขึ้น STA*, STGT*, TRUBB*, NER*, TFG*, BTG*
(4) Defensive กลุ่ม ICT / Data Center ADVANC, TRUE, DELTA*, HANA*, STECON, INSET*
**หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัย
Asset Allocation: Equity 45% Fixed Income 40% Alternative Investment etc. Gold 10% Cash 5%
Today Fundamental Research: -
Monthly Portfolio May 2026: GPSC*, ITC*, TRUE, TACC*, GUNKUL*, COM7*
Analysts
Apichai Raomanachai
Fundamental and Technical Investment Analysis ID No. 002939
Tel 02-829-6999 Ext 2200
Email : apichai.ra@kfsec.co.th
Nopporn Chaykaew
Fundamental Analysis ID No. 043964
Tel 02-829-6999 Ext 2203
Email : noppoen.ch@kfsec.co.th
Nattawat Poosunthornsri
Fundamental Analysis ID No. 087077
Tel 02-829-6999 Ext 2204
Email : nattawat.po@kfsec.co.th