Equality for All
TOP : บมจ.ไทยออยล์
1Q26 กำไรดีกว่าคาดจาก GRM ที่ดี และรายการพิเศษจำนวนมาก : 1Q26 กำไรดีกว่าคาด 12% จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ดี และมีรายการพิเศษจำนวนมาก สรุปตามธุรกิจดังนี้
โรงกลั่น การใช้กำลังการกลั่นอยู่ที่ 113% ขณะที่ crude premium ลดลงเหลือ 1.79 เหรียญ/ บาร์เรล แต่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องบิน, ดีเซลปรับขึ้น +11.7 และ +11 เหรียญ/บาร์เรล q-q ส่งผลให้ GRM เพิ่มขึ้นเป็น 12.6 เหรียญจาก 9.1 เหรียญ q-q
อะโรเมติกส์ ใช้กำลังการผลิต 73% ขณะที่ LAB 125% โดย GIM อยู่ที่ 1.1 เหรียญ/บาร์เรล จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทั้ง PX และ BZ เพิ่มขึ้น โดย PX ได้ผลบวกจากอินเดียยกเลิกมาตรการควบคุมคุณภาพทำให้มีความต้องการเพิ่ม ประกอบกับตรุษจีน ส่วน BZ ดีจากการหยุดซ่อมนอกแผนในตะวันออกกลาง
LUBE การใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 88% แต่หาก GIM ลดลงเหลือ 1.1 เหรียญ/ บาร์เรล จากการใช้กำลังการผลิตลดลงตามอุปสงค์ชะลอช่วงตรุษจีน และส่วนต่างราคาน้ำมันลดลงตามราคาน้ำมันเตาที่เพิ่มขึ้น
รวม 3 ธุรกิจ GIM เพิ่มขึ้นเป็น 14.8 เหรียญ/ บาร์เรล ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานอยู่ที่ 2.6 เหรียญ/บาร์เรล ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 1.9 เหรียญ, ดอกเบี้ยจ่าย 0.7 เหรียญ/ บาร์เรล
รายการพิเศษ : การดำเนินงานปกติกำไรอยู่ที่ 6,903 ลบ. แต่มีรายการพิเศษสุทธิ +12,578 ลบ. (กำไรสต็อก +22,557 กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน +1,978 กำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 แต่มีขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงสูงถึง -8,582 และปรับมูลค่าสินค้าตามต้นทุน -5,811 ลบ.) ทำให้บรรทัดสุดท้ายมีกำไรสุทธิ 19,481 ลบ.
มาตรการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2-5 บาทต่อลิตรกระทบกำไรและกระแสเงินสดราว 2,800 ลบ. : จากการที่กบง. ประกาศปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับดีเซล 2-5 บาทต่อลิตรตามช่วงเวลาดังนี้
9 เม.ย.- 23 เม.ย. 2026 ลดราคา 2 บาทต่อลิตร
24 เม.ย. – 9 พ.ค. 2026 ลดราคา 5 บาทต่อลิตร
9 พ.ค. - 19 พ.ค. 2026 ลดราคา 3 บาทต่อลิตร
บ. ผลิตน้ำมันดีเซล 40% จากปริมาณการผลิตทั้งหมด คิดเป็น 20 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งการลดราคาหน้าโรงกลั่นดีเซล 2-5 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 9 เม.ย. – 19 พ.ค. 2026 ส่งผลกระทบต่อกำไรและกระแสเงินสดของโรงกลั่นราว 2,800 ลบ. อีกทั้งยังมีอีกประเด็นที่จะส่งผลกระทบต่อโรงกลั่นคือการค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงราว 10,000 ลบ. ภายใต้สถานการณ์ปกติการจ่ายคืนใช้เวลา 1-2 เดือน แต่ในสถานกาณ์ไม่ปกติอย่างช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนใช้เวลาการจ่ายคืนราว 2 ปี เป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อกระแสเงินสดของกิจการกลุ่มโรงกลั่นเพิ่มเติม โดยบ. คาดการณ์การดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีจากสถานการณ์ปัจจุบันว่าจะส่งผลกระทบต่อบ. (รูปที่ 1) พบว่าอาจเกิดขาดทุนในช่วง 3Q26 จากต้นทุนราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น ขณะที่แนวโน้มส่วนต่างราคาผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากการปรับลดราคาดีเซลจากภาครัฐอีก
ความคืบหน้า CFP : โครงการ CFP ทุกอย่างยังดำเนินตามแผนซึ่งคาดว่าในส่วนแรกจะเริ่มได้ใน Q2’27 เป็นต้นไป และครบทุกส่วนงานเริ่มได้ Q3’28 สงครามในตะวันออกกลางอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกราว 5 ล้านเหรียญ
แนวโน้ม 2Q26 คาด GRM ยังดีต่อ แต่คาดจะเห็นต้นทุนเร่งมากขึ้น : แนวโน้ม GRM 2Q26 ยังมีทิศทางที่ดีขึ้น q-q ตามส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันจะเห็นต้นทุนเร่งตัวขึ้นเช่นกันทั้งในส่วน crude premium, ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย รวมถึงได้รับผลกระทบจากการปรับลดราคาดีเซลลงตั้งแต่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมาจนถึง 19 พ.ค. นี้ และคงต้องรอดูราคาน้ำมันดิบสิ้นไตรมาสอีกครั้งว่าจะเป็นเช่นใดซึ่งหากราคาลดลงอาจส่งผลให้การดำเนินงาน 2Q26 อาจพลิกขาดทุนได้
คงประมาณการเดิมไว้ก่อน : จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังมีความผันผวนสูงทำให้แนวโน้มการดำเนินงานในครึ่งปีหลังอาจลดลงมากกว่าที่เคยคาดจากต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อมาตั้งแต่ เม.ย. เป็นต้นไปและมาใช้ผลิต ประกอบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ลดลง ทำให้เราคงประมาณการไว้ดังเดิม คาดการดำเนินงานปกติจะมีกำไร 20,643 ลบ.
2H26 ปัจจัยลบกดดัน
“ แม้งบ 1Q26 จะออกมาดีกว่าคาด แต่หนทางข้างหน้าคาดจะได้รับผลจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ส่วนต่างราคาคาดผ่านจุดสูงสุดแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่น รวมถึงโอเลฟินส์คาดได้รับผลจากความต้องการหดตัวกว่าที่เคยคาดไว้
กลยุทธ์การลงทุน ยังเน้นเก็งกำไรตาม GRM และราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ”
นารี อภิเศวตกานต์
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐาน #17971
naree.a@liberator.co.th