Company Note
Thai Union Group
กำไรพลิกฟื้นชัดเจนใน 1Q26 หนุนโดยโมเมนตัมของธุรกิจหลักและการลดต้นทุน
TU รายงานกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 1,113 ล้านบาท (+9.2% YoY, +10% QoQ โดยไตรมาสนี้มีรายการพิเศษจากผลประโยชน์ทางภาษีที่ไม่ใช่เงินสดเพียงครั้งเดียวจำนวน 423 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการรับรู้ Deferred Tax Asset จากบริษัทย่อยในยุโรป (TTV) ทำให้กำไรหลัก (Core Profit) อยู่ที่ 957 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น +52% YoY, +5% QoQ)
ด้านรายได้ เพิ่มขึ้น 8% YoY หนุนโดยการปรับราคาขายที่มีประสิทธิภาพในทุกกลุ่มธุรกิจ ควบคู่กับปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 3% YoY แรงขับเคลื่อนหลักมาจาก
กลุ่ม Frozen & Chilled ที่รายได้เติบโต 12% YoY จากการปรับราคาชดเชยภาษีนำเข้าและความต้องการในธุรกิจอาหารสัตว์ที่ยังแข็งแกร่ง
กลุ่ม PetCare ที่รายได้เติบโต 23% YoY กลุ่มธุรกิจ PetCare ที่ยังคงอยู่ในวัฏจักรการเติบโต โดยรายได้และปริมาณขายเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น 22.6% และ 14.3% YoY ตามลำดับ หนุนโดยความต้องการที่แข็งแกร่งในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย พร้อมสัดส่วนสินค้า Premium ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 51.5% ของยอดขายรวม
กลุ่ม Ambient Seafood รายได้เติบโตเล็กน้อย 3% YoY มีปริมาณการขายทรงตัว
อัตรากำไรขั้นต้น อยู่ที่ 18.2% ลดลงเล็กน้อย 0.7% YoY สาเหตุหลักมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่บังคับใช้ตั้งแต่เดือนเม.ย.25 ซึ่งกดดัน Margin ทั้งฝั่ง Frozen และ Ambient ประกอบกับราคาทูน่า Skipjack ปรับตัวขึ้น 2% YoY มาอยู่ที่ 1,693 ดอลลาร์/ตันใน 1Q26
อัตรา SG&A ต่อยอดขาย ลดลงมาอยู่ที่ 14.5% จาก 15.8% YoY จากการสิ้นสุดของค่าใช้จ่ายโครงการ Sonar ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้น 28% YoY สู่ระดับ 1,166 ล้านบาท นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินลดลง 9% YoY มาอยู่ที่ 530 ล้านบาท จากอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 135 ล้านบาท เทียบกับกำไร 26 ล้านบาทใน 1Q25 จากความผันผวนของค่าเงินที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเงิน
ราคาทูน่าเป็นความเสี่ยงหลักใน 2H26F —ภาษีที่ลดลงและการเจรจาราคาเป็นปัจจัยสำคัญ
แม้ 1Q26F จะให้สัญญาณที่แข็งแกร่ง แต่ความท้าทายหลักในช่วงครึ่งหลังของปีมาจากราคาทูน่าที่พุ่งขึ้น โดย เราคาดว่าผลกระทบของราคาปลาระดับใหม่นี้จะเริ่มสะท้อนเข้าสู่ต้นทุนจริงตั้งแต่ 3Q26F เป็นต้นไป เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีสต็อกสินค้าคงคลังที่สะสมไว้ในระดับสูงตั้งแต่ปลาย 4Q25 ในช่วงที่ราคาปลาอยู่ในระดับที่ต่ำคาดว่ารองรับได้ถึง Q2 อย่างไรก็ดี บริษัทมีกลไกรับมือหลายประการ ได้แก่ 1) การขอปรับราคากับลูกค้า OEM ซึ่งทบทวนรายไตรมาส และกับลูกค้าในยุโรปผ่านเงื่อนไข Force Majeure จากภาวะสงคราม 2) ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดเหลือ 10% เท่ากันทุกประเทศ ช่วยลดความเสียเปรียบในการแข่งขัน 3) ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในเดือนมีนาคมสู่ระดับ 32.5-33.0 บาท/ดอลลาร์ เป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออก
สำหรับปี 2026F (เรายังไม่ได้รวมผลกระทบจากสงคราม) เราคาดกำไรหลัก 4,298 ล้านบาท ลดลง YoY โดยกำไรจากการดำเนินงานคาดเติบโต 4% YoY สู่ระดับ 6,340 ล้านบาท ขับเคลื่อนโดย PetCare ที่เติบโต 8% YoY และ Gross Margin รวมที่คาดทรงตัวที่ 18.9% ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ลดเหลือ 10% การสต็อกวัตถุดิบสูง คุ้มครองระยะสั้น
ยังคงคำแนะนำ "ถือ" ติดตามการเจรจาราคาเป็น catalyst หลัก
เราคงคำแนะนำ "ถือ" โดยคงราคาเป้าหมายที่ 14.00 บาท อ้างอิง PER forward 14x ในระดับ PER 26F ปัจจุบันอยู่ที่ราว 11.6x และคาด Dividend Yield ราว 5% ในปี 2026F แนวโน้มระยะกลางยังน่าสนใจ เนื่องจากโครงการ Transformation ทยอยสิ้นสุด ต้นทุน SG&A จะลดลงต่อเนื่อง และธุรกิจ PetCare ยังอยู่ในวัฏจักรการเติบโต ทั้งนี้ต้องติดตามพัฒนาการของราคาทูน่าและความสำเร็จในการเจรจาปรับราคากับลูกค้าเป็นปัจจัยชี้นำทิศทางผลประกอบการในช่วง 2H26F