Market Wrap-Up
- SET วันที่ 30 เม.ย.69 ปิด +1.95 จุด อยู่ที่ 1,493.69 จุด มูลค่าการซื้อขาย 60,940 ลบ.ลบ. ต่างชาติซื้อ 228 ลบ. สถาบันซื้อ 1,951 ลบ. พอร์ตโบรกขาย 1,059 ลบ. และรายย่อยขาย 1,120 ลบ. NVDR ซื้อสุทธิ 538 ลบ.ซื้อ PTTEP,SCC,DELTA,KBANK,PTT และขาย SCB,CPALL,BBL,TISCO,TRUE มูลค่า Short Sales อยู่ที่ 2,020 ลบ. หุ้นที่มี % ช็อตเซลสูง เช่น CN23,BTS,AP โดยนักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Short ใน Index Futures จำนวน 5,403 สัญญา ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติ Long สุทธิรวม 8,024 สัญญา ต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 1,908 ลบ.
Market View
- DJIA -1.13%, S&P500 -0.41%, Nasdaq -0.19% จากแรงขายกลุ่มวัสดุ -1.57%, อุตสาหกรรม -1.17% ขณะที่พลังงาน +0.85% ปรับขึ้นตาม WTI +4.39% หลังสำนักข่าวฟาร์ของอิหร่านเผยยิงขีปนาวุธ 2 ลูกเพื่อสกัดเรือรบสหรัฐที่พยายามเข้าช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อปฏิบัติภาระกิจ Project Freedom ในการนำเรือสินค้าที่ถูกกักผ่านออกจากอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่ UAE เผยอิหร่านได้โจมตีเขตอุต ฯ น้ำมันในเมืองฟูไจราห์ ส่งผลให้ US Bond Yield 30 ปี ปรับขึ้นอยู่ที่ 5.013% ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจค่ำวันนี้ติดตาม JOLTs เผยตัวเลขเปิดรับสมัครงานสหรัฐ มี.ค., ยอดขายบ้านใหม่สหรัฐ มี.ค. และ ISM ดัชนีภาคบริการสหรัฐ เม.ย.
- Stoxx600 ยุโรป -0.99% นำโดยกลุ่มธนาคาร -2.7%, ยานยนต์ -2.1% หลัง ปธน.ทรัมป์เผยเตรียมเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหภาพยุโรปในอัตรา 25% & เดิม 15% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent +6.27% จากข่าวอิหร่านโจมตีเรือเกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการยิงขีปนาวุธโจมตีเขตอุต ฯ น้ำมันใน UAE ส่งผลให้นักลงทุนกังวล ECB อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่วนข้อมูล PMI ภาคการผลิตยูโรโซน เม.ย. ปรับขึ้นอยู่ที่ 52.2 & มี.ค. 51.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 47 เดือน
- ตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ดัชนีนิเกอิ & เซี่ยงไฮ้ปิดทำการในวันหยุด ขณะที่ Kospi เกาหลีใต้ +5.1% ทำ New High ได้แรงหนุนจากหุ้นผู้ผลิตชิป เช่น Samsung Electronics +5.4%, SK Hynix +12.5% หลังรายงานกำไร Q1/69 ดีกว่าคาด กอปรเกิดภาวะอุปทานชิปขาดแคลนใน Q2 ซึ่งเป็นปัจจัยช่วยหนุนราคาขาย ส่วนดัชนีฮั่งเส็ง +1.2% ได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยี เช่น Baidu +3.4%, SMIC +1.7% และ Xiaomi +6.7% ประเด็นสำคัญวันนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่น, จีน, เกาหลีใต้ปิดในวันหยุด, ติดตามผลการประชุม ธ.กลางออสเตรเลียคาดขึ้นดอกเบี้ย 25% อยู่ที่ 4.35% และ GDP ฮ่องกง Q1/69
- SET +2.58% WoW ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย/วัน 63 หมื่น ลบ. -1.76% WoW ต่างชาติซื้อ 498 ลบ. สถาบันซื้อ 7,013 ลบ. พอร์ตโบรกขาย 3,722 ลบ. และรายย่อยขาย 3,788 ลบ. WoW โดยดัชนีได้แรงหนุนจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์ +13.7% QoQ หลัง SCGP รายงานกำไร Q1/69 อยู่ที่ 1.56 พัน ลบ. +29.7%QoQ, +74%YoY ดีกว่าคาด +31% ได้ปัจจัยหนุนจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในอินโด ฯ ซึ่งส่งผลบวกไปยังบริษัทแม่ SCC ด้วยมีกำไร Q1/69 อยู่ที่ 6.2 พัน ลบ.+466%YoY และฟื้นตัวจากผลขาดทุนในไตรมาสก่อน ได้แรงหนุนจากธุรกิจซีเมนต์, บรรจุภัณฑ์ และกำไรจากการปรับมูลค่าสต็อคปิโตรเคมีมูลค่า 4.0 พัน ลบ. ส่วนกลุ่มอิเล็ก ฯ +8.8% WoW ฟื้นตัวตาม Nasdaq หลังรายงานกำไรหุ้นกลุ่ม Magnificant 7 ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่า ขณะที่กลุ่มที่ปรับลดลง คือ ขนส่ง, ท่องเที่ยว และค้าปลีก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น สำหรับประเด็นเศรษฐกิจสัปดาห์วันนี้ติดตามผลการประชุม ครม. จะพิจารณา ม.ไทยช่วยไทยเฟส 2 ที่จะเป็น ม.กระตุ้นกำลังซื้อผ่านคนละครึ่งพลัสที่จะเริ่มในวันที่ 1 มิ.ย. นี้ รวมถึงการทยอยรายงานกำไร บจ.หลัก ๆ เช่น PTTGC,TOP,ADVANC,GULF ซึ่งคาดจะออกมาดี
Daily Strategy
- ประเมินแนวรับดัชนี 1,480 – 1,485 แนวต้าน 1,500 – 1,510 คาดดัชนีทรงตัวรอการรายงานกำไร Q1/69 ของกลุ่ม Real Sector คาดได้แรงหนุนจากกำไรในกลุ่มปิโตรเคมี, ไอซีทีที่ขยายตัวได้ดี แนะนำทยอยซื้อปิโตรเคมี SCC,PTTGC,IVL ปรับดีขึ้นตามสเปรดผลิตภัณฑ์ / AMATA, WHA, CK, STECON ตอบรับคำขอ BOI Q1/69 มีมูลค่า 1 ล.ลบ./ กลุ่มพลังงานทดแทน GUNKUL, TSE
- SCC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมายIAA Consensus 227.00 บาท) บริษัทรายงานกำไร 1Q69 ที่2 พันล้านบาท +466%YoY และพลิกจากขาดทุนใน 4Q68 ดีกว่าที่ตลาดคาด หลักๆ มาจากการรับรู้กำไรสต๊อก ส่วนผลการดำเนินงานหลักมีปัจจัยหนุนจากการปรับขึ้นราคาขายปูนและลดต้นทุน ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ผลประกอบการของ Fajar ดีขึ้น และธุรกิจปิโตรเคมีฟื้นตัวตาม product spread แนวโน้ม 2Q69 กำไรชะลอตัวลงแต่ยังอยู่ในระดับสูงมีปัจจัยหนุนจาก spread ปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับสูง ประเด็น SCGC ลงนาม MoU กับ PTTGC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัท JV ในธุรกิจ Olefins/Polymers ในประเทศไทย เรามองว่าระยะยาว Win-Win ทั้งคู่ฝั่ง SCGC จะได้ประโยชน์จากความมั่นคงและข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบ การขยายผลด้านนวัตกรรมและ R&D และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ส่วน PTTGC จะได้ประโยชน์จากการบริหารต้นทุนและรับมือวัฏจักรธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจมูลค่าสูง การยกระดับฐานการผลิตมาบตาพุด ทั้งนี้หลังรวม Asset JV จะกลายเป็นแพลตฟอร์มปิโตรเคมีครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และเป็นบริษัทที่มีกำลังการผลิต Polyolefins ติดอันดับ 10 ของโลก โดย time line ของการศึกษาคาดชัดเจนใน 3Q69
- BH (ทยอยซื้อ/ ราคาเป้าหมาย 0 บาท) กำไรสุทธิ 1Q69 อยู่ในเกณฑ์ดีที่ 1,790 ลบ. (+3.24%YoY, -5.05%QoQ ) หนุนด้วยรายได้กลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่ +4%YoY -7%QoQ โดยกลุ่มชาติที่โตเด่น ได้แก่ ตะวันออกกลาง +21%YoY, เมียนมา +15%YoY, บังกลาเทศ+25%YoY ด้านการดำเนินงานในช่วง 2Q69 นี้ แนวโน้มมีโอกาสดีขึ้นกว่าที่ทางฝ่ายวิเคราะห์คาดไว้เดิม หลังการประชุม Analyst Meeting ในวันที่ 29 เม.ย.69 ทางผู้บริหารมองเป้าการเติบโตของรายได้ 2Q69 ที่ราว 2%บวกลบ และยังเห็นสัญญาณที่ดีจากกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางที่เข้ามารับการรักษาหลังผ่านช่วงรอมฎอน ปัจจุบัน เราประเมินกำไรสุทธิปี69 และ 70 ของ BH ที่ 7,895 ลบ.(+5YoY%) และ 8,280ลบ.(+5YoY%)
Daily Key Factors
Oil Update(+) WTI มิ.ย. +$4.48 อยู่ที่ $106.42 / บาร์เรล, Brent ก.ค. +$6.27 อยู่ที่ $114.44/บาร์เรล หลังอิหร่านได้โจมตีเขตอุต ฯ น้ำมันในเมืองฟูไจราห์ของ UAE และโจมตีเรือของเกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ปัจจัยเสี่ยงด้านสงครามสูงขึ้น ส่วนผลการประชุมโอเปกพลัสปรับเพิ่มกำลังการผลิต 1.88 แสนบาร์เรล/วัน ใน มิ.ย. เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
Gold Update (-)Comex Gold มิ.ย. -$111.20 ปิดที่ 4,533.30 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางสูงขึ้นอีกครั้ง จากเหตุอิหร่านโจมตี UAE และเรือรบของสหรัฐ ขณะที่เฟดยังไม่มีท่าทีผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ ส่งผลให้ Dollar Index แข็งค่า +0.22% อยู่ที่ 98.377 ซึ่งเป็นผลลบต่อสัญญาทองคำ
Fund Flow(+) Fund Flow ต่างชาติในตลาด TIP วานนี้ ซื้อสุทธิ +116.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยซื้อหุ้นอินโดฯ +110.63 ล.ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อหุ้นฟิลิปปินส์ +5.53 ล.ดอลลาร์สหรัฐ
(-) ค่าเงินบาทเช้านี้อ่อนค่าอยู่ที่ 32.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปรับขึ้นอยู่ที่ 4.445 %
(+) ดัชนี BDI ปิด +44 จุด อยู่ที่ 2,730
(+) BitCoin เช้านี้ +0.66% อยู่ที่ 80,225 ดอลลาร์สหรัฐ
Economic Calendar
ในประเทศ
สัปดาห์ที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค
ต่างประเทศ
05 พ.ค. US ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการ (เม.ย.)
US ยอดขายบ้านใหม่ (มี.ค.)
US ตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่จาก JOLTS (มี.ค.)
06 พ.ค. US การเปลี่ยนแปลงการจ้างงานภาคนอกภาคเกษตรฯ(ADP)(เม.ย.)
07 พ.ค. US จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก
08 พ.ค. US รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง (เดือนต่อเดือน) (เม.ย.
US อัตราการว่างงาน (เม.ย.)
Theme Strategy
ทยอยสะสมหุ้น Value Stock / High Dividend Yield ที่มีความทนทานต่อภาวะตลาดที่ผันผวนสูงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
(1) High Dividend Yield กลุ่มธนาคารพาณิชย์ KKP, KTB, SCB, TISCO, TTB กลุ่ม REIT / อื่นๆ CPN*, CPNREIT*, ROJNA*
(2) Commodity Linked ได้ประโยชน์จาก Energy Shock กลุ่มพลังงาน PTTEP, BANPU กลุ่มปิโตรเคมี PTTGC, IVL, IRPC กลุ่ม Biofuel BBGI*, GGC*, TAE*, UBE*, PCE*, UVAN*, APO*, VPO*, AIE* กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน BCPG*, GUNKUL*
(3) ราคาสินค้าเกษตร / อาหาร ปรับตัวเพิ่มขึ้น STA*, STGT*, TRUBB*, NER*, TFG*, BTG*
(4) Defensive กลุ่ม ICT / Data Center ADVANC, TRUE, DELTA*, HANA*, STECON, INSET*
**หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัย
Asset Allocation: Equity 45% Fixed Income 40% Alternative Investment etc. Gold 10% Cash 5%
Today Fundamental Research: -
Monthly Portfolio April 2026: NER*, ITC*, TRUE, TACC*, GUNKUL*
Analysts
Apichai Raomanachai
Fundamental and Technical Investment Analysis ID No. 002939
Tel 02-829-6999 Ext 2200
Email : apichai.ra@kfsec.co.th
Nopporn Chaykaew
Fundamental Analysis ID No. 043964
Tel 02-829-6999 Ext 2203
Email : noppoen.ch@kfsec.co.th
Nattawat Poosunthornsri
Fundamental Analysis ID No. 087077
Tel 02-829-6999 Ext 2204
Email : nattawat.po@kfsec.co.th