ปัจจัยรอบด้านโอบล้อมกดดันตลาดหุ้น
HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ ตลาดหุ้นโลกเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ โดยในฝั่งสหรัฐฯ -0.1% ถึง +0.2% ส่วนในฝั่งยุโรป -0.6% ถึง -0.2% สวนทางกับราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่พุ่งขึ้นเกือบ 3%หลังการเจรจาสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว จนทำให้การเดินเรือผ่านช่อแคบฮอร์มุซยังคงหยุดชะงัก สะท้อนตลาดหุ้นดูชินชากับข่าวสงคราม
• อย่างไรก็ดี ยังต้องจับตาความคืบหน้าสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด ซึ่งล่าสุด BLOOMBERG รายงานว่าอิหร่านเสนอ “ข้อตกลงชั่วคราว” เปิดช่องแคบฮอร์มุซแลกกับการที่สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมท่าเรือ ทั้งนี้ หากมีสัญญาณความตึงเครียดผ่อนคลายลง อาจเห็นราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงได้
• การประชุมของธนาคารกลางที่สำคัญหลายแห่งในสัปดาห์นี้ ภาพรวมคงดอกเบี้ย ทั้งBOJ, BOT, FED, ECB, BOE
REGION RADAR
• SEAGATE TECHNOLOGY (STX US) +17% ในช่วง AFTERHOURS หลังงบออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ $3.1 พันล้าน +44% YOY (สูงกว่าคาด 5%) ขณะที่ EPSอยู่ที่ $4.1 +116% YOY (สูงกว่าคาด 17%)
• กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ (U.S. DEPARTMENT OF COMMERCE)ได้ส่งจดหมายไปยังบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐหลายราย ให้ ระงับการส่งมอบอุปกรณ์บางประเภท ไปยังโรงงานของ HUA HONG SEMICONDUCTOR
THAI FOCUS
SYNAPSE STRATEGY
• หลายปัจจัยกดดันตลาดหุ้น ทั้งสหรัฐสั่งให้บริษัทอุปกรณ์ผลิตชิปบางรายหยุดส่งมอบเครื่องมือบางประเภทให้ HUA HONG, นโยบาย
การเงินโลกที่เริ่มตึงตัวมากขึ้น และความกังวลปริมาณน้ำมันขาดแคลนชัดขึ้น ส่วนราคาน้ำมันเดือนหน้ามีแนวโน้มทยอยลดลง
• กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ ถือเงินสดเพิ่ม 30% -40% ของพอร์ต ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนหุ้นเด่นแนะนำทยอยสะสมหุ้นถูกกดดันจากสงครามย่อตัวลงมาลึก BA, ERW, CENTEL, CBG,MINT, GPSC, BH, BGRIM, ICHI, BDMS, SJWD
HORIZON MARKET VIEW
สัปดาห์นี้มีแต่เรื่องให้ติดตาม
ปัจจัยแวดล้อมในช่วงสัปดาห์นี้ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลต่อการทิศทางตลาดการเงินในระยะข้างหน้าทั้งเรื่องนโยบายการเงิน พัฒนาการสงครามในตะวันออกกลาง และความผันผวนของราคาน้ำมันเริ่มจากวานนี้ การประชุม BOJ มีมติ6:3 คงดอกเบี้ยที่ 0.75% ตามคาด เพื่อรอดูผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง พร้อมกับปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2026 เป็น 2.8% (เดิม 1.9%) และปรับลด GDPGRWOTH ปีนี้ลดลงเหลือ 0.5% (เดิม 1%)
อย่างไรก็ดี โอกาสที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 มิ.ย.2026 ทางตลาด SWAP ให้น้ำหนัก 68% ส่วนปลายสัปดาห์ มีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนี้วันที่
30 เม.ย. 2026 : มีกำหนดประชุม FED โดย CONSENSUS คาดจะเห็นการคงดดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ หาก BOJ มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ -ญี่ปุ่น แคบลง เสี่ยงเพิ่มระดับความกังวล UNWIND YEN CARRY TRADE จากเม็ดเงินที่ย้ายกลับ พร้อมกับกดดันค่าเงินผันผวน
วันที่ 1 พ.ค. 2026: มี 2 ประเด็นใหญ่ที่ ได้แก่ 1. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถอนตัวจาก OPEC ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 คิดเป็นราว 12% ของอุปทานกลุ่ม ซึ่งที่ผ่านมา UAE เคยผลิตราว 3.6 ล้านบาร์เรล/วัน(สูงกว่าโควตา) ก่อนสงคราม และลดลงราว 40% ในเดือน มี.ค. 2026 จากการหยุดกำลังผลิต หากบรรลุแผนขยายกำลังการผลิตของ ADNOC สู่ 5 ล้านบาร์เรล/วัน จะเพิ่มอุปทานที่นำออกสู่ตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
อย่างไรก็ดี ระยะสั้นผลกระทบต่อตลาดอาจจำกัด เนื่องจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านทำให้การส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก
3 ล้าน เป็น 5 ล้าน ในระยะยาว เพิ่ม SUPPLY และ 2. DEADLINE ของ ปธน.สหรัฐฯ ต้องหยุดสงคราม หรือหาทางไปต่อ?
REGION RADAR
SEAGATE ระบุความต้องการ SSD แข็งแกร่ง
SEAGATE TECHNOLOGY (STX US) +17% ในช่วง AFTER-HOURS หลังบริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีบัญชี 2026 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ $3.1 พันล้าน +44% YOY (สูงกว่าคาด 5%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $4.1 +116% YOY (สูงกว่าคาด 17%) หนุนจากความต้องการหน่วยความจำที่มากขึ้นหลังการมาของ AGENTIC AI และเน้นการใช้ในการเทรนโมเดล AI มากขึ้น อีกทั้ง MANAGEMENT ได้ปรับเพิ่มANNUAL REVENUE GROWTH TARGET จาก "LOW-TO-MID TEENS" เป็น "MINIMUM 20%" ต่อปี ในหลายปีข้างหน้า ซึ่งการรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ SEAGATE คาดจะเป็น SENTIMENT เชิงบวกในระยะสั้นต่อกลุ่ม MEMORY นำโดย MICRON (DR: MICRON01) และ SANDISK (DR: SNDK03)
สหรัฐฯ ประกาศห้ามส่งเครื่องผลิตชิปให้กับบริษัทชิปจีน HUA HONG SEMICONDUCTOR
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ (U.S. DEPARTMENT OF COMMERCE) ได้ส่งจดหมายไปยังบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐหลายราย ให้ ระงับการส่งมอบอุปกรณ์บางประเภท ไปยังโรงงานของ HUA HONGSEMICONDUCTOR ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่อันดับ 2 ของจีน เนื่องจากสหรัฐฯ กังวลว่า HUA HONG และบริษัทลูก HUALI MICROELECTRONICS อาจผลิตชิปขั้นสูงสำหรับ AI จากประเด็นนี้คาดเป็น SENTIMENTเชิงลบต่อบริษัทเครื่องจักรชิปสหรัฐฯ อาทิ LAM RESEARCH และ APPLIED MATERIALS นอกจากนี้ คาดจะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น HUA HONG SEMICONDUCTOR (DR: HUAHONG23) ในเช้าน
THAI FOCUS
เมื่อคลังหั่นเป้า GDP ลงและทิศทางดอกเบี้ยคาดคงดอกเบี้ยในวันนี้
กระทรวงการคลังได้ปรับปรุงประมาณการเศรษฐกิจไทย โดยปรับลดเป้าหมายการเติบโตของ GDP ปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.6% ลดลงจากประมาณการเดิมที่เคยตั้งไว้ที่ 2.0% สาเหตุหลักของการปรับลด คือ ผลกระทบจากความไม่สงบและสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก โดยภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
• การบริโภค : ภาคเอกชนยังขยายตัวได้ที่ 2.3% แต่ชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้าที่โต 2.7% ในขณะที่การบริโภคภาครัฐขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1.3%
• การลงทุน : การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะโต 3.2% แต่สิ่งที่น่าสังเกต คือ การลงทุนภาครัฐที่ลดลงจากที่เคยโตถึง 8.9% ในปี 2568 เหลือเพียง 1.7% ในปี 2569
• อัตราเงินเฟ้อ : เงินเฟ้อทั่วไปพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.0% (จากปี 2568 ที่ติดลบ -0.1%)
• ดุลการค้า : แม้การส่งออกจะโตได้ 6.2% แต่การนำเข้ากลับโตสูงถึง 13.9% ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงอยู่ที่ 6.0 พันล้านเหรียญฯ
ในด้านนโยบายการเงิน การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันนี้อ้างอิงจากข้อมูล BLOOMBERGระบุว่านักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 24 ท่าน (ความน่าจะเป็น 100%) คาดว่า กนง. จะประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ซึ่งการคงดอกเบี้ยในระดับต่ำนี้ สะท้อนถึงความพยายามของ ธปท. ในการประคองเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวต่ำ และยังต้องเฝ้าระวังอัตราเงินเฟ้อที่ขยับตัวสูงขึ้นด้วยซึ่งจากข้อมูลสถิติในอดีต พบว่า SET INDEX ในช่วงที่ทิศทางดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำหรือเป็นรอบดอกเบี้ยขาลงแต่ กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ย SET INDEX มักจะมีปฏิกิริยาในเชิงบวก โดยมีการปรับตัวสูงขึ้น (REBOUND)ดังนั้น ครั้งนี้ก็คาดหวังว่า SET INDEX น่าจะเกิด PATTERN เดียวกันกับครั้งที่ผ่านมา
SYNAPSE STRATEGY
ปัจจัยรอบด้านกลับมากดดันตลาด และราคาน้ำมันระยะถัดไปมีโอกาสย่อตัว
หลายปัจจัยกดดันตลาดหุ้น ทั้งสหรัฐสั่งให้บริษัทอุปกรณ์ผลิตชิปบางรายหยุดส่งมอบเครื่องมือบางประเภทให้ HUA HONG, นโยบายการเงินโลกที่เริ่มตึงตัวมากขึ้น โดยนักลงทุนรอติดตามการประชุมธนาคากลางสำคัญๆ ในสัปดาห์นี้ และความกังวลปริมาณน้ำมันขาดแคลนชัดขึ้นกดดันราคาน้ำมันยืนสูงแต่ราคาน้ำมันเดือนหน้ามีแนวโน้มทยอยลดลงจาก 4 ปัจจัยหลักๆ
▪ UAE ประกาศออกจาก OPEC 1 พ.ค. นี้ มีโควต้าผลิต 3.4 MBPD ตั้งเป้าระยะยาวผลิต 5MBPD
▪ ทรัมป์ โพสผ่าน SOCIAL TRUTH บอก อิหร่านอยากเปิดช่องแคบฮอร์มุชให้เร็วที่สุดในคืนวานนี้
▪ WAR POWER RESOLUTION (WPR) ใกล้ถึง DEADLINE 1 พ.ค. นี้ โดยเริ่มประมาณ 2 มี.ค.และครบ 60 วัน ในวันที่ 1 พ.ค. หลังจากนั้นถ้าจะไปต่อ ต้องได้อนุมัติจาก HOUSE + SENATEหรือใช้กรอบถอนกำลังอีกไม่เกิน 30 วัน ภายใต้เงื่อนไขจำเป็นทางทหาร
▪ TRUMP กับ XI JINPING มีกำหนดพบกันที่ปักกิ่ง วันที่ 14–15 พฤษภาคม 2026
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ ถือเงินสดเพิ่ม 30% - 40% ของพอร์ต ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนหุ้นเด่นแนะนำทยอยสะสมหุ้นถูกกดดันจากสงครามย่อตัวลงมาลึก BA, ERW, CENTEL, CBG, MINT,GPSC, BH, BGRIM, ICHI, BDMS, SJWD
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์