แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯดีขึ้น สวนทางกับไทยที่อ่อนแอลง
KEY FINDINGS:
สหรัฐฯ: ดัชนี S&P 500 ยังคงปรับตัวขึ้นได้ต่อและทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากการขยายข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านออกไปไม่มีกำหนดและการเริ่มเข้าสู่ฤดูประกาศผลประกอบการ สอดคล้องกับ Sentiment Indicator ที่ปรับขึ้นได้ดี โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับขึ้นได้ต่อในโซน Greed มาตรวัดปรับขึ้นจาก 63 จุดสู่ 66 จุด ขณะที่ผลสำรวจ AAII สะท้อนว่า Bull-Bear Spread ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
ไทย: ดัชนี SET ปิดปรับตัวลง 1.9% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่บรรยากาศการลงทุนอ่อนแอลง โดย BLS Greed & Fear Barometer ปรับลดลงจาก 55 จุดสู่ 50 จุด แต่ยังคงยืนใน Neutral ได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สี่
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี S&P 500 ยังคงปรับตัวขึ้นได้ต่อและทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากการขยายข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านออกไปและการเริ่มเข้าสู่ฤดูประกาศผลประกอบการ สอดคล้องกับ Sentiment Indicator ที่ปรับขึ้นได้ดี โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับขึ้นได้ต่อในโซน Greed มาตรวัดปรับขึ้นจาก 63 จุดสู่ 66 จุด หนุนจาก Market Momentum ที่ยังคงปรับขึ้นได้ต่อ และ Market Breadth ที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนว่ามุมมองเชิงบวกต่อตลาดในช่วง 6 เดือนปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish เพิ่มขึ้นจาก 31.7% สู่ 46.0% (และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5% เป็นครั้งแรกในรอบ 11 สัปดาห์) ส่วนสัดส่วนฝั่ง Bearish ลดลงจาก 42.8% เป็น 34.4% (แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0%) ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า 22.7% จาก -11.1% เป็น +11.6%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ปิดปรับตัวลง 1.9% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่บรรยากาศการลงทุนอ่อนแอลง โดย BLS Greed & Fear Barometer ปรับลดลงจาก 55 จุดสู่ 50 จุด แต่ยังคงยืนใน Neutral ได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สี่ องค์ประกอบย่อยที่เป็นตัวฉุดมาตรวัดได้แก่ ดัชนี Bull-to-Bear ที่ปรับลดลงจาก 50.0% สู่ 34.4% ดัชนี Volume Index ที่ปรับลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์หลังจากเข้าใกล้โซน Overbought
IMPLICATION:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับรีบาวด์จากจุดต่ำสุดที่ทำไว้ในช่วงปลายเดือนมีนาคมมาแล้วราว 13% สอดคล้องกับ Fear & Greed Barometer ที่ฟื้นตัวขึ้นจากโซน Extreme Fear ในช่วงดังกล่าว สู่โซน Greed ในปัจจุบัน ทั้งนี้ระดับ Put/Call Ratio ที่ปรับตัวลงแรงจากระดับสูงสุดที่ 0.95 ในวันที่ 8 เม.ย. สู่ 0.64 ในวันที่ 20 เม.ย. สะท้อนว่านักลงทุนปิดสถานะป้องกันความเสี่ยง (Hedging) อย่างไรก็ตามอัตราส่วนดังกล่าวได้มีสัญญาณกลับมาปรับขึ้น สอดคล้องกับความผันผวนของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ตลาดอาจเผชิญกับแรงขายทำกำไรในระยะสั้น
ตลาดหุ้นไทยเริ่มเผชิญแรงขายทำกำไรสอดคล้องกับ Sentiment Indicator ที่ยังไม่สามารถผ่านจากโซน Neutral เข้าสู่โซน Greed ได้ อย่างไรก็ตาม เรามองการปรับลงของดัชนี SET รอบนี้เป็นเพียงการพักฐานเพื่อลดความร้อนแรงของดัชนี ก่อนที่จะสะสมพลังเพื่อที่จะปรับขึ้นได้ใหม่
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ลงต่อ แรงกว่าภาพรวมภูมิภาค โดยมีประเด็นกังวลเรื่อง MSCI ปรับสูตรคำนวณ แล้วทำให้หุ้นไทยเสียเปรียบเทียบกับ Emerging Market อื่นๆ ซึ่งจะ Adjusted ในรอบเดือน พ.ค. ทำให้ยังคงมีแรงขายในหุ้นใหญ่อย่าง DELTA GULF ADVANC CPAN CPALL และธนาคาร นอกจากนี้ SCC ที่มีประเด็นแผนปิดโรงงาน LSP ก็ลงแรงวานนี้ ตามมาด้วย Sentiment ลบต่อ SCGP ส่วนหุ้นบวกหลัก HANA KBANK PTTEP PTTGC
แนวโน้มตลาดวันนี้ นี่แค่ทดสอบระบบ-Sell in May
วันนี้คาดหุ้นไทยพักต่อ และแค่เด้งสั้นๆ ก่อนจะไปเจอของจริงใน “Sell in May” สำหรับหุ้นบูลชิพใหญ่หลายตัวที่เราคาดว่าจะเป็นเป้าหมายถูก ต่างชาติขายในเดือน พ.ค. ตามที่เราประเมิน
ส่วนตัวแปรเสริมแรงขายหุ้นรายตัว ตามที่คาด คือ นโยบายรัฐฯ ที่สร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นเชื่อมโยง เช่น การปรับลดค่าการกลั่น และมีแนวโน้มจะสร้างแรงกดดันต่อเนื่องไปยังต้นทุนพลังงานอื่นๆ อย่าง โรงไฟฟ้า ในรอบหน้า เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ประชาชน และผู้ประกอบการ
และประเด็นร้อนคือ แนวโน้มขาดของผลิต อย่าง SCC ที่ส่งสัญญาณเตือนไปยังธุรกิจอื่นที่เชื่อมโยง กลับมาให้เราต้องคอยระวังอีกครั้ง เมื่อเข้าใกล้ช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ว่าจะมีของมาเติมแผนการผลิตหรือไม่,
เชื้อเพลิงน้ำมันเครื่องบินที่จะเริ่มปรับขึ้นราคาช่วงไตรมาส 2 แนวโน้มที่ภาครัฐฯ อาจพิจารณาทบทวนมาตรการฟรี วีซ่า (ซี่งแม้จะชี้แจงว่าอาจแค่ลดเวลาลง แต่ตลาดก็ยังจะตีความไปได้ถึงการยกเลิกฟรี วีซ่า อยู่จนกว่าจะชัด) ซึ่งสะเทือน หุ้นท่องเที่ยว โรงแรม และหุ้นเชื่อมโยงรายได้ภาคบริการ (เลี่ยงหุ้น AOT AAV BA MINT CENTEL ERW CBG)
ส่วนราคาหุ้นกลุ่มเด่นที่ หมุนเข้าเล่น เรายังคงคำแนะนำเดิมคือสะสม หุ้น Local play อย่าง นิคมฯ อิเล็กทรอนิกส์ Renewable หุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันขนส่งในประเทศลดลงจากนโยบายรัฐฯ
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค โครงสร้างราคา: ดัชนีกำลังเผชิญจุดวัดใจ ปิดทดสอบเส้น EM 25 วัน (ลงไปต่ำกว่า แต่รีบาวด์ขึ้นมาปิดได้) ซึ่งถือเป็นเส้นแบ่งเขตแดน หากยืนได้จะมองเป็นการ "ย่อเพื่อไปต่อ" แต่ถ้าหลุดจะกลายเป็นสัญญาณจบรอบขาขึ้นระยะสั้น!
Moving Averages: ดัชนีกำลังทดสอบเส้น EMA 10 วัน ซึ่งถือเป็นโซนรับสำคัญที่จะทำให้เปลี่ยนภาพระยะสั้นจาก "ขึ้น" เป็นลง
แนวรับ 1,460 หากหลุดจะเสียทรงระยะสั้น แนวรับหลัก (Major Support) 1,440 (ฐานเดิม) ลงไม่ลึก!
แนวต้าน: 1,480 จุด จากที่เคยเป็นแนวรับเดิม ปัจจุบันถูกเปลี่ยนต้าน (ต้องทะลุผ่านเพื่อกลับไปเล่นในกรอบบน)
แนะนำกลยุทธ์ Pair Trade: "เลือกตัวตึง เทรดตัวเต็ง" กลุ่มปิโตร (PTTGC / SCC) & ไฟแนนซ์ (KKP / TISCO)
Market correction: ว่ากันตามสถิติการปรับฐานใหญ่ 8-10% / ปรับฐานย่อย 3-5% (ให้น.น.รอบนี้เป็นการปรับฐานย่อย)
Risk Management: ปิดท้ายด้วยแผนป้องกันความเสี่ยง ตรวจสอบค่าความสัมพันธ์ของคู่ Pair Trade สม่ำเสมอ หากตัวที่ Short เริ่ม "แข็ง" กว่าตัวที่ Long (ผิดทาง) ให้รีบปิดสถานะเพื่อจำกัดผลขาดทุน
What to watch คลังกางแผนรื้องบ 69-70 ระดมแสนล้านฟื้นศก.-ช่วยกลุ่มเปราะบาง ไม่ปิดประตูกู้-ขยายเพดานหนี้
รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ขณะที่เพดานหนี้กำหนดไว้ไม่เกิน 70% จึงยังมีช่องว่างอีก 4% ในการกู้เงินได้อีกประมาณ 800,000 ล้านบาท
ส่วนการจัดการงบประมาณแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหลัก
ขั้นที่ 1 โอนงบประมาณปี 2569 เพื่อดึงเงินกลับมาเป็นงบกลางคาดว่าจะมีเม็ดเงินประมาณ 70,000-100,000 ล้านบาท ซึ่งต้องออกเป็น พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ปี 2569 คาดว่าจะเสนอสภาฯ ได้เร็วที่สุดช่วงกลางเดือนมิ.ย.69
2 ปฏิรูปงบประมาณปี 2570 โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ตัดงบรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด เช่น งบดูงานต่างประเทศ และงบก่อสร้างอาคารใหม่ เพื่อโยกไปใช้ในโครงการที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาสถานที่ราชการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายระยะยาว
3 การออก พ.ร.ก.กู้เงิน (หากจำเป็น): หากสถานการณ์โลกยืดเยื้อ และงบประมาณที่มีไม่เพียงพอ รัฐบาลอาจพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อใช้เยียวยากลุ่มเปราะบาง และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศ
กบง.สั่งลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นช่วงแรกเพิ่มเป็น 5 บาท/ลิตร ดีเดย์ 24 เม.ย.งัดยาแรงสยบค่าครองชีพ
สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี0 บี7 และบี20 เป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงวันที่ 24 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ปรับลด 5.00 บาทต่อลิตร และช่วงวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ปรับลด 3.00 บาทต่อลิตร
จากที่ กบง. มีมติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เห็นชอบให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลง 2.00 บาทต่อลิตร
เริ่มคาดการณ์ SET50 ชุดใหม่: ตลาดคาดหุ้นเข้า THAI BCP MRDIYT ITC หุ้นออก BTS CBG SAWAD OSP
ธปท. แจงข้อกำหนด Virtual
ในการนี้ ผู้ขอจัดตั้ง VB อาจดำเนินการได้หลายแนวทาง เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของประกาศกระทรวงการคลัง เช่น
(1) โอนเฉพาะธุรกิจทางการเงิน (ซึ่งไม่จำเป็นต้องโอนมาทั้งกิจการ) ให้เข้ามาอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจเดียวกันกับ VB
(2) ลดสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจทางการเงิน เพื่อไม่ให้มีอำนาจควบคุม
(3) คืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจทางการเงินที่ไม่มีนัยสำคัญ
(4) ดำเนินการอื่นใดเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของประกาศ
(5) ยื่นขออนุญาตโดยไม่ปรับโครงสร้างธุรกิจ พร้อมให้เหตุผลความจำเป็นประกอบการพิจารณา
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG) ขอให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้น บมจ.ซีพี ออลล์ [CPALL] เพื่อพิจารณาในหลักการว่าจะให้ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด (Counter Service), บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด (Thai Smart Card) และ บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) เข้ามาอยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของ Virtual Bank ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACMH) หรือไม่ โดยเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาต และการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Virtual Bank แต่กรรมการผู้ไม่มีส่วนได้เสียทั้ง 13 คน มีมติไม่เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว
หุ้นแนะนำวันนี้
GUNKUL เตรียมดึงงบกลาง 7 หมื่น ถึง 1แสนล้านบาทสำหรับโครงการระยะสั้น และงบปี 70 จะจัดงบไว้เผื่อโครงการติดโซลาร์อาคารราชการ คาดแนวโน้มโครงการจะหนุนทิศทางธุรกิจ Renewable energy
แนวรับ 2.3 ต้าน 2.48 Stop loss 2.24
Tactical port ถอด TFG
รายงานพื้นฐานวันนี้
Electronic Sector
เกาะรอบขาฟื้นตัว แบบระวังหลัง
สัญญาณการฟื้นตัวของวัฏจักรเริ่มชัดขึ้น หลัง US Manufacturing PMI (PMI) กลับมายืนเหนือ 50 ที่ระดับ 52.6 ในช่วง 1Q26 และ New Orders อยู่ในโซนแข็งแกร่ง (ระดับ 53–57) สะท้อนการเข้าสู่รอบการเริ่มฟื้นตัว (early-cycle recovery) โดยในเชิงสถิติ PMI มีความสัมพันธ์กับรายได้ของ HANA และ KCE อย่างมีนัยสำคัญ โดยระดับ break-even พบ PMI ควรอยู่ราว 52–53 เป็นจุดที่เริ่มเห็นการเติบโตกลับมา
ในอดีต HANA จะมีรายได้เติบโตเฉลี่ย +6% เมื่อ PMI อยู่ในช่วงขยายตัว เทียบกับ -7% ในช่วงหดตัว ขณะที่ KCE มีความสัมพันธ์สูงกว่า (ขยายตัว +10% vs หดตัว -7%)
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น 1Q26 ยังเห็นเพียงการทรงตัว YoY ก่อนที่การฟื้นตัวจะชัดขึ้นตาม cycle ที่กำลังกลับมา (การรับรู้รายได้ยังไม่ทัน) ทำให้กำไรยังช้ากว่า cycle เช่นกัน โดย KCE คาดกำไร 1Q26 ที่ราว 150–160 ล้านบาท (ลดลง YoY แต่ฟื้น QoQ) จากแรงกดดันต้นทุนทองแดงที่เพิ่มขึ้น ~20% QoQ ขณะที่ HANA คาดกำไร 160 ล้านบาท (ลดลง YoY และทรงตัว QoQ) แม้เริ่มเห็นคำสั่งซื้อกลับมาในธุรกิจ EMS และ OSAT รวมถึงแรงหนุนจาก EV
ขณะที่ฝั่ง demand ยังมีปัจจัยรบกวน (noise) คอยกดดัน เช่น ประเด็นที่ S&P ปรับลดคาดการณ์การผลิตรถยนต์โลกปี 2026 ลงเหลือ 91.4 ล้านคัน (และ -1.9% YoY ใน 2Q26) จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ทำให้การฟื้นตัวยังไม่ราบรื่น
Fundamental view: ในเชิงของราคาหุ้น มองเป็นจังหวะ “เก็งกำไรตามรอบการฟื้น” โดยการ re-rate valuation จะเป็นไปตาม PMI ที่ฟื้นตัว ซึ่งคาด HANA ไปที่เป้าหมาย 32 บาท (+1SD) และ KCE ที่ 30–34 บาท (+1–1.5SD) จาก leverage ที่สูงกว่า
HMPRO
โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์
กำไรยังอ่อนแอ และขาดปัจจัยหนุน
แนวโน้มกำไร 1Q26 อ่อนแอ โดยเราคาดกำไรหลักที่ 1.45 พันลบ. ลดลง 15% YoY และ 9% QoQ กดดันจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ กำลังซื้อที่อ่อนแอ, ผลกระทบชายแดนไทย–กัมพูชาที่ฉุดยอดขายสาขาอรัญประเทศ และการไม่มีมาตรการ Easy e-Receipt เหมือนปีก่อน ส่งผลให้ SSS อ่อนตัวทั้งกลุ่ม โดย HomePro คาดลดลง 12% แย่สุดในกลุ่ม ขณะที่ SG&A/sales ที่เพิ่มขึ้นกดดันมาร์จิ้น แม้ GM จะดีขึ้นเล็กน้อย
มองไป 2Q26 แม้ SSS เริ่มฟื้นในช่วง 3 สัปดาห์แรก จากอากาศร้อนและการเร่งซื้อสินค้า แต่เรามองเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อจะทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เราจึงมองว่ามี downside ต่อเป้า SSS ปี 2026 ที่ 2% และปรับลดประมาณการกำไรปี 2026–27 ลง 4% สะท้อนสมมติฐาน SSS ใหม่ที่ทรงตัว โดยคาดกำไรปี 2026 อยู่ที่ 6.08 พันลบ. ทรงตัว YoY
Fundamental view: แม้ valuation จะถูก (PER ปี 2026 ที่ 13.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว -1.5SD) แต่ด้วยแนวโน้มกำไรที่ยังไม่ฟื้นและขาด catalyst ระยะสั้น จึงคงแนะนำแค่ถือ ราคาเป้าหมายใหม่ 6.30 บาท (จากเดิม 7.50 บาท) โดยคาดการฟื้นตัวจะชัดเจนขึ้นในช่วง 4Q26 จากฐานต่ำเป็นหลัก
สรุปประเด็นจาก Quick take
Energy
กบง. มีมติปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นเพิ่มเติม
ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2026 มีมติเห็นชอบปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว โดยให้ยกเลิกประกาศ กบง. ลงวันที่ 8 เม.ย. 2026 กบง. กำหนดอัตราปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นใหม่สำหรับน้ำมันดีเซล B0 B7 และ B20 เป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงวันที่ 24 เม.ย. - 9 พ.ค. 2026 ปรับลด 5 บาท/ลิตร และช่วงวันที่ 10 - 19 พ.ค. 2026 ปรับลด 3 บาท/ลิตร
View from fundamental: ข่าวดังกล่าวน่าจะเป็น negative sentiment ต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ความเสี่ยงจากการแทรกแซงของภาครัฐและกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นน่าจะเป็นปัจจัยกดดันต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นต่อเนื่อง เรายังคงคำแนะนำ “ขาย” หุ้นกลุ่มโรงกลั่น ภายในกลุ่มพลังงาน เราชอบหุ้นกลุ่มต้นน้ำ ได้แก่ BANPU (อุปสงค์ถ่านหินที่เพิ่มขึ้นเพื่อใช้ทดแทนน้ำมัน) และ PTTEP (ราคาหุ้นมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับราคาน้ำมันดิบ) ซึ่งมีความเสี่ยงจากการแทรกแซงของภาครัฐต่ำกว่า
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน